ระบบภาษีที่เป็นธรรม ต่อผู้ใช้แรงงาน เป็นอย่างไร?

16 September, 2012 - 00:14 -- iskra

...การที่รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลชุดนี้กำลังจะขึ้นภาษีทางอ้อมจาก 7 เป็น 10% นั้นถือว่าเป็นการเปิดศึกทางชนชั้นกับชนชั้นกรรมกรและคนระดับล่างของสังคมโดยตรง คือ โยนภาระก้อนโตให้คนระดับล่างเป็นผู้จ่าย โดยที่คนร่่ำรวยลอยตัว...

 

โดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

กลุ่มประกายไฟ

ล่าสุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกาลังจะออกกฎหมายขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จาก 7% เป็น 10 % ซึ่งเป็นนโยบายที่สืบทอดมาจากข้อเสนอของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการทารัฐประหารในปี 2549 – คำถามที่ผู้ใช้แรงงานควรสนใจคือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มส่งผลดีหรือเสียอย่างไรต่อชนชั้นผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และระบบภาษีที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงานควรจะเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ภาษี คืออะไร – กล่าวอย่างรวบยอดภาษีเป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้หลักของรัฐ นอกจากนี้ ภาษียังเป็นเครื่องมือของรัฐในการเพิ่ม/ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการบริหารจัดการเศรษฐกิจด้วย – ระบบภาษีที่มีอยู่ในโลกนี้มีหลายประเภท บางประเภทส่งผลเสียต่อคนระดับล่างของสังคม บางประเภทมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำและนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนระดับล่างของสังคมได้ด้วย

โดยทั่วไป เราสามารถจำแนกระบบการเก็บภาษีออกได้เป็น 2 ประเภท หนึ่ง ระบบภาษีอัตราก้าวหน้า (progressive) คือ เก็บจากคนรวยในอัตราที่สูงกว่าคนจน ในบางประเทศอัตราภาษีที่เก็บจากคนรวยอาจสูงถึง 40% ของรายได้ ส่วนที่เก็บจากคนจนหรือมีรายได้น้อยจะลดต่ำลงไปหรือไม่เสียภาษีเลยในกรณีที่มีรายได้น้อยมาก และสอง ระบบภาษีอัตราถอยหลัง (regressive) คือ การที่รัฐอาจตั้งเกณฑ์อัตราภาษีที่เท่ากันของทุกคนในสังคม ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนต้องจ่ายภาษีเท่าๆกัน หรือในบางแห่งซึ่งมีน้อยแล้ว คนรวยอาจจ่ายอัตราภาษีน้อยกว่าคนจนหรือคนระดับกลางๆ

เป้าหมายของระบบภาษี 2 ประเภทนี้แตกต่างกัน ในขณะที่ระบบภาษีอัตราก้าวหน้ามุ่งเน้นในการลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคม คือรัฐทาหน้าที่เก็บภาษีจากคนรวย นายทุน คนที่มีรายได้เยอะเพื่อนาเงินดังกล่าวมากาหนดเป็นนโยบายสวัสดิการในทุกๆด้านให้ประชาชนในสังคม เช่น การรักษาพยาบาลฟรี การศึกษาฟรี ระบบขนส่งมวลชนมีคุณภาพและราคาถูก เป็นต้น แต่ระบบภาษีอัตราถอยหลังนั้นมีเป้าหมายเพื่อผลักภาระให้แก่คนที่มีรายได้น้อย โดยรัฐจะทาหน้าที่ช่วยเหลือให้กลุ่มคนรวย นักธุรกิจ บรรษัทขนาดใหญ่สามารถสะสมทุนและความมั่งคั่งได้ ผ่านการทาให้กลุ่มธุรกิจหรือบุคคลร่ารวยจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด – รัฐบาลที่เอาใจนายทุนมากๆมักจะสนับสนุนภาษีอัตราถอยหลัง ส่วนรัฐบาลที่มีแนวโน้มเข้าข้างชนชั้นกรรมกร หรือในประเทศที่ขบวนการกรรมกรเข้มแข็ง รัฐมักจะถูกกดดันให้ต้องมีมาตรการภาษีที่ก้าวหน้าคือเก็บจากคนรวยมากกว่าคนจน และนาเงินดังกล่าวมาจัดสวัสดิการ

มากไปกว่านั้น ภาษียังสามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 2 ประเภท คือ

หนึ่ง ภาษีทางตรง (direct tax) ที่เก็บโดยตรงจาก “เงินรายได้” ที่แต่ละคนได้รับ คือ ยิ่งมีรายได้มาก ก็จะจ่ายมาก หากมีรายได้น้อย ก็จะจ่ายน้อยหรือไม่จ่ายเลย – การมุ่งเน้นการเก็บภาษีทางตรงแบบนี้จึงสอดคล้องกับการใช้ระบบภาษีอัตราก้าวหน้าที่มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ส่วนประเภทที่สอง คือ ภาษีทางอ้อม (indirect tax) ภาษีประเภทนี้จะเก็บในอัตราที่เท่าๆกันทุกคนทุกชนชั้น โดยไม่สนใจสถานะทางเศรษฐกิจของผู้จ่ายภาษี เช่น ภาษี VAT ซึ่งหมายถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ “คนทุกคน” ต้องจ่ายทุกๆครั้งที่บริโภคสินค้าในตลาด เช่น เราไปซื้อขนมที่เซเว่นอีเลเว่นทุกครั้ง ร้านค้าจะบวกภาษีลงไปอีก 7% จากราคาขายจริง นั่นหมายความว่า ราคาของสินค้าที่เราซื้อในทุกๆครั้งจะถูกบวกเพิ่มอีกร้อยละ 7 – ภาษีประเภทนี้มีสอดคล้องกับระบบภาษีแบบอัตราถอยหลัง คือ โยนภาระให้กับคนจนที่ต้องจ่ายภาษีเท่ากับคนรวย คือ 7-10% ทุกครั้งที่เราจับจ่ายซื้อของ – และนี่คือสิ่งที่รัฐและชนชั้นนาของไทยรวมหัวกันโยนภาระให้คนระดับล่างตลอดมา และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เมื่อรัฐบาลแทบทุกชุดพยายามเพิ่มอัตราจาก 7 เป็น 10 %

มองในแง่ประวัติศาสตร์ ภาษีทางตรงระบบอัตราก้าวหน้า ได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานของรัฐอุตสาหกรรมในยุโรปและในหลายประเทศทั่วโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือที่เรียกกันว่า “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และเพื่อดูแลด้านสวัสดิการให้แก่ประชาชนทุกระดับชั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ฐานเสียงสนับสนุนของนโยบายด้านภาษีและรูปแบบของรัฐประเภทนี้ก็คือ สหภาพแรงงาน และพรรคการเมืองแนวสังคมนิยม โดยที่ชนชั้นนายทุนจานวนมากต่อต้าน เพราะเท่ากับพวกเขาต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น เมื่อเขาได้กาไรจากการขูดรีดคนงานมากขึ้น

ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ชนชั้นนายทุนในโลกรวมหัวกันทำลายรัฐสวัสดิการที่มุ่งเน้นการเก็บภาษีทางตรงอัตราก้าวหน้า โดยหันมาใช้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ หรือนีโอลิเบอรัล ที่เชื่อว่า รัฐไม่ควรเข้ามาจัดสวัสดิการให้คนระดับล่างอีกต่อไป รัฐควรลดภาษีทางตรง และเพิ่มภาษีทางอ้อมให้มากขึ้น พูดง่ายๆก็คือ รัฐจะไม่ทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอีกต่อไป แต่รัฐจะทาหน้าที่ในการปกป้องชนชั้นนายทุนให้พวกเขาสามารถหากำไรได้มากขึ้น ผ่านการจ่ายภาษีที่ลดลง และโยนภาระภาษีไปให้คนระดับล่างจ่ายแทน

การขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมใหม่กลายเป็นหัวใจของการรื้อฟื้นอัตรากำไรของชนชั้นนายทุนที่เผชิญหน้ากับความเข้มแข็งและเติบโตของสหภาพแรงงานทั่วโลกในทศวรรษ 1970 หนึ่งในมาตรการรื้อฟื้นกำไรของนายทุนคือการลดสวัสดิการของแรงงาน ซึ่งหมายถึงการลดรายจ่ายของนายทุนที่จะต้องเสียภาษีราคาแพงให้แก่รัฐ เพื่อให้รัฐเอาไปช่วยคนจน มาตรการสาคัญของลัทธิเสรีนิยมใหม่คือ การปรับระบบภาษีแบบทางตรงอัตราก้าวหน้า ให้เป็นภาษีทางอ้อมและมีระบบอัตราถอยหลัง

โครงสร้างภาษีในประเทศไทยที่ผ่านมาผสมผสาน มีการเก็บภาษีทางตรงอัตราก้าวหน้า แต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะอัตราภาษีที่เก็บจากคนรวยอยู่ในระดับที่ไม่สูง กับทั้งคนรวย/นายทุนยังมีวิธีการหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้รายได้รัฐที่มาจากภาษีส่วนใหญ่เป็นการขูดรีดเอาจากคนที่มีรายได้ประจา โดยเฉพาะคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมและคนงานคอปกขาวทั่วไปที่ทางานในออฟฟิศ ยิ่งไปกว่านั้น รายได้รัฐกว่า 30% มาจากการเก็บภาษีทางอ้อม ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่รับภาระในการจ่ายภาษีพวกนี้ก็คือ คนจนที่ซื้อของกินของใช้ประทังชีพอยู่ในทุกวัน

การที่รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลชุดนี้กำลังจะขึ้นภาษีทางอ้อมจาก 7 เป็น 10% นั้นถือว่าเป็นการเปิดศึกทางชนชั้นกับชนชั้นกรรมกรและคนระดับล่างของสังคมโดยตรง คือ โยนภาระก้อนโตให้คนระดับล่างเป็นผู้จ่าย โดยที่คนร่่ำรวยลอยตัว

การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจของชนชั้นกรรมกรและคนระดับล่างจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งหมายถึง รัฐที่ทาหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำและเข้ามาจัดสวัสดิการให้แก่คนทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยมาอุดช่องโหว่ของความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเรายอมรับให้มีการขึ้นและขยายฐานของภาษีทางอ้อม ดังเช่นนโยบายภาษี VAT ที่กาลังผลักดันกันอยู่ในปัจจุบัน

ปล.ฉบับหน้าพบกับความรู้เรื่อง “อาเซียน” กับผลกระทบที่มีต่อผู้ใช้แรงงาน

(หมายเหตุ : บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกใน “วารสารสหายแรงงาน” ประจำเดือนกันยายน วารสารดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยการร่วมมือกันระหว่าง กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง กลุ่มนักศึกษาสภากาแฟ(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต) และกลุ่มประกายไฟ )

ความเห็น

Submitted by สงสัย on

รายได้รัฐกว่า 30% มาจากการเก็บภาษีทางอ้อม ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่รับภาระในการจ่ายภาษีพวกนี้ก็คือ คนจนที่ซื้อของกินของใช้ประทังชีพอยู่ในทุกวัน

คนรวยก็ต้องซื้อของกินของใช้ไม่ใช่เหรอ?
รวมถึงมีแนวโน้มว่าจะซื้อมากกว่า กินมากกว่าด้วย
ภัตตาคารไฮโซ เสื้อแบรนด์เนม กระเป๋าสุดหรู ห้างกลางเมือง

ในขณะที่คนจนกินน้อยใช้น้อย (เพราะมีเงินน้อย ใช้ได้แค่นั้น) จึงจ่ายภาษีน้อย
คนรวยที่ใช้มากกินมาก จึงต้องจ่ายมาก เพราะภาษีส่วนนี้หลบเลี่ยงไม่ได้ ไม่สามารถใช้วิธีลดหย่อนภาษี การแต่งบัญชี ฯลฯ ที่ทำในรูปแบบของบริษัทได้ คนรวยที่หามาได้มากเพื่อจะใช้จ่ายมากก็ต้องจ่ายมาก

Submitted by DTRY on

คนจนจ่ายภาษีมาก "เมื่อเทียบกับรายได้" ครับ

ตัวอย่างเช่น ถ้าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น ๑๐%
คนจนได้ค่าแรงวันละ ๓๐๐ บาท ซื้ออาหารกินไป ๑๐๐ บาท
แต่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ๑๐ บาท
คนรวยมีรายได้ปีละ ๑๐ ล้าน เฉลี่ยวันละประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท
ซื้ออาหารกินไป ๑๐,๐๐๐ บาท จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม ๑,๐๐๐ บาท

เงิน ๑๐ บาท สำหรับคนจน ก็ยังมีค่า
ขณะที่เงิน ๑,๐๐๐ บาท สำหรับคนรวย ถือว่านิดเดียว
ด้วยเหตุนี้แหละครับ ถึงจ่ายภาษีเท่ากันแต่ก็ไม่ "ยุติธรรม"

และด้วยเหตุนี้เช่นกัน ที่รัฐสมัยใหม่ทั้งหลายจึงเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า
คนรวยจ่ายภาษีถึงครึ่งนึงของรายได้ หรือบางทีก็อาจจ่ายถึง ๙๐%
ส่วนคนจนไม่ต้องจ่ายเลย
เพราะคนที่มีรายได้ปีละ ๑,๐๐๐ ล้าน โดนหักไป ๙๐๐ ล้านก็ยังรวย
เหลือเงินใช้สบายๆ วันละ ๒-๓ แสน
ขณะที่คนที่มีรายได้วันละ ๓๐๐ หรือปีละ ๑ แสน แค่อยู่รอดไปวันๆ ก็ลำบากแล้ว

ยังไม่นับว่า ถ้าคุณเชื่อทฤษฎีของมาร์กซ์
เขาก็จะบอกว่าที่คนรวยรวยขึ้นมาได้นั้น ก็เพราะเอาเปรียบคนจนทั้งสิ้น
ตั้งแต่กดราคาวัตถุดิบ (ที่คนจนผลิต) กดค่าแรง (ที่คนจนเป็นลูกจ้าง)
แต่ผลิตสินค้าออกมาแพงๆ เอาส่วนต่างกำไรเข้ากระเป๋า
ดังนั้น จึงเป็นการยุติธรรมแล้ว ที่รัฐจะเก็บภาษีจากคนรวยหนักๆ
เพื่อคืนให้กับคนจน ในรูปแบบสวัสดิการต่างๆ
ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้คนจน ทำให้สุขภาพชีวิตดีขึ้น
เอาเงินที่เหลือไปพัฒนาตนเองเพื่อเลื่อนฐานะ ฯลฯ

น่าเสียดายที่พรรคเพื่อไทย ก็เหมือนพรรคอื่นๆ
ก็คือเป็นพรรคของนายทุนและคนรวย
แม้จะมีฐานเสียงมาจากคนจน แต่สุดท้ายย่อมเข้าข้างคนรวยวันยังค่ำ
การลดภาษีนิติบุคคลที่เก็บจากนายทุน แล้วมาขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผลักภาระให้คนจน
ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง!

Submitted by ชนชั้นกลาง on

ทุกวันนี้ชนใช้แรงงานก็ไม่ได้จ่ายภาษีทางตรงอยู่แล้ว การเพิ่มขึ้นของ VAT ก็เป็นเพียงให้กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่สูง ยังมีส่วนร่วมในการจ่ายภาษีพัฒนาประเทศมากขึ้น ซึ่งมันก็ดีเหมือนกัน เพราะพวกเขาอาจจะมีความรู้สึกบ้างว่าพวกเขาก็จ่ายภาษีไปให้นักการเมืองถลุง เผื่อจะมีความรู้สึกรักมากน้อยบ้าง

การเพิ่มขึ้นของ VAT นั้น... หากชนชั้นแรงงานมีรายได้ไม่สูง และมีการใช้จ่ายอย่างไม่สุร่ยสุร่าย คงไม่น่าจะกระทบมากเท่าไหร่ แต่หากชนชั้นแรงงานที่มีรายได้ไม่สูง แต่รสนิยมไม่ธรรมดา การเพิ่มขึ้นของ VAT ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายบ้าง

ระบบเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (Participatory Economy)

28 May, 2013 - 17:49 -- iskra

...ข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดการสังคมหลังทุนนิยมข้างต้นนี้ถือเป็นเป้าหมายหลัก และเป็นผลผลิตโดยตรงของการเติบโตของขบวนการโลกาภิวัตน์จากรากฐาน ที่พยายามเสนอทางเลือกใหม่ในการพัฒนาท่ามกลางซากปรักหักพังของโลกสังคมนิยม ในทศวรรษ 1990 ที่นักคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยมต่างประกาศว่า “เราไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลือแล้วนอกจากระบบทุนนิยมกลไกตลาดและระบอบ ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม” แม้ว่าเป้าหมายดังกล่าวจะยังไม่บรรลุ แต่คุณูปการที่สำคัญที่สุดที่ขบวนการโลกาภิวัตน์จากรากฐานได้สร้างไว้ก็คือ ความหวังที่ว่า “โลกใบใหม่เป็นไปได้” ซึ่งเป็นคำขวัญของขบวนการสมัชชาสังคมโลกนับตั้งแต่ ค.ศ.2001 เป็นต้นมา