Skip to main content

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

เพื่อนนักโบราณคดีส่งภาพความเสียหายที่ ‘ปราสาทหินพนมรุ้ง’ จังหวัดบุรีรัมย์มาให้ดูอย่างเศร้าๆ สะพานนาคราชชั้นที่ 1, 2 และ 3 เศียรนาคถูกตีใบหน้าตรงส่วนปากกึ่งจมูก เสียหายไป 13 เศียร โคนนทิ พาหนะแห่งองค์ศิวะถูกตีทำลายบริเวณใบหน้า ส่วน ‘แท่งศิวลึงค์’ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลในไศวะนิกาย สัญลักษณ์แห่งองค์ศิวะถูกเคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเดิมบนฐานโยนีแล้วเอาลงไปวางไว้ในร่องน้ำมนต์

ข้างนอกปราสาทแม้แต่ทวารบาลผู้รักษาประตูประจำทิศใต้ก็ไม่อาจรักษาดูแลตัวเองได้ แขนและมือถูกทำลายมือข้างหนึ่งถูกวางไว้ที่สะพานนาคราชชั้นที่ 1 มืออีกข้างถูกเอาไปวางที่สะพานนาคราชชั้นที่ 2 ด้านทิศเหนือ สิงห์ทวารบาลด้านทิศตะวันตกของปราสาทใบหน้าถูกทำลายทั้ง 2 ตัว รวมจำนวนตำแหน่งของโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายทั้งสิ้น 18 แห่ง

ที่วงกลมกลีบบัวบนพื้นพบเครื่องบูชาเป็นพวงมาลัย บุหรี่ แก้วน้ำ เงินเหรียญ 10 บาท มีข้อสันนิษฐานกันว่าเบื้องลึกแล้วคงเป็นการทำพิธีกรรมบางอย่างเพื่อสลาย ‘อำนาจ’ โดยมีเป้ามุ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายฝ่ายผูกโยงกันไปเป็น ‘คุณไสยทางการเมือง’ ที่จงใจทำให้สัญลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลง ‘ศิวลึงค์’ อันเป็นศูนย์กลางโลกและการกำเนิดไป ‘ลดทอนพลัง’ บางอย่างของคนบางคน.. โดยเฉพาะ ‘คนเล่นของเขมร’ แถวๆ บุรีรัมย์..คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

คุณไสยการเมืองนี้ก็คล้ายกับกรณี ‘ทุบพระพรหมเอราวัณ’ กับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่ถูกนำมาผูกโยงกันก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  แม้แต่คนในวงการโหรที่ชอบโหนอย่าง วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือที่รู้จักกันในนามโหร คมช.ก็รีบสะท้อนออกมาว่า จะเกิดวิกฤตไม่ว่าภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์นองเลือด ให้ทำบุญรักษาศีลกันไว้เยอะๆ ให้หันหน้าเข้าหากัน เลยไม่วายกล่าวถึง ‘น้าจิ๋วหวานเจี๊ยบ’ ให้มาช่วยประคอง ‘ลุงหมัก’ ด้วย

ก็ว่ากันไป..การเมืองกับไสยศาสตร์

อีกมุมมองหนึ่งก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะการทุบทำลายโบราณวัตถุในโบราณสถานครั้งนี้อาจมีเงื่อนงำความขัดแย้งจากภายในกรมศิลปากรท้องถิ่นเอง บล็อกเกอร์ชื่อ  ‘ศุภศรุต’ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าของที่ถูกทุบทำลายเป็นเฉพาะรูปที่เป็นซีเมนต์หล่อจำลองใหม่อายุไม่กี่ปี เครื่องบูชาๆ ขอขมาก็เป็นของง่ายๆ เพียงแค่บุหรี่ หรือดอกไม้ธูปเทียน เท่านั้น บางทีการทุบทำลายเพียงของจำลองอาจเป็นการตั้งใจเลือกของ “กลุ่มคน” ผู้เสียผลประโยชน์ อาจเป็นทั้งลูกจ้าง ข้าราชการ แม่ค้า พระ ที่อยู่รายล้อมรอบซากปราสาทโบราณมาก่อนแต่ถูกกีดกันออกไปจากเดิม  

ก็ไม่แน่..ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร

แต่ที่แน่ๆ การทุบทำลายครั้งนี้ เป็นการทุบทำลายความรู้สึกของคนท้องถิ่น เพราะไม่ว่าปราสาทพนมรุ้งจะสร้างด้วยแรงศรัทธาแบบฮินดู ที่ดูห่างไกลกับศรัทธาในสังคมพุทธและผีแบบสังคมไทยในปัจจุบันก็ตาม แต่แท้จริงแล้วปราสาทพนมรุ้งยังคงมีพลังทางวิญญาณที่ส่งผ่านกาลเวลามาถึงผู้คนรุ่นปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย หินทรายไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ ที่นี่ยังคงซึมซับศรัทธาทุกแบบไว้อยู่เสมอ

แต่ไม่ว่าคำตอบของการทุบทำลายจะไปตามแนวประเด็นใดก็ตาม มันก็ล้วนสะท้อนวิธีคิดของสังคมที่มีต่อ ‘มรดกทางวัฒนธรรม’ อยู่ไม่น้อย ‘คุณค่า’ ของโบราณวัตถุ/ สถานควรจะถูกหวงแหนไว้แบบใดกันแน่

ครั้งหนึ่งที่ปราสาทพนมรุ้งแห่งนี้นี้ เคยเป็นจุดกำเนิดของเรียกร้อง ‘ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์’ กันแทบเป็นแทบตาย เพราะมันถูกขโมยจากที่นี่ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เราเคยคิดกันไปถึงว่าภูมิหลังแห่งชาติถูกขโมยไปเสียด้วยซ้ำในครานั้น แต่เมื่อ ‘ทับหลัง’ กลับมา เพียงเวลาผ่านไป 20 ปีนี้ สังคมไทยคงลืมทับหลังที่สลักภาพองค์นารายณ์อนันตศายินที่มีดอกปัทมะผุดพรายจากนาภะ พรหมสถิตย์อยู่เหนือดอกบัวเสด็จสู่การสร้างโลกชิ้นนี้ไปแล้ว และบางคนอาจนึกไปเลยว่า ‘เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ด้วยหรือ’

หรือบางทีที่เราลืมเป็นเพราะหินทรายที่ถูกขโมยครั้งนั้นหรืออิฐเก่าๆ ก้อนหนึ่งที่ถูกทำลายครั้งนี้อาจไม่มีค่ามากมายเพียงเพราะอิฐเก่าๆ ก้อนนั้นไม่ใช่อิฐเก่าๆ ของ ‘สุโขทัย’ ของ ‘อยุธยา’ ที่ทำให้ ‘รัตนโกสินทร์’ มีความหมาย มันแค่เป็นเพียงอิฐเก่าๆ ของพวก ‘ขอม’ ที่มาสร้างไว้ในเขตประเทศไทยเท่านั้นเอง

ปราสาทหินพนมรุ้งอันวิจิตรสำหรับสังคมไทยอาจเป็นเพียงฉากถ่ายรูปฉากหนึ่งที่สวยงามของจังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านมาครั้งหนึ่งแล้วก็ผ่านไป แต่...จะสามารถมองลงไปให้ลึกกว่านั้นได้หรือไม่ เพราะหินทรายแต่ละก้อนที่ก่อเป็นปราสาทมันยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายซ่อนอยู่ตั้งแต่เรื่องของผู้คน แรงงาน นักบวช ศาสนา พิธีกรรม ปากท้อง เศรษฐกิจไปจนถึงเรื่องราวของเจ้านายผู้ปกครอง

ลองฟังดูดีๆ สิ... อิฐ หิน ดินและทรายในโบราณสถานมันพูดได้จริงๆ

ปราสาทพนมรุ้งบอกเราคร่าวๆ ถึงร่องรอยความเชื่อมต่อสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมที่ทำให้เราลืมเลือนเส้นเขตแดนประเทศได้อย่างน่าสนใจ เช่น จารึกที่พบหลักหนึ่งบอกเราให้ทราบว่าผู้สร้างปราสาท ‘นเรนทราทิตย์’ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระ ที่ปกครองดินแดนแถบนี้ เป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด อันงามตระการ อย่างน้อยครั้งหนึ่งคนที่นี่กับคนในกัมพูชาก็คงเป็นเครือญาติกัน และถ้าไม่มองแบบเหยียดคนอื่นกันเกินไป บางทีความเป็นเครือญาติกันนับพันปีมันก็อาจซ่อนอยู่ในเซลล์เม็ดเล็กๆ เม็ดไหนเม็ดหนึ่งของเรา

พนมรุ้งแม้เป็นเรื่องราวอันไพศาลของศาสนาหรือเจ้าผู้ปกครอง แต่กระนั้นเองพนมรุ้งและปราสาทหินใหญ่โตในวัฒนธรรมแบบขอมก็บอกและช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า ‘ทาส’ หรือ ‘แรงงาน’ ผู้สร้างปราสาทอันใหญ่โตพิศวงนี้ถูกกดขี่เช่นไร และทำไม ‘ชนชั้นปกครอง’ แบบขอมอ่อนแอลงเรื่อยๆ และหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างรวดเร็ว

บางทีในความงามก็ซ่อนไว้ด้วยความจริงของประวัติศาสตร์อีกลักษณ์หนึ่ง และอาจเป็นบทเรียนสำคัญให้ใครบางคนได้เช่นกัน

และอาจมีเรื่องราวอีกมากมายอาจซ่อนอยู่ในหินทรายหรือในอิฐที่ถูกทุบ ไม่ว่ามันจะเป็นของใหม่หรือเก่าก็ตาม เพราะทั้งหมดมันย่อมมีนัยแห่งการผสมผสานกลมกลืนอย่างซับซ้อนและสะท้อนออกมาเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรม ไม่วันนี้ก็ในอนาคตข้างหน้า มันจึงควรจะยังอยู่ให้เราค้นหาและส่งผ่านไปต่อให้คนในวันข้างหน้าได้สนุกกับเรื่องราวที่มันเล่าผ่านบ้าง เรามีแง่คิดกับมัน เรามีบทเรียนกับมัน จะผิดบ้างหรือถูกบ้าง... ว่ากันไป

แต่ในตอนนี้หากเรายังไม่หาคำตอบของ 20 ปีก่อนที่ว่า “เราทวงคืนทับหลังฯ มาทำไม” ไม่ได้ การทุบทำลายใดๆ มันก็คงเกิดขึ้นได้อีก เพราะเรื่องเหล่านี้เราอาจไม่ได้สนใจอะไรมันกว่ากระแสตามหน้าสื่อที่ปลุกให้รู้จักและรู้สึกว่ามันสำคัญมันเป็นพักๆ มรดกทางวัฒนธรรมคงสูญสลายจากไปอย่างน่าเสียดายในสภาพแบบนี้ และคงน่าสมน้ำหน้าในวันข้างหน้าที่เราจะตอบอะไรที่เป็นเรื่องราวของเราเองไม่ได้เลย

สำหรับเพื่อนนักโบราณคดีของผม เวลานี้ก็ปล่อยให้มันเศร้าต่อไปก่อนเถอะ... เพราะกรมศิลปากรคงไม่สามารถจ้างยามหรือนักโบราณคดีไปนั่งเฝ้าอิฐทุกก้อนได้จริงๆ แน่นอน

20080524 hitandrun (1)

20080524 hitandrun (2)

20080524 hitandrun (3)

20080524 hitandrun (4)

20080524 hitandrun (5)

20080524 hitandrun (6)

20080524 hitandrun (7)

20080524 hitandrun นารายณ์บรรทมสิทธุ์
นารายณ์บรรทมสิทธุ์

บล็อกของ Hit & Run

Hit & Run
 หอกหักจูเนียร์  ขณะที่นั่งปั่นข้อเขียนชิ้นนี้ ยังมีสองเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น และผมต้องอาศัยการแทงหวยคาดเดาเอาคือ1. การเลือกนายกรัฐมนตรี (จะมีในวันที่ 15 ธ.ค. 2551)2. การโฟนอินเข้ามายังรายการความจริงวันนี้ของคุณทักษิณ (จะมีในวันที่ 13 ธ.ค. 2551)เรื่องที่ผมจะพูดก็เกี่ยวเนื่องกับสองวันนั้นและเหตุการณ์หลังสองวันนั้น ผมขอเน้นประเด็น การจัดการ - การบริหาร "ความแค้น" ของสองขั้ว I ขอแทงหวยข้อแรกคือ ในวันที่ 15 ธ.ค. 2551 หากว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถูกโหวตให้เป็นนายก และพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (ขออภัยถ้าแทงหวยผิด แต่ถ้าแทงผิด…
Hit & Run
ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ  หลังการประกาศชัยชนะของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลังการยุบพรรค แล้วล่าถอยในวันที่ 3 ธ.ค. พอตกค่ำวันที่ 3 ธ.ค. เราจึงกลับมาเห็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยคุ้นเคย แทนที่สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ จะปราศรัยบนเวที หรือหลังรถปราศรัย ก็กลายเป็นเสวนา และวิเคราะห์การเมืองกันในห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ ASTV อย่างไรก็ตาม สนธิ ลิ้มทองกุล ก็พยายามรักษากระแสและแรงสนับสนุนพันธมิตรฯ หลังยุติการชุมนุมเอาไว้ โดยเขาเผยว่าจะจำลองบรรยากาศการชุมนุมพันธมิตรตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาไว้ในห้องส่ง เพื่อแฟนๆ ASTV โดยเขากล่าวเมื่อ 3 ธ.ค. [1] ว่า “พี่น้องครับ…
Hit & Run
พิชญ์ รัฐแฉล้ม            นานมากแล้วที่ “ประเทศของเรา” ประสบกับสภาพความมั่นคงและเสถียรภาพที่แหว่งวิ่นเต็มทน และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าความหวังในความสำเร็จของการจัดการกับปัญหายิ่งเลือนรางไปทุกที ทุกเรื่อง ทุกราว กำลังถาโถมเข้ามาจากทุกสารทิศเพื่อมารวมศูนย์ ณ เมืองหลวงมิคสัญญีแห่งนี้ จนกระแสข่าวรายวันจากปักษ์ใต้ อีสาน...แผ่วและเบาเหมือนลมต้นฤดูหนาว   สื่อต่างๆ ทั้งไทย-ต่างประเทศ ประโคมข่าวจากเมืองหลวงกระจายสู่ทุกอณูเนื้อโลก ช่างน่าตกใจ! ภาพแห่ง “ความรุนแรง” ของฝูงชนขาดสติและไม่เหลือแม้สายใยในความเป็นมนุษย์ร่วมกัน ถูกกระจายออกไป…
Hit & Run
  ธวัชชัย ชำนาญ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นห้วงเวลาที่คนไทยทั่วทุกสารทิศ เดินทางเข้ามาร่วมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ "พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ" ความยิ่งใหญ่อลังการที่ทุกคนคงรู้ดีที่ไม่จำเป็นต้องสาธยายเยอะ  แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ความสงบเงียบของบ้านเมืองที่ดูเหมือนมีพลังอำนาจอะไรบางอย่างมากดทับกลิ่นอายของสังคมไทยที่เคยเป็นอยู่กลิ่นอายที่ว่านั้น..เป็นกลิ่นอายของความขัดแย้ง ความเกลียดชังของคนในสังคมที่ถูกกดทับมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา…
Hit & Run
 ภาพจากเว็บบอร์ด pantipจันทร์ ในบ่อ เชื่อว่าหลายคนคงได้ชมรายการตีสิบเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเชิญ ‘คุณต้น' อดีตนักร้องวง ‘ทิค แทค โท' บอยแบนด์ไทยสไตล์ญี่ปุ่นรุ่นแรกๆ ที่โด่งดังราวสิบปีก่อนมาออกรายการ เพื่อเป็นอุทธาหรณ์แก่สังคมเรื่องผลเสียจากการใช้ยาเสพติดคุณต้นสูญเสียความทรงจำและมีอาการทางสมองชนิดที่เรียกว่า ‘จิตเภท' จากการใช้ยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าและยานอนหลับชนิดรุนแรง จนหลายปีมานี้เขาได้หายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิงและจดจำใครไม่ได้เลย คุณแม่เคยสัญญากับคุณต้นไว้ว่า หากอาการดีขึ้นจะพามาออกรายการตีสิบอีกครั้งเพื่อทบทวนเรื่องราวในอดีต เพราะคุณต้นและเพื่อนๆ…
Hit & Run
  คนอเมริกันและลามถึงคนทั่วโลกด้วยกระมัง ที่เหมือนตื่นจากความหลับใหล พบแดดอ่อนยามรุ่งอรุณ เมื่อได้ประธานาธิบดีใหม่ที่ชนะถล่มทลาย คนหนุ่มไฟแรง ผิวสี เอียงซ้ายนิดๆ ผู้มาพร้อมสโลแกน "เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน และเปลี่ยน" แม้ผู้คนยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะเปลี่ยนได้ไหม เปลี่ยนไปสู่อะไร (เพราะอเมริกาไม่มีหมอลักษณ์ฟันธง หมอกฤษณ์คอนเฟิร์ม) แต่ขอแค่โลกนี้มีหวังใหม่ๆ ความเปลี่ยนแปลงสนุกๆ ก็ทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวย ท้องฟ้าสดใสกว่าที่เคยเป็นได้ง่ายๆ   มองไปที่อื่นฟ้าใส แต่ทำไมฝนมาตกที่ประเทศไทยไม่เลิก บ้านนี้เมืองนี้ ผู้คนพากันนอนไม่หลับ ฟ้าหม่น ฝนตก หดหู่มายาวนาน นานกว่าเมืองหนึ่งใน ‘100…
Hit & Run
    ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวาย ส่วนตัวความจริงแล้วไม่อยากยุ่งเพราะเป็นคนรักสงบและถึงรบก็ขลาด แต่ไม่ยุ่งคงไม่ได้เพราะมันใกล้ตัวขึ้นทุกที ระเบิดมันตูมตามก็ถี่ขึ้นทุกวัน จนไม่รู้ใครเป็นตัวโกง ใครเป็นพระเอก เลยขอพาหันหน้าหาวัดพูดเรื่องธรรมะธรรมโมบ้างดีกว่า แต่ไม่รับประกันว่าพูดแล้วจะเย็นลงหรือตัวจะร้อนรุมๆ ขัดใจกันยิ่งกว่าเดิม ยังไงก็คิดเสียว่าอ่านขำๆ พอฆ่าเวลาปลายสัปดาห์ก็แล้วกัน.....
Hit & Run
< จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ >หลังจากอ่าน บทสัมภาษณ์ของซูโม่ตู้ หรือจรัสพงษ์ สุรัสวดี ในเว็บไซต์ผู้จัดการรายสัปดาห์ออนไลน์ แล้วพบว่าสิ่งหนึ่งที่ควรชื่นชมคือ ความตรงไปตรงมาของจรัสพงษ์ที่กล้ายอมรับว่าตนเองนั้นรังเกียจคนกุลีรากหญ้า ที่ไร้การศึกษา โง่กว่าลิงบาบูน รวมไปถึง “เจ๊ก” และ “เสี่ยว” ที่มาทำให้ราชอาณาจักรไทยของเขาเสียหาย เป็นความตรงไปตรงมาของอภิสิทธิ์ชนที่ปากตรงกับใจ ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา ที่คงไม่ได้ยินจากปากนักวิชาการ หรือนักเคลื่อนไหวคนไหน (ที่คิดแบบนี้) (เดี๋ยวหาว่าเหมารวม)
Hit & Run
  ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านไป ความวุ่นวายในเมืองหลวงเริ่มคลีคลาย แต่ความสับสนและกลิ่นอายของแรงกดดันยังบางอย่างภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองยังคงคลุกรุ่นอยู่ไม่หาย... ไม่รู้ว่าน่าเสียใจหรือดีใจที่ภารกิจบางอย่างทำให้ต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ก่อนหน้าเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่เรียกกันว่า "7 ตุลาทมิฬ" เพียงข้ามคืน สิ่งที่เกิดขึ้นในความทรงจำจึงเป็นเพียงอีกเรื่องราวของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ถึงขณะนี้ยังไม่รู้ถึงข้อมูลที่แน่ชัดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความสูญเสียเกิดจากอะไร เพราะใครสั่งการ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น อย่างไร ฯลฯ คำถามมากมายที่ยังรอคำตอบ   …
Hit & Run
   (ที่มาภาพ: http://thaithai.exteen.com/images/photo/thaithai-2550-11-4-chess.jpg)หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ความขัดแย้งทางชนชั้น การปะทะกันระหว่าง "ความเชื่อในคุณธรรม vs ความเชื่อในประชาธิปไตย" เริ่มปรากฏตัวชัดขึ้นเรื่อยๆ และได้ก่อให้เกิดความรุนแรงจากมวลชนทั้งสองกลุ่มฝั่งคุณธรรม อาจเชื่อว่า หากคนคิดดี ทำดี ปฏิบัติดีแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมในขณะนี้คือ จริยธรรมของคนที่ข้องเกี่ยวกับการเมือง ดั้งนั้น จึงพยายามกดดันให้นักการเมืองเข้ากรอบระเบียบแห่งจริยธรรมที่ตนเองคิด หรือไม่ก็ไม่ให้มีนักการเมืองไปเลยฝั่งประชาธิปไตย อาจเชื่อว่า…
Hit & Run
Ko We Kyawเมื่อวันเสาร์ สัปดาห์ก่อน มีการจัดงาน ‘Saffron Revolution, A Year Later' ที่จัดโดยคณะผลิตสื่อเบอร์ม่า (Burma Media Production) หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อรำลึกถึง 1 ปี แห่งการปฏิวัติชายจีวร นอกจากการเสวนาและการกิจกรรมเพื่อเป็นการรำลึกแล้ว ภาคบันเทิงในงานก็มีความน่าสนใจเพราะมีการแสดงจากคณะตีเลตี (Thee Lay Thee) ที่มีชื่อเสียงจากพม่าการแสดงในวันดังกล่าว เป็นการแสดงในเชียงใหม่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี 2551 หลังจากเคยจัดการแสดงมาแล้วในเดือนมกราคม และการแสดงการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กิส เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในพม่า…
Hit & Run
  ขุนพลน้อย       "ผมรู้สึกภูมิใจยิ่งที่สามารถคว้าเหรียญทอง สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย แต่ก็แอบน้อยใจบ้างที่เงินอัดฉีดของพวกเราจากรัฐบาลน้อยกว่าคนปกติ นี่ถ้าได้สักครึ่งหนึ่งของพวกเขาก็คงดี"น้ำเสียงของ ‘ประวัติ วะโฮรัมย์' เหรียญทองหนึ่งเดียวของไทย ในกีฬา ‘พาราลิมปิกเกมส์ 2008' หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงดึกวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 เป็นไปอย่างมุ่งมั่นระคนทดท้อการต้อนรับนักกีฬาในหมู่คนใกล้ชิดและในวงการมีขึ้นอย่างอบอุ่น แต่ความไม่เท่าเทียมกันเมื่อเปรียบเทียบกับนักกีฬาที่ได้รางวันใน ‘โอลิมปิก' คงเป็นภาพที่สะท้อนมองเห็นสังคมแบบบ้านเราได้ชัดเจนขึ้น…