Skip to main content

รายงานล่าสุด ILO ชี้ค่าแรงยังต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในโลกยิ่งเพิ่ม, ค่าจ้างประเทศรวยสูงกว่าประเทศจน 3 เท่า, การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ทำให้คนตกงานเว้ยเฮ้ย!
 

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organisation - ILO) สังกัดสหประชาชาติเผยแพร่รายงาน Global Wage Report 2014/15 เมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่าการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง (real wage growth) หลังหักอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วเกือบจะไม่ขยับขึ้นเลย ขณะบรรดาประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาเป็นที่มาด้านหลักของการเติบโตของค่าจ้างในโลก การเติบโตของค่าจ้างในโลกยังต่ำกว่า 3% อันเป็นอัตราเติบโตของค่าจ้างในโลกก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลกในปี ค.ศ. 2008 ค่าจ้างเติบโตชะลอลงจนเกือบเป็น 0% ในบรรดาประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ค่าจ้างโตขึ้น 6% ในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาเช่นจีนและประเทศอื่นในเอเชีย ค่าจ้างในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางก็เติบโตขึ้นเกือบจะเท่ากับ 6% เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างในประเทศที่มั่งคั่งยังสูงกว่าค่าจ้างในประเทศยากจนประมาณ 3 เท่าตัว คนงานในประเทศที่พัฒนาแล้วได้ค่าจ้างเฉลี่ย 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ/เดือน เทียบกับแค่ 1,000 ดอลล่าร์ฯ/เดือนสำหรับคนงานในประเทศกำลังพัฒนา

แซนดรา โพลาสกี้ รองผู้อำนวยการใหญ่ด้านนโยบายของ ILO  ระบุว่าค่าจ้างส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันไปในประเทศที่มีเศรษฐกิจต่างกัน เธอกล่าวว่า:

รายงานแสดงให้เห็นว่าในหลายประเทศ ค่าจ้างเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ที่สุดของครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่ในวัยทำงานอย่างน้อยหนึ่งคน ในประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ค่าจ้างคิดเป็นราว 60-80% ของรายได้ทั้งหมดของครอบครัวก่อนเสียภาษี ส่วนในประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา ค่าจ้างคิดเป็นราว 30-60% ของรายได้ทั้งหมดของครอบครัว”

ประเทศที่พัฒนาแล้วเหลื่อมล้ำกันยิ่งขึ้นเนื่องจากคนตกงานและความแตกต่างเหลื่อมล้ำอย่างยิ่งระหว่างผู้ได้ค่าจ้างอัตราสูงสุดกับต่ำสุด ความแตกต่างระหว่างผู้ได้ค่าจ้างอัตราสูงสุดกับต่ำสุดลดน้อยถอยลงในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาบางประเทศ

ILO ชี้ว่าการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสามารถแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในการจัดการปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำได้ แซนดรา โพลาสกี้เห็นแย้งพวกนักวิจารณ์หัวอนุรักษนิยมที่คัดค้านนโยบายกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยอ้างว่าการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้การจ้างงานลดลง เธอกล่าวว่า:

หลักฐานแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในระดับและขอบเขตที่เราได้พบเห็นกันมาในทางเป็นจริงนั้นไม่ว่าในสหรัฐฯหรือประเทศอื่น ๆ เอาเข้าจริงไม่ได้ส่งผลด้านลบต่อการจ้างงานดังว่าเลย ตรงกันข้าม นายจ้างต่างหาวิธีชดเชยได้ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและปรับองค์การทำงานใหม่ ให้ดีขึ้น ฯลฯ”

ILO ยังชี้ว่าการบั่นทอนอำนาจการต่อรองรวมหมู่ของคนงานในหลายประเทศส่งผลกระทบเสียหายต่อค่าจ้าง ผลิตภาพของแรงงานยังคงเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าการขึ้นค่าจ้างในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่งผลให้คนงานและครอบครัวได้ดอกผลตอบแทนน้อยกว่าเจ้าของทุน

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
เหนืออำนาจรัฐ ยังมีอำนาจทุน: อองซานซูจี วีรสตรีผู้ยืนหยัดต้านอำนาจรัฐเผด็จการทหารพม่า อ่อนข้อให้อำนาจทุนจีน
เกษียร เตชะพีระ
...ในทุก trust มี risk แฝงฝังอยู่อย่างมิอาจปัดป่ายบ่ายเบี่ยงเป็นอื่นได้ ก็เพราะ trust มันทำงานอย่างนี้ คือไม่เป็นทางการ ไม่มีกฎหมายครอบงำกำกับ มันหลวม ๆ สบตาเอ่ยปากขอรู้ไจวางใจกัน และความหลวมนี่แหละทำให้ทุกอย่างดำเนินการไปได้อย่างสะดวกราบรื่น ด้วยความไว้วางใจที่มีต่อกัน และฉะนั้นมันจึงเปิดช่องให้ trust ถูก abused ได้..
เกษียร เตชะพีระ
ความขัดแย้งชายแดนภาคใต้ กองทัพแก้ไม่ได้ เพราะโดยเนื้อแท้มันไม่ใช่ปัญหาการทหาร แต่เป็นปัญหาการเมือง ในที่สุดการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนภาคใต้นี้ต้องทำโดยรัฐบาล
เกษียร เตชะพีระ
...ก้าวต่อไปที่น่าจะเป็นของงานการเมืองฝ่ายรัฐบาลคือการรุกด้วยข้อเสนอรูปธรรมให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ใช้สิทธิอำนาจตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในการบริหารท้องถิ่นตนเองมากขึ้น ข้อเสนอนี้จะเป็นตัวช่วงชิงชนะใจมวลชน และกดดันปีกการทหารของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบให้ยอมรับทางออกทางการเมืองในที่สุด... 
เกษียร เตชะพีระ
เกษียร เตชะพีระ
เกษียร เตชะพีระ
ฝ่ายซ้ายมองสฤษดิ์เห็นเป็น "นัสเซอร์" ส่วนฝ่ายขวามองสฤษดิ์เห็นเป็น "เดอโกล" ส่วนสฤษดิ์นั้นเอาเข้าจริงเห็นตัวเองเป็น "พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" ผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" กวาดล้างขุดรากถอนโคนมรดกการปฏิวัติ 2475 ทั้งทางสัญลักษณ์และโครงสร้างกฎหมาย เพื่อสร้าง "ประชาธิปไตยแบบไทย " โดยอิงอาศัยความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์
เกษียร เตชะพีระ
เรื่องให้ฝ่ายรัฐควักเงินหลวงมาจ่ายส่วนต่างค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มจากเดิมนั้น เป็นไปไม่ได้ ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีเยี่ยงอย่างที่ไหนในโลกทำกันครับ
เกษียร เตชะพีระ
มาตรา ๑๗๑ วรรคสี่ ของ รัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ สะท้อนความหวาดระแวง - ไม่ไว้วางใจที่คณะผู้ร่าง รธน.ที่มีต่อตัวอดีตนายกฯทักษิณ และ เสียงข้างมากในสภาและเสียงสนับสนุนของประชาชนอีกชั้นหนึ่งเช่นกัน
เกษียร เตชะพีระ
ถึงปี ๒๐๓๐ สหรัฐฯจะไม่ได้เป็นอภิมหาอำนาจแบบที่เห็นอยู่ปัจจุบันอีกต่อไป, เศรษฐกิจจีนจะใหญ่ที่สุดในโลกและจะเติบโตไปแบบนั้นได้ต้องแก้ปัญหาใหญ่ ๒ อย่างใหญ่ ๆ จีนพึ่งพาทรัพยากรเข้มข้นในการเติบโต และทรัพยากรที่ว่ากำลังร่อยหรอ สังคมจีนกำลังชราภาพลงโดยเฉลี่ยอย่างรวดเร็ว, บทบาทของสหรัฐฯจะปรับเปลี่ยนเพราะโลกและนานาชาติคาดหวังให้สหรัฐฯทำตัวเป็นผู้บริหารจัดการจัดตั้งไกล่เกลี่ยหาทางออกข้อตกลงยุติความขัดแย้งรุนแรง
เกษียร เตชะพีระ
ความยุติธรรมที่ผู้มาทีหลังควรได้ร่วมบริโภคและยกระดับมาตรฐานการครองชีพดีขึ้นอย่างเท่าเทียม, กโลบายกระตุ้นเศรษฐกิจและอุ้มอุตสาหกรรมรถยนต์, ขีดจำกัดทางสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและชีวิตเมืองของการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล