kittiphan's picture

<!-- @page { margin: 2cm } P { margin-bottom: 0.21cm } A:link { color: #3366cc; font-weight: normal; text-decoration: none } --> <!-- @page { margin: 2cm } P { margin-bottom: 0.21cm } A:link { color: #3366cc; font-weight: normal; text-decoration: none } --> <p style="margin-bottom: 0cm"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2"><strong>หนุ่มสาวสมัยนี้</strong></font></font></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">พื้นที่บันทึก ขีดเขียน เวียนมาเล่า เรื่องราวของคนเยาว์วัย หนุ่มสาว คนรุ่นใหม่และสังคม</font></font></font></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><br /> </p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2"><strong>เกี่ยวกับผู้เขียน </strong></font></font> </p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">กิตติพันธ์ กันจินะ </font></font></font> </p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">ทำงานที่ศูนย์เพื่อน้องหญิง จ</font></font><font face="Times New Roman, serif"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">.</font></font></font></font><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">เชียงราย และ เครือข่ายเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง </font></font><font face="Times New Roman, serif"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">(YouthNet) </font></font></font></font> </p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">ชอบเดินทางครับ</font></font><font face="Times New Roman, serif"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">^^</font></font></font></font></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><br /> </p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2"><strong>ติดต่อที่</strong></font></font></p> <p style="margin-bottom: 0cm"><font face="Times New Roman, serif"><font color="#3366cc"><span style="text-decoration: none"><span style="font-weight: normal"><a href="mailto:kuumpaphan@hotmail.com"><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2">kuumpaphan@hotmail.com</font></font></font></a></span></span></font><font color="#ff6600"><font face="Tahoma, sans-serif"><font size="2"> </font></font></font></font> </p>

บล็อกของ kittiphan

ของขวัญวันปีใหม่

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพิ่งจบลงเมื่อวานนี้ ตอนค่ำ ผลสรุปจากการกากบาทลงคะแนนให้กับคนที่รัก พรรคที่ชอบ ได้ผลออกมาอย่างไม่เป็นทางการ บางคนอาจถูกใจ บางคนอาจไม่ถูกใจ

หลังจากลงคะแนนเสียงเสร็จ ผมได้เดินทางไปยังเขตชายแดนอำเภอแม่สายกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่ศูนย์เพื่อน้องหญิง เพื่อจับจ่ายซื้อของและเดินเล่นไปมาตามประสาคนที่อยากพักผ่อนเที่ยวท่องให้คล่องใจ

เวลาในการเดินทางไป การเดินทางจับจ่ายซื้อของ และการเดินทางกลับ เริ่มจากตอนสาย จนถึงตอนหัวค่ำ ระหว่างที่อยู่เขตอำเภอแม่สาย ผมแยกตัวจากพี่ๆ เจ้าหน้าที่อีก 4 คน เดินเล่นเองคนเดียว เพียงเพื่อจะหาร้านกาแฟสดดีๆ ที่มีหนังสืออ่านและมีเพลงฟัง

ผมเดินไปทั่ว สองข้างทางมีของขายวางเรียงรายไปหมด ทั้งอาหาร ขนมกิน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนอน เสื้อผ้า ฯลฯ พ่อค้าแม่ค้าทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่างหวังจะขายของของตนให้ได้มากที่สุด

ผมไม่ได้ซื้ออะไรเลย นอกจากมุ่งเดินตามหา ร้านหนังสือ-ร้านกาแฟ เพื่อพักผ่อนและนั่งสงบตามลำพัง, เวลา 2 ชั่วโมงผ่านไป ผมยังไม่เจอร้านหนังสือและร้านกาแฟที่ปรารถนา จนเมื่อเดินกลับไปยังจุดจอดรถ ที่เรียกว่า “สายลมจอย” ก็พบร้านกาแฟร้านหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากกัน และเมื่อพบผมก็เข้าไปยังร้านสั่งกาแฟสดคาปูชิโน พร้อมกับหยิบโปสการ์ดและหนังสือขึ้นมาอ่านและเขียนสลับกัน

“ที่จริงร้านกาแฟพี่น่าจะมีโปสการ์ดขายด้วยนะครับ” ผมเสนอกับพี่ผู้ชายที่ชงกาแฟสดให้ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าของร้าน และบอกอีกว่า “ผมเดินไปทั่วแม่สายไม่เห็นร้านกาแฟสดเลย ไม่มีร้านค้าขายโปสการ์ดด้วย บางคนที่เดินทางท่องเที่ยวอาจจะอยากซื้อของตามวิธีปกติแต่บางคนก็เลือกที่จะเขียนโปสการ์ดส่งให้คนที่ตัวเองคิดถึงหรือเขียนไปที่ไหนสักแห่งก็ได้นะครับ”

พี่ผู้ชายไม่ตอบอะไร เพียงแต่พยักหน้าแล้วส่งถ้วยกาแฟให้ผม

สำหรับผมแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวายของฝูงชนที่เดินจับจ่ายซื้อของไปมาตามบริเวณเขตชายแดนแห่งนี้ ยังมีจุดเล็กๆ อีกหลายแห่งที่เราไม่ค่อยได้คิดคะนึงถึง เช่น ความเรียบง่ายของการนั่งพัก ร้านค้านั่งจิบชา กาแฟ ฟังเพลงเพราะๆ หรือแม้แต่บนสะพานข้ามชายแดนที่มีเด็กน้อยวิ่งเข้ามาขอเงินจากผู้เที่ยว เป็นต้น

ท่ามกลางเข็มนาฬิกาที่หมุนไป เราต่างสนใจสิ่งใหญ่ๆ ใกล้ตัวจนหลงลืมไปว่ามีสิ่งเล็กๆ ที่สำคัญปรากฏอยู่ แต่เราเผลอใจให้กับเรื่องบางอย่างที่คนส่วนมากสนใจ จนเราก็สนใจตามกระแสไปกับเขา

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมอยู่เสมอ....

บ่อยครั้งที่ผมสนใจเรื่องการเลือกตั้ง จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
บ่อยครั้งที่ผมสนใจการทำงานเชิงนโยบายระดับชาติ จนลืมการขับเคลื่อนงานนโยบายระดับพื้นที่
บ่อยครั้งที่ผมพูดเรื่องงานจนลืมไปว่าคนในครอบครัวยังไม่พร้อมที่จะพูดฟังหรือสนทนา
บ่อยครั้งที่พรรคการเมืองสนใจการได้มาซึ่งอำนาจจนลืมนึกถึงนโยบายสำหรับคนที่ด้อยโอกาสในสังคม
บ่อยครั้งที่สื่อนำเสนอเรื่องเยาวชนเป็นปัญหา จนลืมนำเสนอเยาวชนที่ทำดีเพื่อสังคม

ฯลฯ อีกมากมาย ที่เราหลงลืมไป แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ หรือได้รับความสนใจแต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่า ทว่าอาจยังไม่ได้เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปก็เป็นได้

ร้านกาแฟเล็กๆ ในแม่สายอาจไม่สามารถอยู่ได้ หากผู้คนที่มาเพียงหวังจะเดินทางมาซื้อของราคาถูกๆ แล้วเดินทางกลับ โดยที่ไม่ได้พักนั่งนิ่งฟังลมฟ้าอากาศ

สิ่งเล็กๆ อุปมาคล้ายดั่งเช่นเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่มักหลงลืมหรือมักคิดคำนึงถึงเป็นอันดับท้ายๆ ทั้งๆ ที่หลายคนบอกว่าเด็กสำคัญแบบนั้น เด็กสำคัญแบบนี้ แต่การกระทำแล้ว กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าต้องมีสื่อเพื่อเด็ก แต่รายการทีวียังหาเงินกับเด็กอย่างไม่หยุดนิ่ง
เขาบอกว่าต้องให้เด็กมีส่วนร่วม แต่ผู้ใหญ่ยังให้เด็กๆ ทำกิจกรรมได้เท่าที่ผู้ใหญ่ต้องการ
เขาบอกว่าปัญหาเรื่องเพศของวัยรุ่นสำคัญ แต่ไม่เห็นมีนโยบายป้องกันและให้ความรู้อย่างแท้จริง
เขาบอกว่าต้องมีวาระเพื่อเด็ก แต่ไม่รู้ว่าเด็กได้มีส่วนร่วมจัดทำมากเพียงใด
เขาบอกว่าเยาวชนเป็นวิกฤติสังคม แต่ไม่มีหนทางการพัฒนาเยาวชนในเชิงบวกแม้แต่นิด

คำพูดที่ยิ่งใหญ่กับการกระทำที่เล็กน้อย ตรงข้ามกันเช่นนี้นั้น ที่ผ่านมาถือว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไป (บางครั้งเด็กๆ เองก็หวังกับผู้ใหญ่มากจนเกินไป เรียกร้องผู้ใหญ่จนเกินไป แต่ไม่ได้มองถึงศักยภาพตัวเองที่มีอยู่ว่าแท้จริงแล้วไม่ต้องไปเรียกร้องอะไรมากมาย เพียงแต่เราอาจจะเริ่มต่อสู้ด้วยตัวเอง พัฒนาตนเอง เรียนรู้จากตัวเอง ฝึกคิด ฝึกทำด้วยตนเอง จะหวังพึ่งพิงผู้ใหญ่อย่างเดียวก็คงทำได้ยากนัก)

ปีที่ผ่านมานี้ เกิดเรื่องราวมากมายกับเยาวชน ทั้งที่เรียนหนังสือ ไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนที่ถูกละเมิดสิทธิ เป็นคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม เป็นคนที่ยังเข้าไปถึงสวัสดิการพื้นฐาน เป็นคนที่สุขภาพไม่ได้ และอื่นๆ อีกมากนั้น ยังคงได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย เพราะผู้ใหญ่ โดยเฉพาะรัฐนั้น สนใจแต่เรื่องใหญ่ๆ สนใจแต่การขจัดขั้วอำนาจเก่า สนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ อำนาจ จนลืมนึกถึงคนตัวเล็ก ลืมเด็ก ลืมเยาวชนไป

ของขวัญสำหรับปีใหม่นี้ ผมคงไม่ขออะไรมากครับ – เพียงแต่ว่าหากจะคิดถึงเรื่องอะไรที่มันใหญ่โตแล้ว ขอให้คิดถึงทรัพยากรของแผ่นดินอย่างเช่นพวกเรา เด็กและเยาวชน เพียงรับฟังเสียงเราอย่างแท้จริง สนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ปกป้องคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง และคิดคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดที่พวกเราจะได้รับด้วย ก็น่าจะเพียงพอ

ไม่ได้ขอจากดวงจันทร์
ไม่ได้ขอแก้วแหวนเงินทอง
แต่ขอร้องมายังผู้ใหญ่ทุกคน

หมายเหตุ:
เนื่องจากผมสนใจเรื่องใหญ่ๆ มามากจนลืมนึกถึงเรื่องเล็กของตัวเองไป จึงได้ให้ของขวัญตัวเองด้วยการหยุดพักจากการทำงานต่างๆ ในระหว่างท้ายปีปีนี้และต้นปีหน้า ด้วยมุ่งจะพักจิต ชำระใจ ด้วยการเจริญสติวิปัสสนา ทั้งนี้หากที่ผ่านมาผมได้ล่วงเกินพี่ๆ ผู้อ่านด้วยวาจา ข้อเขียน และความคิดใดๆ ก็ตาม ผมขออโหสิกรรมมา ณ โอกาสนี้ และขอให้ทุกๆ ท่าน มีความสดชื่น สมหวัง อยู่อย่างมีความสุขทุกลมหายใจ อยู่อย่างมีความหมายกับชีวิตที่งดงาม

รักแห่งสยาม

มาจนถึงวันนี้ผมยังไม่ได้พาตัวและตาของตนไปดูภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" เลย แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ หลายคนได้เชื้อเชิญแจ้งแถลงชวนให้ไปดูหลายเวลา หลายคราก็ตาม ผมก็ยังไม่ได้ไปดูเสียที

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เป็นคนปฏิเสธโรงภาพยนตร์นะครับ เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่จะทำให้ผมไปดูได้นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผมมีเพื่อนไปดูด้วย คือ ถ้าไปคนเดียวผมคงไม่ไปครับ เพราะไม่เคยดูหนังคนเดียว และยิ่งไม่รู้ว่าต้องซื้อตั๋ว ซื้ออะไรยังไงบ้าง เพราะปกติเวลาไปเพื่อนๆ จะเป็นคนซื้อตั๋วและขนมขบเคี้ยวเข้าไปให้

สำหรับ "รักแห่งสยาม" ถือเป็นภาพยนตร์ที่มีผู้คนกล่าวถึงค่อนข้างมาก และกล่าวถึงในหลายแง่มุม เช่น เรื่องดังกล่าวนี้ส่อให้เห็นเรื่องวัยรุ่นรักเพศเดียวกัน บางคนมองว่าแสดงถึงความหวานแหววของวัยรุ่น หญิงชาย บางคนก็ชื่นชมว่าสะท้อนสัญลักษณ์เรื่องเพศในสังคมได้ดีทีเดียว บางคนมองว่าเป็นหนังหลอกเด็ก บางคนถึงกลับยกย่องให้เป็นหนังแห่งปี ฯลฯ

รักแห่งสยาม - ภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร เรื่องราวในเรื่องดำเนินแบบไหน ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจะสามารถเล่าออกมาได้มากน้อยเพียงใด แต่หากใครที่อยากรู้ อยากดู ก็น่าจะลองเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์หรือไม่ก็รอให้แผ่นวิดีโอซีดีออกมาแล้วค่อยซื้อมาดูก็ได้

ทั้งนี้ สิ่งที่ผมสนใจ คือ ชื่อภาพยนตร์ที่ว่า "รักแห่งสยาม" นั้น ดูเสมือนว่าไม่ใช่แค่เป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเนื้อเรื่องในแหล่งวัยรุ่นอย่างสยามสแควร์หรือเซนเตอร์พ้อยท์เท่านั้น หากยังสามารถอธิบายให้เห็นถึงความรักของชนสยามในอดีตได้อย่างน่าสนใจ

อย่างในสังคมสยามอดีตที่ผ่านมา กรอบความคิดเรื่องเพศวิถีเป็นเรื่องที่มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด สิ่งที่เคยปรากฏในอดีตนั้น อาจารย์ปรานี วงษ์เทศ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ชี้ให้เห็นถึงความคิดเรื่องเพศวิถีในอดีตว่า

"สังคมไทยในอดีตไม่เหมือนสังคมตะวันตก หรือสังคมอินเดีย ที่เน้นความแตกต่างของบทบาททางเพศและมีความเหลื่อมล้ำกันมาก โครงสร้างสังคมมีลักษณะเป็นแบบให้ความสำคัญกับแม่ ในฐานะศูนย์รวมของครอบครัวมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการปกครองที่ชายเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นลักษณะโครงสร้างสังคมในอดีตหรือในสังคมชนบท จึงมีลักษณะที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง หรือผู้หญิงมีความสำคัญมากในครอบครัวและมีบทบาทสำคัญในชุมชนด้วย ไม่ใช่อย่างที่เห็นในปัจจุบันที่เป็นภาพของการพัฒนาที่เน้นสังคมแบบอุตสาหกรรมหรือทุนนิยมที่ให้การยกย่องเพศชายเป็นใหญ่ในการตัดสินชี้นำอำนาจ ควบคุมนโยบายต่างๆ ที่เน้นการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยผู้ชาย ทำให้บทบาทของผู้หญิงลดน้อยหายไป"

วิถีชีวิตทางเพศในสังคมสยาม เมื่ออดีต จึงให้ความสำคัญกับเพศหญิง หรือเพศแม่ ในฐานะศูนย์รวมของครอบครัวและสังคม การทำงานของผู้หญิง อาทิ งานบ้าน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเท่าเทียมกับงานของผู้ชาย อีกทั้งระบบเศรษฐกิจยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของที่ดินหรือทรัพย์สินอีกเช่นกัน

ส่วนเรื่องความหลากหลายทางเพศของสยามเมื่ออดีตนั้น อาจารย์มองว่า "สังคมแต่เดิม การมีเพศที่สามหรือเพศทางเลือกเป็นสิ่งที่มีและรับรู้กันอยู่ แม้อาจไม่ถึงกับชื่นชมยกย่อง หากแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ในฐานะมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน สังคมก็ปล่อยให้ทำงานที่พวกเขาถนัด ไม่มีการกีดกัน หรือห้ามไปคบ คนที่เป็นกะเทยในหมู่บ้านอยากทำงานผู้หญิง ชุมชนก็ปล่อยให้ทำงานของผู้หญิงได้ หรือผู้หญิงที่ชอบทำงานของผู้ชายก็จะทำไป ไม่ได้คิดว่าเป็นตัวอย่างที่ผิด การสลับบทบาททางเพศยังเห็นได้แม้กระทั่งในการเข้าทรง ผู้ชายบางคนเข้าทรงก็จะแต่งเป็นหญิง ผู้หญิงก็จะแต่งเป็นชาย เหมือนเช่นการปรับเปลี่ยนบทบาทในการทำงานในบ้านและนอกบ้านในสังคมชาวนาที่ทั้งหญิงชายทำแทนกันได้ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนบทบาทจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้"

(นอกจากนี้ในคัมภีร์โบราณที่ปรากฏในสังคมไทย อาทิ คัมภีร์ปฐมมูลมูลี ก็ยังกล่าวถึงว่า เพศมิได้มีแค่สองเพศ หากแต่มีเพศซึ่งไม่เป็นหญิงและไม่เป็นชายด้วยเช่นเดียวกัน)

จากข้อมูลที่ได้รับฟัง ทำให้เห็นว่า รักแห่งสยาม เมื่อคราอดีตนั้นไม่ได้มองเพศแค่ชายกับหญิงเท่านั้น แต่ปัจจุบันเรื่องเพศวิถีของคนมีความเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น คือมองแค่ว่ามีหญิงชาย มีความรักเฉพาะของคนรักต่างเพศเท่านั้น และมีกรอบกำหนดว่าชายหญิงควรปฏิบัติตัวอย่างไร

ผู้ชายทาแป้ง แต่งหน้า ใส่เสื้อรัดรูป เดินจับมือกัน หรือจูบปากกัน - เป็นสิ่งที่คนรักต่างเพศ มองหรือรับไม่ได้เท่าใดนัก ยิ่งเมื่อพฤติกรรมทางเพศของคนรักเพศเดียวกันอย่างชายรักชายปรากฏออกมาผ่านภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" แล้ว ยิ่งเป็นการท้าทายระบบความคิด วิถีปฏิบัติของคนในสังคมต่อความหลากหลายทางเพศ

ครั้งหนึ่ง ผมเคยถูกคนที่เป็นชายรักชายเข้ามาจับมือและกอด ตอนนั้นผมรู้สึกแย่มาก บอกไม่ถูก รู้สึกว่าทำไมเขาต้องมาทำกับเราแบบนี้ด้วย แม้ว่าบางทีคนจะมองว่า ผมดูเหมือนชายรักชาย เพียงเพราะชอบทาแป้ง ไม่มีแฟน แต่ภาพที่ปรากฏทำให้ผมถูกมองเป็นชายรักชาย จนมีเกย์คนหนึ่งเข้ามาสวมกอดโดยที่ผมไม่ได้ยินยอมหรือยินดีเลย

หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านมาหลายเดือน ผมเริ่มมองชายรักชายหรือคนรักเพศเดียวกันในมุมที่เข้าใจ คือ เข้าใจวิถีชีวิตทางเพศ เข้าใจพฤติกรรมทางเพศ ผมมองว่าท้ายที่สุดแล้วเราควรมองคนๆ หนึ่งในฐานะที่เขาเป็น "คน" เหมือนเรา

และเมื่อเป็นคนเหมือนกัน ไม่ว่า ใครจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน แต่งหน้าตาอย่างไร รักเพศเดียวกัน หรือรักต่างเพศ เราก็ไม่ควรมองว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนรักต่างเพศ หรือรักเพศเดียวกัน แต่เราควรเคารพ เชื่อมั่น ยอมรับ และเข้าใจ เขาในฐานะคนๆ หนึ่ง ทั้งนี้ คนกับคนก็ไม่ควรจะละเมิดสิทธิของคนอื่น ไม่ว่าคุณหรือผมหรือเราจะเป็นใคร เพศไหน นับถือศาสนาอะไร เชื้อชาติใด อายุเท่าไหร่ ก็ตาม

วันหนึ่ง ผมและเพื่อนนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ แล้วเพื่อนคนนี้ก็ถามผมว่า พี่ผู้ชายคนที่เขาแอบชอบนั้น เป็นชายรักชายหรือชายรักหญิง
ผมยิ้มและตอบกลับไปว่า "เขาเป็นคน"

"ถ้าเราจะรักใครสักคน มันจำเป็นด้วยเหรอที่จะเลือกรักว่าเขารักเพศเดียวกัน หรือรักต่างเพศ ถ้าเราจะรักใครสักคน ก็น่าจะรักในสิ่งที่เป็นเขาและเป็นสิ่งที่เขาเป็น" ผมพูดประโยคนี้ทิ้งท้ายพลางหยิบโปสเตอร์หนังรักแห่งสยามขึ้นมา...

รักนอกระบบ

“อากาศหนาวๆ เย็นๆ อย่างนี้ หากได้หาใครสักคนมาอยู่ข้างกายก็คงจะดี” เพื่อนรุ่นพี่พูด บอกเสมือนจะสื่อให้ผมหาใครสักคนมาอยู่ข้างกาย เพื่อเป็นเพื่อนคุย แต่ผมคิดว่านัยยะของคำพูดนี้ น่าจะสะท้อนความคิดบางอย่าง ว่าการที่จะมีใครสักคนเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เราในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ แน่นอนว่าจะช่วยทำให้เราอุ่นกายและอุ่นใจได้พร้อมๆ กัน

ผมครุ่นคิดถึงคำพูดของเพื่อนรุ่นพี่ หลายวัน พลันกับได้ยินเรื่องราวเรื่องการคัดค้านมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือ ‘มอ’ นอกระบบ  ก็ทำให้นึกถึง ความรักนอกระบบ ไปด้วย

ความรักนอกระบบ กับ ‘มอ’ นอกระบบ แม้จะไม่เหมือนกัน แต่ความต่างของทั้งสองเรื่องก็น่าจะทำให้เรามองเห็นความเป็นไปของสังคมมนุษย์ได้อย่างเท่าทัน

มหาวิทยาลัยนอกระบบ จะเป็นจุดเริ่มต้นของ “จุดจบ” บางอย่างของชีวิตนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องหลักประกันทางการศึกษา ฯลฯ ซึ่งผมมองว่า การนำมหาวิทยาลัยภายใต้รัฐแปรรูปไปสู่การอยู่ในกำกับ จะสามารถสร้างความอิสระของสถานอุดมศึกษาในการบริหารจัดการต่างๆ แต่นั้นอาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีต่อนักศึกษาผู้เล่าเรียนและแสวงหาเท่าใดนัก

เนื่องเพราะทุกวันนี้ การอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและการกำหนดเพดานสนับสนุนงบลงทุนเพื่อการศึกษานั้น รัฐอุดหนุนค่อนข้างจะพอดีต่อความจำเป็นของแต่ละสถานที่ และหากออกนอกระบบไปแล้วเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการยกเลิกเพดานการศึกษาและการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากรัฐอย่างเพียงพอและทั่วถึง นั่นจึงทำให้มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบต่างจัดการหาทุนมามากขึ้น

ส่วนความรักนอกระบบ ในที่นี่ผมจะกล่าวถึง ความรักระหว่างคนกับคน หรือระดับปัจเจก ซึ่งมีนัยระหว่างคู่กับคู่นั่นเองแหละครับ – ความรักนอกระบบ นั้น เป็นความรักที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับของคนในสังคมมากกว่า “ความรักตามระบบ” เนื่องเพราะความรักที่เป็น “ความรักของคนรักเพศเดียวกัน” – เช่น ชายรักชาย หญิงรักหญิง, “ความรักของคนอายุน้อย” – เช่น เยาวชน วัยรุ่น เด็กๆ, “ความรักนอกสมรส” - ไม่ได้แต่งงานแล้วดันมีรักหรือมีเซ็กส์กันก่อนแต่ง หรือ “ความรักของคนหลายใจ” – พวกที่แบบไม่ได้รักเดียวใจเดียว ความรักต่างๆเหล่านี้เป็นความรักนอกระบบ ที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับทางสังคม

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น, ผมเองก็ไม่ทราบนะครับ

ทั้งนี้ เมื่อความรักนอกระบบ นำไปสู่ “เซ็กส์” ด้วยล่ะก็ ไม่ต้องพูดเลยว่าจะได้รับการยอมรับแค่ไหน เพราะสังคมยังคงเมินเฉย และไม่ยอมรับต่อเซ็กส์ที่ไม่ใช่เซ็กส์ของผู้ใหญ่ เซ็กส์ของคนรักต่างเพศ เซ็กส์เพื่อสืบทายาท เซ็กส์กับคนๆ เดียว และเซ็กส์พร้อมกับพิธีกรรมแต่งงาน ฉะนั้นแล้ว เซ็กส์ของเด็ก เซ็กส์ของคนรักเพศเดียวกัน เซ็กส์เพื่อความบันเทิง เซ็กส์กับคนหลายๆ คน และเซ็กส์ก่อนแต่งงาน ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นแน่แท้

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้, ผมเองก็ไม่ทราบนะครับ

ทว่าเมื่อได้รับฟัง พี่ๆ บางคนเล่าให้ฟังเรื่องว่าความรักและเซ็กส์สัมพันธ์ของคนไทยแต่เดิมแท้นั้นเป็นอย่างไร หลายคนยกตัวอย่างเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เรื่องลิลิตพระลอ ขึ้นมาเปรียบให้เห็นสังคมไทยสมัยแต่เดิมดั้งว่า แท้แล้ว เรื่องเพศเป็นเรื่องเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีไว้เพื่อสืบพันธุ์ หรือเพื่อจรรโลงศีลธรรมอันดีงาม ต่อเมื่อไทยรับเอาอิทธิสมัย “วิคทรอเรีย” เข้ามาใช้ อาทิเช่น การแต่งตัวของหญิง การครองเรือน หรือแม้กระทั่งการรักนวลสงวนตัว ก็เกิดในยุคนี้ ซึ่งเท่าที่ทราบคือได้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

นับตั้งแต่นั้นมา ความรักแบบในระบบ จึงถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อทำให้เป็น “บรรทัดฐาน” ของสังคม กลายเป็นจารีตประเพณีที่หยั่งลึกลงไปในสังคม ทำให้พื้นที่ของคนที่มีความรักแตกต่างออกไปจากบรรทัดฐานของสังคม ไม่ได้รับการยอมรับและเข้าใจ กลับกลายเป็นของแปลกแยกในสังคมไปโดยปริยาย

เมื่อทราบประวัติศาสตร์แล้ว ใช่จะหมายความว่าเราจะต้องยอมรับเรื่องเพศนอกระบบทันทีก็คงไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์คงทำให้เราได้เห็นถึงที่มาของเรื่องบางเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมรับในประวัติศาสตร์เลย อย่างน้อยๆ เราก็รู้ว่า เวลามีคนบอกว่า แบบนี้เป็นวัฒนธรรมอันดีงามของไทย เราจะได้บอกได้ว่า วัฒนธรรมไทยแท้แล้วเป็นแบบไหนกันแน่

ส่วนเรื่องการจะยอมรับหรือไม่นั้น ประวัติศาสตร์อาจช่วยทำให้เรามองสังคมมองเรื่องเพศเรื่องความรักอย่างเข้าใจมากขึ้น อันจะนำไปสู่การ “รื้อสร้าง” วิธีคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ต่อเรื่องเพศวิถีของคนที่กว้างขึ้น เข้าใจและยอมรับความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น

ในใจผมจริงๆ แล้ว อยากให้เรามองความรักนอกระบบด้วยความเข้าใจ และยอมรับในวิถีชีวิตทางเพศของคนที่แตกต่างจากเรา แม้ว่าเขาจะเลือกมันหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเขามีวิถีแบบนั้นแล้ว เราน่าจะมองเขาด้วยความเอื้ออารีและไม่ตีตราหรือต่อว่าต่อขานกับทางเลือกชีวิตของคนนั้นๆ ตราบเท่าที่ทางเลือกนั้นไม่ได้ไปเบียดเบียนหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ส่วนเรื่อง มหาวิทยาลัยนอกระบบ ไม่ว่าใครจะเอาบทเรียนจากต่างประเทศมาพูดคุยสรรพคุณว่าดีแบบนั้น แบบนี้ ผมว่ามันดูจะเป็นการพูดที่ไม่เข้าใจเลยว่าบริบทวัฒนธรรมการศึกษาของบ้านเราเป็นแบบไหน (การศึกษาก็เริ่มปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นเดียวกับการสถาปนารักในระบบ) แม้ว่าทุกวันนี้ระบบการศึกษาจะมุ่งไปที่การแข่งขันทางการตลาดก็ตาม ผมว่าระบบการศึกษาควรจะแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ มากกว่าการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนะครับ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเข้าถึงการศึกษาของคนยากจน เป็นต้น

ทั้งนี้ จุดหนึ่งที่ผมว่ารักนอกระบบยังดีกว่ามหาวิทยาลัยนอกระบบนั้นก็คือ ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความปลอดภัย ความสุข ความรับผิดชอบ และยินยอมพร้อมใจของคนสองคน ทว่าการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น ไม่มีทั้งความปลอดภัย ความสุข ความรับผิดชอบ และความยินยอมพร้อมใจของคนที่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิด...

รู้รัก... รู้ปลอดภัย

ความรักไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าวัย-อาชีพ-เพศ-ชนชั้น-เชื้อชาติใด
ความรักย่อมมีอยู่ในทุกที่ ดั่งเช่นความรักของคนทำงานเรื่องเพศ
ในการทำงานเรื่องเพศ หลายคนมองว่าอาจยากต่อการทำความเข้าใจกับคู่ของตัวเอง

เมื่อเราเป็นผู้หญิงและคู่ของเราเป็นผู้ชาย แล้วให้เราเริ่มคุยเรื่องเพศก่อน ก็อาจถูก ‘คู่’ ที่คบหาตกใจ หรือมองเราในมุมที่ไม่ค่อยดีก็เป็นได้

แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ปัจจุบันผู้หญิงหลายคนเริ่มคุยเรื่องเพศของตนมากขึ้น และผู้ชายเองก็ไม่ได้มองผู้หญิงมุมลบๆ อย่างเดียว หากมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ได้รับฟังเรื่องของคนที่ตัวเองคบอยู่

มีประสบการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากเรื่องของเธอ – รุ่นพี่ที่ทำงานในเรื่องเพศมาเป็นระยะเวลานานหลายปี

รุ่นพี่สาวเล่าว่า “ในคู่ของตัวเอง เวลามีหรือไม่อยากมีอะไร พี่ทำงานด้านนี้ แต่คู่ไม่ได้ทำ แรกๆ กลัวเหมือนกัน แต่พอคุย ก็รู้ว่าเขาเข้าใจง่าย เวลาเราอยากมีหรือไม่อยากมี เราก็คุยกัน พี่ไม่ได้กลัวเรื่องไม่ไว้ใจ ก็กังวล ก็ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สุดท้ายก็คุย เขาก็ฟังเรา เขาก็รู้ว่าทำไมเราคิดแบบนี้”

“อย่างความสุขทางเพศ พี่ก็คุยเรื่องถ้าเรามีแบบไม่ป้องกัน พี่ก็ถามว่า ใช้กับไม่ใช้อะไรรู้สึกดี เขาก็บอกว่า ไม่ใส่ดีกว่า แล้วพี่ก็ถามกลับว่าทำไม เขาบอกว่ามันไม่ได้แนบเนื้อ พี่ก็ถามว่าจริงเหรอ เค้าก็บอกว่าเวลาใส่ก็เสร็จเหมือนกัน มันเป็นเรื่องความรู้สึก”

แล้วเวลาคุยแบบนี้ เขามองเราอย่างไร? - ผมถาม
“ไม่นะ พี่ว่าเรื่องแบบนี้ต้องคุยกัน คุยตั้งแต่ไม่เคยมีอะไรกัน คุยมาตลอด ยกตัวอย่างคนรอบข้าง อย่างบางทีเขามองชายกับชายภาพลบ พี่ก็จะคุยกับเขา อย่างเวลาไปไหน ก็จะคุยกับเขา เวลาเขาเห็นคู่ไหน เวลาที่พี่คิดว่าจะเติมก็เติมตลอด” รุ่นพี่บอก

สำหรับผู้หญิง, แน่นอนว่า เพื่อนชายของคู่เราหลายๆ คนอาจมองในด้านลบ แต่การได้เริ่มคุยกับคู่ของตัวเองก็ทำให้สามารถขยาย ไปกับคนอื่นต่อได้ อย่างความคิดของเธอ ที่มองว่า เราอาจไม่ใช่คนสุดท้ายของเขา ที่เราทำไปเพื่อวันหน้าถ้าเขาคบคนใหม่ เขาก็ไม่ได้ดูหมิ่นใคร เขาก็ไม่เบียดเบียนคนอื่นๆ มีความเข้าใจในคู่ของเขา เราไม่คิดว่าจะคบกับคนนี้ไปตลอด

เป็นการเริ่มต้นคุยเรื่องเพศจากคนใกล้ตัว
ทว่าการคุยแบบนี้บางครั้งกับบางคนก็อาจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ตรงกันข้ามบางคนที่ได้คุยด้วยก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

“พี่ว่า เขาดีขึ้น เวลาเห็นคนอื่นก็เป็นห่วงสุขภาพคนอื่นมากขึ้น เช่นเอาถุงยางให้เพื่อน สอนน้องชายเขา ก็คุย เรื่องการป้องกัน เรื่องความเสี่ยง เขาก็ช่วยเรื่องแจกถุงยาง เพื่อนที่รู้จักเวลาไปเที่ยวอาบอบนวดเขาก็คุยกับเพื่อน” เธออธิบายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคู่ของตัวเอง และยังมองว่า “เวลาเห็นเขาเปลี่ยน จะรู้สึกดี ไม่ได้ช่วยสังคมทั้งหมด แต่ได้ช่วยเหลือคนอื่น ก็ดีแล้ว ได้ช่วยเพื่อนๆ ปลอดภัยดี”

ในรายละเอียดบางเรื่อง กว่าที่จะทำให้คู่เปลี่ยนทัศนคติได้ แน่นอนว่าการพูดคุยอาจมีทั้งเรื่องลึกและเรื่องตื้น คละกันไปตามกาลเวลา – อย่างเรื่องท่วงท่าหรือลีลาการร่วมเพศ....

เธอ เล่าอย่างตั้งใจว่า “พี่จะคุย ส่วนใหญ่ จะถาม อย่างเวลาดูหนังโป๊ ก็ลองมาทำ แบบนี้ใช่ ไม่ใช่ ชอบไม่ชอบ ในความคิดของเขาอาจมี แต่เขาไม่กล้า พี่ว่าเซ็กส์ของคนกับในหนังต่างกันมาก คนเราจริงๆ ไม่ได้ร้องแรงๆ โอเวอร์ๆ หรือข้ามกันไปมา เหมือนในหนังที่ผู้หญิงต้องร้องครวญครางอย่างดุเดือด ผู้ชายต้องทำแรงๆ ในความเป็นจริง พี่ว่ามันไม่ได้รุนแรงเหมือนในหนัง คือเรานึกถึงความรู้สึกของคู่มากกว่า”

“อย่างท่า เราก็คุยว่าแบบนี้ แรงไป เบาไป เราก็คุยว่า ควรจะเปลี่ยนไม่เปลี่ยนพี่บอกเขาว่าไม่ชอบโลดโผน มันก็ช่องเดียวกัน พี่คุยตลอด เพราะรู้ว่าต้องเริ่มจากคู่เราก่อนที่จะไปบอกกับคนอื่นๆ เวลาเราไปบอกคนอื่นๆ แล้วไม่ได้เริ่มจากตัวเอง มันมีความรู้สึกบางอย่าง อย่างคู่หรือคนที่รู้จัก พี่ก็จะคุยกับคนทุกคน ทั้งใกล้ตัว อย่างเพื่อน สนิทไม่สนิท”

นอกจากการคุยเรื่องเพศจากคนใกล้ตัวแล้ว การคุยกับคนรอบข้าง เพื่อขยายความเข้าใจ หรือสร้างพื้นที่ในการคุยเรื่องเพศก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันด้วยประสบการณ์ของแต่ละคน

“พี่ว่าเรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องลามก เรื่องเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบตั้งแต่จับไปจนถึงสอดใส่ มันไม่ใช่ลามก แต่มันอยู่ที่ ‘คำพูด’ และ ‘กาลเทศะ’ พี่ไม่เคยโดนว่า ว่าลามก แต่พี่ดูว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน อย่างเวลาคุยก็ต้องค่อยๆ คุยจากเรื่องไกลตัวมาใกล้ตัว อย่างรุ่นน้องบางคนก็ไม่ได้ถามตรงๆ แต่คุยอ้อมๆ แล้วค่อยเข้าเรื่อง”

ใช่, การคุยอาจไม่จำเป็นต้องคุยแบบตรงอย่างขวานผ่าซาก แต่เราสามารถที่จะคุยอย่างอ้อมค้อม แต่เมื่อถึงจุดสำคัญแล้วก็ต้องคุยเรื่องเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อม ไม่วกวน แต่ต้องเข้าถึงเรื่องอย่างเปิดเผย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการคุยเรื่องเพศ

ทั้งนี้ การคุยด้วยท่าที ที่เป็นมิตร เพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยในการคุย ก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อ การคุย เพราะอย่างประสบการณ์ของเธอ ก็มองว่า “เรื่องไหนที่ใช่ ไม่ใช่เราก็จะบอก บางครั้งอาจดุ บางครั้งไม่ดุ เรามีเจตนาดีเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว คือคุยด้วยความเป็นมิตร เป็นมิตรมันอธิบายไม่ได้ แต่มันสัมผัสได้”

การคุยเรื่องเพศจากมุมของตัวเอง กับคู่หรือคนรอบข้าง, ความเป็นมิตร คือหัวใจที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันอย่างปลอดภัยและนำไปสู่การมองชีวิตของตัวเองในด้านอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

เพียงเราเริ่มคุยเรื่องต่างๆ จากมุมของเรา ด้วยความเข้าใจและยอมรับในกันและกัน
เหมือนอย่างที่ใครคนหนึ่งบอกไว้ว่า – หากจะรู้จักรักก็ต้องรู้จักปลอดภัยด้วย
จริงไม่จริง เราเท่านั้นแหละ, ที่รู้ดีกว่าใคร

ลอยกระทง - ลงโพรงอย่างปลอดภัย

เมื่อหลายวันก่อน ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมเวที “เพศศึกษาเพื่อเยาวชน” ของโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ องค์การแพธ ร่วมกับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และพันธมิตรอีกหลายองค์กร จัดงานระดับภาคตะวันตกและภาคตะวันออกขึ้น โดยการจัดครั้งนี้เป็นการครั้งแรกของภาคดังกล่าว

ภาพเวที เพศศึกษาเพื่อเยาวชน

ภายในงานมีเยาวชนจากหลายโรงเรียนและหลายกลุ่มเข้าร่วม พร้อมๆ ทั้งผู้ใหญ่จากหน่วยงานภาคการศึกษาและหน่วยงานภาคประชาสังคม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งธีมหลักๆ ของเวทีนี้คือ “ร่วมกันชี้โพรงให้กระรอกเข้าอย่างปลอดภัย”

ทำไมต้องชี้โพรงให้กระรอก ในเมื่อกระรอกรู้ว่าโพรงนั้นต้องเข้ายังไง – ใครคนหนึ่งถามผมขึ้นมาเมื่อรู้ว่าธีมหลักของงานคือเรื่องทำนองสอนให้วัยรุ่นมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย

เพราะกระรอกรู้ว่าโพรงนั้นเข้ายังไง แต่เขาเข้าอย่างไม่ปลอดภัยยังไงล่ะ พวกเราจึงต้องชี้โพรงอย่างปลอดภัยให้กับกระรอก – ผมตอบ, พร้อมอธิบายอีกว่า “ผู้ใหญ่มักมองเยาวชนเป็นกระรอกและเมื่อเราคุยเรื่องเพศแล้ว เขาทั้งหลายมักมองว่าการพูดคุยเรื่องเพศนั้นเป็นการชี้โพรงให้กระรอก ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นเยาวชนสามารถเข้าโพรงได้โดยไม่ต้องให้ผู้ใหญ่หรือใครมาชี้ด้วยซ้ำ”

เรื่องการเข้าโพรง อาจอุปมาเปรียบดั่งการมีเซ็กส์ก็เป็นได้ ทำไมผมคิดเช่นนี้ ก็เพราะพวกเราหลายคนมักคิดกันเช่นนี้ ดังนั้นผมเลยต้องคิดแบบนี้ด้วย หากใครจะอุปมาเป็นอย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน แต่บริบทนี้ผมขอกล่าวถึงการเข้าโพรงโดยนัยยะของการมีเซ็กส์นะครับ

กล่าวสำหรับเรื่องการมีเซ็กส์นั้น ตอนนี้เรารู้กันอย่างทั่วไปว่า วัยรุ่นมีเซ็กส์กันในอายุที่น้อยลง ดูจากการวิจัยล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขก็ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนชายอายุ 15 ปี และเยาวชนหญิง อายุ 16 ปี โดยเฉลี่ยนั้นเริ่มมีเซ็กส์ครั้งแรก และครั้งนั้นๆ ล้วนเกิดขึ้นโดยเขาและเธอไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย (มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้รับการสำรวจและตอบแบบสอบถาม)

เมื่อพูดถึงเซ็กส์ครั้งแรกแล้ว – อยากชวนให้คนที่ “เคยมี” ประสบการณ์ด้านนี้ ลองคิดถึงครั้งนั้นของตนว่ามีที่ไหน บริบทที่เกิดขึ้นเป็นยังไง ความรู้สึกตอนนั้นเป็นแบบใด ฯลฯ หรือหากใครที่ยัง “ไม่เคยมี” แล้วคิดอยากจะมีลองคิดสิครับว่าจะมีตอนไหน อายุเท่าไหร่ พร้อมมากน้อยเพียงใดต่อการมีเซ็กส์ครั้งแรก ฯลฯ แล้วหากใครที่ยัง “ไม่เคยมี” และ “ไม่ขอมี” เลย หรือขอมีตอนพร้อมจริงๆ นั้น ก็ลองถามตัวเองว่า จะมีอย่างไรให้ปลอดภัย มีความสุข รับผิดชอบ ฯลฯ

เรื่องจังหวะและเวลาของการมีอะไรกันครั้งแรกนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่งครับท่านๆ  

เพื่อนที่รู้จักกัน ที่เคยมีเซ็กส์หลายๆ คน ต่างบอกโทนเสียงคล้ายกันว่า “ครั้งแรก” ของเขาและเธอนั้นเกิดจากความไม่ตั้งใจ ไม่พร้อม แต่เมื่อได้มีกับคนรักหรือแฟนหรือคู่นอนแล้ว ต่างก็พร้อมที่จะมี อย่างไม่อาจปฏิเสธต่อรองได้ (ผมไม่ได้ถามต่อว่าเพราะอะไร) ดังนั้นส่วนมากครั้งแรกของพวกเขาจึงไม่ได้เกิดจากการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือกำหนดว่าอีกสามสี่เดือนจะมีเซ็กส์เดือนนี้ จะมีวันนี้ จะมีชั่วโมงนี้ แต่มันเกิดขึ้นเพราะเหตุ ปัจจัย เงื่อนไข เฉพาะหน้ามันอำนวยแบบไม่ตั้งตัวเสียมากกว่า

ส่วนที่ใครจะนัดกันว่า “นี่เธอเดี๋ยว วันลอยกระทงเรามีเซ็กส์กันเถอะ” หรือ “เรารักกันมาก เรารอไปมีตอนวันวาเลนไทน์ดีกว่า” หรือ “อืม...ฉันขอมอบความรักให้เธอเป็นของขวัญตอนวันเกิดนะ” – แบบนี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครคุยกันบ้าง

ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้าม แน่นอนว่าบางคู่ที่ไม่คุยกัน แต่อีกฝ่ายหนึ่งอาจจ้องรอคอยวันสำคัญๆ เพื่อครั้งแรกของเขาและเธอก็ได้ หรือทำนองเดียวกัน เขาและเธออาจอยากให้วันแรกของครั้งแรกเป็นที่จดจำในห้วงความทรงจำของเขาและเธอก็เป็นได้ ทีนี้หากเขาเลือกที่จะมีเซ็กส์ในวันต่างๆ เหล่านี้มันจะเกิดผลอะไรตามมา

จะท้องหรือ จะแท้งหรือ จะติดเชื้อเอชไอวีหรือ จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือ
แล้วหากเขาและเธอ มีเซ็กส์ในวันสำคัญ เทศกาลเด่นๆ นั้นๆ โดยใช้ถุงยางอนามัยล่ะ
เขาและเธอ จะท้องหรือ จะแท้งหรือ จะติดเชื้อเอชไอวีหรือ จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือ
แล้วมันจะเสียหายอันใดมิทราบ (ประเด็นนี้ผมหมายถึงทุกคนไม่เว้นว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่นะครับ)

ทีนี้ เนื่องในวันสำคัญ เทศกาลเด่นที่คนออกมาตะโกนว่า “เด็กๆ จะมีเซ็กส์กันแล้ว” เรารีบมาห้าม มาปราม มาปราบกันหน่อยนั้น จะสามารถป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่จะตามมาได้จริงหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจ (และคิดว่าคนประเภทนี้ชอบมายุ่งปริมณฑลส่วนตัวของวัยรุ่นมากเกินไป) เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว หากใครจะมีอะไรกับใครนั้น เราจะไปรู้ได้ตลอดหรือไม่ แล้วคิดว่าเขาจะมีแค่วันสำคัญหรือเทศกาลเด่นๆ เท่านั้นเองหรือ

ประเด็นเรื่องว่า จะชี้โพรงให้กระรอกเข้าอย่างปลอดภัยนั้น ทำได้ และต้องจำเป็นต้องทำทุกๆ วันเช่นกัน ไม่ใช่แค่วันสำคัญหรือเทศกาลเด่นๆ เท่านั้น - จริงๆ แล้ว ผมกลับมองว่าถ้าจะออกมากระตุ้นให้วัยรุ่นมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย หรือใช้ชีวิตทางเพศของตัวเองอย่างรับผิดชอบนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ ต้องทำทุกๆ วัน ไม่ใช่แค่วันสำคัญ หรือเทศกาลอย่างใด อย่างหนึ่งเท่านั้น

เพราะไม่อย่างนั้น พอถึงวันลอยกระทง – วันวาเลนไทน์ – วันเกิด – หรือวันอะไรอีกก็ตามแต่ ผู้ใหญ่ที่ชอบเข้ามาล่วงล้ำปริมณฑลส่วนตัวของวัยรุ่นดีนัก จะได้ไม่ต้องออกมาตีโพยตีพายแบบที่เป็นอยู่...

&quot;เหตุเกิด&quot; จาก &quot;เหตุการณ์&quot;

รายงานข่าวเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า มียอดเด็กที่กำพร้าจากพ่อแม่ที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนหลายพันคน ซึ่งภาครัฐยังคงต้องหาแนวทางการดูแลเด็กที่เผชิญกับปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องการเข้าถึงการศึกษา และการดูแลคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของเด็ก

ทว่าอย่างไรเสีย  แม้ว่าเรื่องราวความรุนแรงในเหตุการณ์ดังกล่าว จะยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เสมอทั้งหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ แล้ว ยังมีเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ระหว่างคนในพื้นที่กับคนนอกพื้นที่ที่ได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในพื้นที่เกิดเหตุ ตามบทบาทหน้าที่ต่างๆ อาทิ หมอ ทหาร ครู

เรื่องราวที่ “ไม่ค่อยปรากฏ” ออกมาเป็นข่าวในแง่ด้านอื่นๆ เช่นเรื่องการ “พบรัก” ของคนสองคน หรือมิตรภาพที่มีแก่กันนั้น ยังไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ของสาธารณชนเท่าใดนักและเรื่องที่จะเล่านี้ ก็เป็นหนึ่งในหลายกรณีของการพบรักที่เกิดขึ้นในที่เกิดเหตุ

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “แนน” – เธอเป็นวัยรุ่นหญิงและเป็นคนในพื้นที่ยะลา และยังเป็นแกนนำในการทำกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนกลุ่มหนึ่งในพื้นที่เกิดเหตุความไม่สงบ เธอเล่าว่า ตั้งแต่มาเข้าร่วมกระบวนการกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศ สิ่งที่เกิดกับตัวเองคือความเปลี่ยนแปลงจากเดิมคือ อย่างแรก รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่นการอบรม กล้าที่จะพูด การกล้าแสดงออก เธอบอกว่าส่วนใหญ่เด็กทางใต้จะไม่ค่อยพูด อยู่คนเดียวก็เงียบๆ ไม่กล้าคุยให้เพื่อนรู้

“อย่างเราคือแรกๆ ก็เงียบๆ พอมาอยู่กับพี่ๆ ก็มีอาการ ... อาการคือกล้าแสดงออก จะอยู่เงียบๆ ไม่ได้ มีอะไรก็จะถามไปเลย” เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง “อย่างเวลาคุยเรื่องเพศ ก็นึกถึงว่า เวลาท้องขึ้นมาจะคุยกับใคร จะปรึกษาใคร อย่างที่เราไปคุยกับพี่ๆ ได้ เพราะเราเคยมีแฟนแล้วท้อง เราก็ถามเขา ถามว่าทำยังไงไม่ให้เพื่อนรู้ ไม่อายเพื่อน คือเราไม่อยากให้เพื่อนรู้ เราคุยกับพี่ของเราดีกว่า ไม่กล้าบอกให้ที่บ้านรู้ กลัวเขามองเราว่าเป็นคนไม่ดี”

เธอยกตัวอย่างต่อว่า “ถ้าจะคุยคนอื่นๆ ก็ไม่กล้า เพราะกลัวเขาเอาไปเล่าต่อ บอกต่อๆ กันไป พี่เราที่อยู่ในกลุ่ม เขาสามารถเก็บความลับของเราได้ อย่างเพื่อนเราบางคนก็มีแบบเข้ามาคุยกับเรา อย่างตอนเรียน มีเพื่อนที่เขามีแฟน เขาเสียตัว ไปอยู่กับแฟน เราก็ถามเขา คุยกับเขา เขาก็บอกว่าเขากลัวเราไปฟ้องคนอื่นๆ แต่พอเราได้อธิบายกับเขาจนเขาไว้ใจเรา เพราะเราเก็บความลับของเขาได้ เวลาคุยกับพี่ๆ ก็ไม่ค่อยอึดอัด โล่งสบาย รู้สึกปลอดภัย ไม่อึดอัด ไม่มีผลกระทบอะไรที่จะกระทบกับเราอีกต่อไป แฟนเราบางทีก็หึง เวลาเขาหึง เราก็บอกว่าเราไปไหนมา บอกให้ไปถามพี่ในกลุ่มดู”

เธอเล่าถึงเรื่องแฟนว่า ตอนนี้เธอมีแฟนแล้ว และก็สามารถคุยกับแฟนได้หลายเรื่อง เช่น เรื่องที่มีความไม่สบายใจ เรื่องอะไรก็จะถามแฟนว่าอะไรที่ควรทำ อะไรไม่ควรทำ  

เวลาคุยเรื่องเพศกับแฟน, เธอบอกว่า เธอไม่เคยคุยกับแฟนเรื่องถุงยาง เรื่องท่าทาง ไม่เคยพูดในเชิงลึก แต่เธอจะถามพี่ๆ ในกลุ่มมากกว่า ว่าท่าไหนดี “เราไม่กล้าคุยกับแฟน เพราะเขาจะหัวเราะใส่เรา ถ้าเกิดอยากบอกให้แฟนรู้ก็ไม่กล้าบอก เดี๋ยวเขาว่าเราเป็นคนชอบมีเซ็กส์ บางครั้งเราก็อยากคุยกับแฟน มีอะไรเราก็ถาม เขาก็ตอบมา คือแฟนเราจะชอบถามว่าแบบนี้ยังไงๆ เราก็ตอบไม่ได้”

เธอเล่าเรื่องที่เกิดกับตัวเองอย่างมีความสุข ดวงตาของเธอมีรอยยิ้มที่โผล่ออกมา “คิดว่าเขาเป็นคนรักเดียวใจเดียว ถามว่ารู้ได้ไง คือเราก็สืบมาก่อน ว่าเขาเคยมีแฟนมั้ย เพื่อนๆ ก็มาเล่าให้ฟัง คือเขาเป็นคนต่างจังหวัด มาทำงานแถวบ้าน เราสืบเขาก่อนว่าเป็นคนอย่างไร ตอนรู้จักกันก็ไม่เคยเห็นหน้ากัน แต่ก็คุยกันมาตลอด”

แล้วยังไงต่อ? – ผมเอ่ยถาม

“อย่างเราไม่เคยมีความรักกับใคร เราไม่ชอบคนขาว ชอบคนเข้มๆ อย่างเขาถูกใจเรา เป็นแบบที่เราชอบ เขาชอบเรา เราก็ชอบเขา ก็ติดต่อกันเรื่อยๆ จนมาเป็นแฟนกัน เวลาเขากลับบ้านต่างจังหวัดเราก็ไปหา เราไม่ได้กลัวว่าเขาจะมีแฟนใหม่นะ เพราะเราเชื่อใจเขา เรารักเขา”

น้ำเสียงซื่อๆ ของเธอบอกให้ผมรับรู้ว่า เธอจริงจังกับแฟนหนุ่มอย่างยิ่ง

ผมถามเธอว่า “อย่างนี้จะบอกได้ไหมว่าความไม่สงบทำให้เกิดความรักขึ้น”
เธอพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ส่วนผมเองก็มีรอยยิ้มจากการรับฟังเรื่องของแนน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งเรื่องราวของคนในพื้นที่ที่ได้พบรักกับคนนอกพื้นที่ที่มาทำงาน อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้น ทว่าผมก็ไม่เคยได้ยินใครหรือได้คุยกับใครเป็นเรื่องเป็นราว เหมือนกับการคุยกับแนนเลย

เรื่องราวของแนน, ฟังดูก็น่ารัก น่าชัง
ทว่า ในความน่ารัก น่าชังนี้ ย่อมเกิดจากความรู้สึกข้างในจิตใจของเธอต่อชายคนรัก

สำหรับผมแล้ว, แม้ว่าเรื่องราวของเธอจะมีมากมายจนไม่สามารถจะซึมซับมันเข้ามาในโสตประสาทได้  แต่สิ่งที่ผมสนใจอย่างยิ่งคือเรื่องที่เธอ ‘กำลังบอก’ กับฉัน และ ‘ท่าที’ ในการเล่าเรื่องของเธอมากกว่า

มันคือจุดเริ่มต้นของการเปิดใจ เรียนรู้ เรื่องราวชีวิตทางเพศของเราแต่ละคน ให้เกิดสัมพันธภาพและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางความต่างกันทางศาสนาและวัฒนธรรมและนำไปสู่การเปิดดวงใจของเราให้รับฟังเพื่อนที่เล่าเรื่องราวของตนอย่างตั้งใจและไม่มีอคติต่อกัน

เหมือนที่ใครคนหนึ่งบอกว่า การได้คุยเรื่องเพศของตนในบรรยากาศที่ปลอดภัย ถือเป็นการทบทวนบทเรียนชีวิตและเรียนรู้ภาวะด้านในของตนอย่างมิอาจประเมินค่าได้ ซึ่งผมเชื่อว่าแนนเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเพื่อนวัยรุ่นที่ได้เริ่มเรียนรู้ในเรื่องเหล่าอย่างมีความสุข

ไม่มีนโยบายเยาวชนในพรรคการเมืองของคนสูงวัย

1

ในสภาวการณ์ใกล้มรสุมช่วงนี้, คนสูงวัยมากมายเหล่านั้นต่างขะมักเขม้นทั้งกายและใจ กับการหาเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงเพื่อการเข้าร่วมหรือจัดตั้งทางการเมืองครั้งใหม่อย่างสุดกำลัง

ตัวเสริมที่พวกเขานำมาป่าวประกาศเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้นคือ “นโยบาย” ของแต่ละพรรค (ไม่รวมปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลมาเกี่ยวข้อง – ซึ่งมีมากจนไม่อาจกล่าวในที่นี่ได้) เช่นนี้แล้วเรามาดูกันที่นโยบายของพรรคการเมืองกันดีกว่าว่าได้กล่าวไว้อย่างไรบ้าง ก่อนที่จะเลือกหรือไม่เลือกใคร

หลายนโยบายของพรรคการเมืองต่างมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปทางการเมือง โดยเฉพาะการมุ่งหวังไม่ให้อำนาจเก่าได้กลับมามีอำนาจอีกและยังมีนโยบายต่างๆ ที่เน้นทางด้านเศรษฐกิจ ค่าเงิน เป็นตัวจักรสำคัญมากกว่าการดำเนินการนโยบายทางด้านสังคมโดยเฉพาะเรื่องของเด็กและเยาวชน

หากนับระยะเวลาให้หลังไปไม่กี่เดือนหรืออาจเป็นปีกว่าๆ (ที่จริงมันมีทุกวันและครับ) ที่สถานการณ์ของวัยรุ่นนั้นได้ถูกมองว่าเป็นสถานการณ์เด่นทางสังคมที่คนวิพากษ์วิจารณ์ถึงมากที่สุด ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตทั่วไป จนถึงวิถีชีวิตทางเพศ ซึ่งปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้ เยาวชนล้วนแต่ถูกมองว่าเป็น “ปัญหา” และเป็น “วิกฤต” สังคมอยู่เสมอ จนทำให้หลายฝ่ายออกมาให้การตอบรับในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง (และทำตามกระแสแบบผ่านๆ)

ดังรูปธรรมหนึ่ง ที่รัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติด้านเด็กและเยาวชน 5 ด้าน เมื่อต้นปี 2550 ได้แก่ หนึ่ง ด้านการสร้างสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว สองด้านกลไกกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา สามด้านสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาลที่มีคุณภาพ สี่ด้านการสร้างจังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชน และห้าด้านกฎหมายครอบครัว

การดำเนินการตามวาระแห่งชาติดังกล่าว ที่ผ่านมาภาครัฐได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และแกนนำเยาวชน เพื่อดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ชุดรัฐประหาร) นี้ และยังมีทิศทางว่าจะดำเนินได้ดีต่อไปในอนาคต หากมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ทว่า แนวโน้มที่บ่งชี้ว่า วาระแห่งชาติด้านเด็กและเยาวชนทั้งห้าเรื่องนี้จะได้รับการสานต่อจากรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่นั้น เราอาจต้องศึกษาถึงนโยบายด้านเด็กและเยาวชนของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ถนนแห่งการเลือกตั้งอีกไม่กี่วันนี้

แต่ขอโทษครับ, พรรคการเมืองทั้งหลายแหล่ไม่มีนโยบายที่กล่าวถึงด้านเด็กและเยาวชนโดยตรงเลยแม้แต่นิด ทว่าพวกเขายังมุ่งนโยบายประชานิยม (แบบใหม่-ที่เขาบอกว่าไม่เหมือนทักษิณ) นโยบายลด แลก แจกแถมเพื่อให้พรรคการเมืองของตนได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจทางการเมือง

นโยบายพรรคการเมืองต่างๆ เหล่านี้กำลังบอกถึงอนาคตของการเมือง-สังคม และโดยเฉพาะอนาคตของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งปัจจุบันมีเยาวชนถึง 25% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ไร้ซึ่งผู้ใหญ่ พรรคการเมือง ที่สนใจ ตระหนักในการส่งเสริม สนับสนุนด้านเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา บทเรียนการทำงานกับภาครัฐ พบว่า “เมื่อผู้บริหารเปลี่ยน นโยบายก็จะเปลี่ยน” นั่นหมายถึงนโยบายเยาวชนที่ถูกผลักดันได้ดีนั้นเกิดจากการที่ผู้บริหารของรัฐบาลมีความสนใจ ตระหนักในการป้องกันและแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้อง แต่พอเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่แล้วนโยบายกลับหันเหเป็นเรื่องอื่นแทน แล้วในที่สุดก็ไม่มีใครสานต่อนโยบายเดิม (ที่ทำได้เพียงนิดเดียว) อีกต่อไป

จนผลสุดท้าย งานหรือนโยบายนั้นๆ ก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ เพียงเพราะนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลเหล่านั้นมัวแต่เล่น “เก้าอี้ดนตรี” จนลืมไปว่ามีเด็กและเยาวชนหลายคนมุ่งให้นโยบายนั้นๆ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดหาย แต่ยังไงเสียกรณีเยี่ยงนี้นั้นย่อมสะท้อนถึงความคิด-ทัศนคติ-ความใส่ใจ ต่อเรื่องเด็กและเยาวชนของคนการเมืองได้เป็นอย่างดี

มาถึง ณ ตรงนี้ ผมคิดว่าพรรคการเมืองต่างๆ ต้องกำหนดนโยบายด้านเด็กและเยาวชนให้ชัดเจนเลยว่ามีอะไร อย่างไร และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไรเพื่อเด็กและเยาวชนบ้าง นอกจากจะรอให้มีกระแสก่นด่า วิพากษ์เยาวชนทีหนึ่งก็ค่อยสนใจทีหนึ่ง ตามทฤษฎี “วัวหายล้อมคอก” ที่พวกท่านๆ ชำนาญ

หรือหากพรรคการเมืองใด คิดนโยบายด้านเด็กและเยาวชนไม่ออก ผมเสนอว่าลองให้โอกาสเยาวชนได้เข้าไปเสนอ-แสดงความคิดเห็นบ้างเถิดว่าพวกเราเยาวชนต้องการอะไรและอยากให้รัฐบาลชุดต่อไปผลักดันเรื่องไหนบ้าง

หากพรรคการเมืองไหนคิดว่าเรื่องเด็กและเยาวชนนั้นไม่จำเป็น ก็ไม่เป็นไรครับ, เพราะผมเชื่อแน่ว่าพอเลือกตั้งเสร็จ - พอมีกระแสปัญหาเยาวชน – พอมีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ - เหมือนเมื่อปีที่แล้วและหลายปีที่ผ่านมาที่ผู้ใหญ่มักชอบทำด้วยอ้างความชอบธรรมนั้นแล้ว พวกเขาคนสูงวัยเหล่านั้น, พรรคการเมืองที่เตรียมลงสนามเลือกตั้งวันนี้ ก็จะสนใจใคร่ตระหนักเรื่องเด็กและเยาวชนขึ้นมาในบัดดล...

หลังม่าน - บัวสีเทา

1 

ลมฟ้าอากาศเริ่มเปลี่ยนแปรไปตามสภาพ ฝนตกเพิ่งหยุดได้ไม่นาน ลมหนาวเยือนมาพัดผ่านท้องทุ่งจนต้นข้าวโยกเอียง บ้างล้ม บางตั้งตระหง่าน ตอนเช้าๆ อากาศแถวบ้านผม, จังหวัดเชียงราย อำเภอพาน ตำบลแม่อ้อ บ้านแม่แก้วเหนือ อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นทุกขณะ

ชีวิตของผมทุกวันนี้ไม่เหมือนห้าเดือนก่อนที่ผ่านมา เพราะต้องย้ายสำมะโนครัวจากเชียงใหม่ กลับมาอยู่บ้านที่เชียงราย ซึ่งตลอดระยะเวลาสี่ปีที่อยู่เชียงใหม่ ผมได้พบเจอเรื่องราวหลายเรื่อง ทั้งการงาน ความรัก ชีวิต ความสัมพันธ์ เพื่อน ฯลฯ ซึ่งค่อนข้างแตกต่างกับตอนที่อยู่บ้านที่เชียงรายอย่างมาก

สภาพอากาศ ความสงบ การดำเนินชีวิต สามอย่างเบื้องต้นคือความต่างที่ได้เห็นและสัมผัส เปรียบเทียบกับสองจังหวัดนี้ -ไม่มีเสียงเพลง แสงสี ยามค่ำคืน ที่เชียงราย หากมีเพียงท้องทุ่ง ลมเย็น กลิ่นรวงข้าว ดาวสีขาว พระจันทร์นวลเหลือง บางวันมีหิ่งห้อยตัวน้อยๆ บินมาเยี่ยมเยียน สลับกับเสียงของจิ้งหรีด เรไร ร้องไปมา

ชีวิตในเชียงใหม่ ไม่ได้ค่อยได้สัมผัส บรรยากาศแบบเชียงรายเท่าไหร่หรอกครับ วันหนึ่งๆ มีเพียงแต่ทำงาน หรือเที่ยวไปตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะผับ เธค - เรื่องยาวๆ ที่ชื่อ "บัวสีเทา" ก็เป็นผลอย่างหนึ่งที่ผมได้นำเรื่องจริง มาเขียนผสมกับงานแต่งอีกนิดน้อย เพื่อให้เรื่องราวเข้าถึงคนได้ง่ายอีกนิด เพราะหากจะเอาข้อมูลดิบๆ วิชาการมาให้ใครอ่าน คงจะยากต่อความเข้าใจสักนิด ซึ่งจริงๆ แล้ว บัวสีเทา เป็นเรื่องราวมาจากการศึกษาวิถีชีวิต องค์ความรู้ ของเพื่อนๆ ที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่คนเรียกว่า "แก๊ง" ซึ่งทาง วิทยาลัยการจัดการทางสังคมหรือ วจส. สนับสนุนทรัพยากรในการดำเนินงาน

อย่างที่บอกไว้ครับ ว่าเดิมทีก็ผมเพียงแค่จะทำงานแบบเก็บข้อมูลมาเขียนๆ แล้วก็จบ แต่พอทำไปทำมา ก็ได้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ พี่น้อง - การทำงานเลยกลายเป็นการใช้ชีวิตไปโดยปริยายและเป็นไปโดยผมไม่มีความสงสัยในความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

ที่ผ่านมา ผมได้ใช้เวลาเขียนบัวสีเทานานหลายเดือน และผมเองก็ไม่เคยได้เขียนเรื่องราวอะไรยาวขนาดนี้ เรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องยาวเรื่องแรกที่ผมได้เขียน - เขียนมาจากความรู้สึกและเนื้อหาจากงานบางส่วนที่มี เลยออกมาเป็นอย่างที่หลายๆ คนได้อ่านกันมาอย่างยาวยืดนั้นแหล่ะครับ

อันที่จริงแล้วช่วงระหว่างที่ทยอยนำ "บัวสีเทา" ขึ้นประชาไทนั้น ได้มีหลายเรื่องเข้ามาในชีวิต เข้ามากระทบมากมาย ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กแก๊ง หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ของเยาวชนที่สังคมวิพากษ์ ทั้งเด็กที่แต่งตัวโป๊ เด็กที่ไม่ใส่กางเกงใน เรื่องถุงยางอนามัย เรื่องการศึกษา การเมือง ฯลฯ - หลายเรื่องผมพยายามคิดและวิเคราะห์ว่าจะแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างไร แต่พอพื้นที่ "หนุ่มสาวสมัยนี้" แห่งนี้ ได้เป็นที่สถิตของบัวสีเทาเสียแล้ว จึงทำให้ผมไม่ได้เขียนเรื่องร้อนๆ ที่เป็นประเด็นทางสังคม

ทีนี้พอไม่ได้เขียนก็ทำให้ได้เรียนรู้ว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมก็ได้ บางเรื่องเป็นสิ่งที่เราได้เฝ้ามองปรากฏการณ์นั้นให้ผ่านไป ตามเงื่อนไขของเวลา เพราะมันก็เปลี่ยนไป เมื่อได้เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้ว เรื่องนั้นๆ ก็จบลง จางหายไป เป็นไปตามหลักอนิจจัง

หากเราดูให้ดีแล้ว การได้นิ่งไม่ตอบโต้ก็เหมือนเป็นการ "ฟังเสียงข้างใน" ของตัวเอง และก็ได้เห็นคนที่ต้องทุกข์กับปรากฏการณ์ต่างๆ ซึ่งผมมองว่าคนที่ทุกข์ใจนั้น หาใช่เยาวชนหรือคนหนุ่มสาว หากแต่เป็น ผู้ใหญ่เสียมากกว่า ที่ออกมาเต้นผาง ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์เด็กๆ ด้วยความคิดของผู้ใหญ่ บางครั้งเป็นคำเตือนที่มีความหมาย บางครั้งเป็นคำด่า สบถที่รุนแรง แต่ก็ถือเป็น "ความหวังดี" ของผู้ใหญ่ที่มีต่อวัยรุ่นและสังคม

แต่คิดดูให้ดีแล้วความหวังดีนั้น อาจกลายเป็นการทำลายคุณค่าในชีวิตของวัยรุ่นหลายคนเลยก็ได้

ผมไม่รู้ว่า พวกเรา, วัยรุ่นหลายคน จะอยู่กันอย่างไร ในสภาพที่สังคมและผู้ใหญ่ มองพวกเราด้วยสายตาและท่าทีหรือความไม่เข้าใจแบบนี้ และนั่นไม่แปลกหรอกครับที่คนรุ่นผมหลายคนจะมองผู้ใหญ่แบบตัดสิน แบบที่ไม่เข้าใจ เหมือนกัน เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการพื้นที่ของตนเอง ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น

จึงไม่น่าแปลกเท่าใด ที่ผู้ใหญ่จะเป็นทุกข์มากกว่าวัยรุ่น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงวัยรุ่นน่าจะเป็นทุกข์หรือมองเห็นทุกข์ได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องเพราะ "ที่ปลดทุกข์" ของวัยรุ่นมีมากกว่าผู้ใหญ่ไงครับ ไม่ว่าจะเป็นผับ เธค อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ นิตยสารต่างๆ ล้วนกลายเป็นแหล่งสร้างสุข สร้างพื้นที่ทางสังคม พื้นที่ตัวตนของพวกเรามากกว่าสังคมจริงๆ แห่งนี้ ที่ผู้ใหญ่ปกครอง

สังคมที่วัยรุ่นออกแบบจึงเป็นสังคมที่ไม่เป็นทุกข์ มีแต่ความเข้าใจและยอมรับซึ่งกัน และข้อสังเกตของผมก็คือเป็น "สังคมสีเทา" ที่ไม่มีขาวดำ ไม่มีการตัดสิน ตีตรา คนอื่นด้วยมาตรฐานความดีงามตามบรรทัดฐานสังคมที่คนส่วนใหญ่มีและกำหนดกันขึ้นมา

สังคมของผู้ใหญ่ มีแต่ความทุกข์ มีขาว ดำ ไม่มีการให้โอกาส ไม่มีความสมานฉันท์ ไร้ซึ่งความเมตตา ต่อกัน เพราะผู้ใหญ่สมัยนี้ลืมรากเหง้าของตัวเอง ไม่เท่าทันสังคมโลกาภิวัตน์ และน่าสงสารยิ่งนักที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งของชนชั้นปกครอง จนซึมเข้ากับตัวเองทุกอนูความรู้สึก

ที่กล่าวมานี้เพราะผมสงสาร, ทั้งผู้ใหญ่และก็ตัวเองด้วย, ชีวิต คนเรายิ่งมีแต่ทุกข์ ทุกชั่วโมงยาม มีเรื่องราวมากมายให้ได้ค้นพบ มีหลายวิธีที่จะทำให้คนได้รับความสุขที่แท้จริง แต่คนกลับมองไม่เห็น หรือไม่ค่อยได้แสวงหาเท่าใดนัก

หรือนั้น อาจเป็นเพราะเราเกิดมาในสังคมขาว-ดำ เกิดมาในสังคมที่อ่อนแอ เยี่ยงสังคมแห่งนี้!?

อย่างไรก็ตาม, อีกเรื่องที่ผมพบกับตนเอง ในช่วงหลังๆ มานี้ คือผมไม่ค่อยอยากรับรู้เรื่องราวทางสังคมนี้เท่าไหร่เลย ผมเสมือนกลายเป็นคนเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ อันเนื่องเพราะสองข้างทางบ้านผมนั้นมีแต่ไร่กับนาจริงๆ ผมจึงพบว่าอันที่จริงแล้ว "สังคมขาวดำ" ที่เรารับรู้หรือรู้สึกอยู่นี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเลย เพราะเราเพียงแต่ "ถูกทำ" ให้เข้าใจว่า สังคมนี้เป็นแบบนี้อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแท้แล้ว สังคมย่อยๆ อีกหลายแห่งมีความหลากหลายที่แตกต่างกัน และไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ หรือสีเทาๆ เท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายแบบ หลายแง่มุมให้สัมผัสและเรียนรู้

เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เข้าถึงแบบอื่นๆ เท่านั้นเอง เพราะสังคมที่เราอยู่แห่งนี้ ไม่มีพื้นที่ให้ความแตกต่างอื่นๆ ได้มีพื้นที่ของตัวเองเลยแม้แต่นิด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงไม่แปลกที่วัยรุ่นสีเทาๆ จะถูกมองไม่ดีจากคนในสังคมสีขาว-ดำ

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว สิ่งที่น่าจะทำได้ ต่อเรื่องสังคมขาวดำ หรือเทา ก็คือ นั่งเงียบๆ ฟังเสียงข้างในของตัวเอง รู้จักตัวเองให้มากขึ้น และยอมรับกับสภาวะจิตใจของเราที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วขณะ หรืออาจหาที่เงียบๆ สงบๆ ลมเย็นๆ อากาศดีๆ นอนหลับให้เต็มอิ่มเพื่อไปสู่พื้นที่ดีๆ มีความสุขในความฝัน ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาอีกครา เพื่อพบกับ "ความจริง" อันแสนจะปวดหัว.....

บัวสีเทา: ตอนจบของการเริ่มต้น

มาถึงเชียงใหม่
แสงแดดยามเช้าตรู่ ปลุกให้ผมตื่นจากการหลับใหล – เวลาทั้งคืนที่ผ่านมา, ผมนอนไม่ค่อยหลับ กระวนกระวายใจ และไม่เป็นอันหลับอันนอน ไม่รู้ว่าพี่บัวจะเป็นอย่างไรบ้าง จะเป็นจะตายยังไง เป็นเรื่องที่คิดมาตลอดเส้นทาง

พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าตรงกับฝั่งที่ผมนั่งบนรถ พนักงานบริกรประจำรถพาร่างเล็กๆ ของเขาหยิบข้าวของขนมหวานนมกล่องให้ผู้โดยสารแต่ละคน

“ท่านผู้โดยสารทุกท่าน เรายินดีนำท่านมาสู่จังหวัดเชียงใหม่....” พนักงานหญิงแจ้งข่าวแก่ผู้โดยสาร ด้วยท่าทีกระฉับเฉงอรชร

เชียงใหม่เช้านี้ ท้องฟ้าไม่ค่อยมีเมฆมาก พระอาทิตย์สีแดงที่เส้นขอบฟ้า ปล่อยแสงแสบปวดตา ผมลงจากรถทัวร์คันใหญ่ เดินมุงหน้าไปหารถแดง เพื่อโบกไปยังบ้านเพื่อนที่เชียงใหม่

เรื่องที่เกิดขึ้น
ผมเข้ามาถึงบ้านเพื่อนไม่นานก็รี่เข้าไปหาปลั๊กไฟสำหรับชาร์ทแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือคู่ใจ เพื่อที่จะโทรกลับไปหาเต้ยเพื่อติดตามอาการของพี่บัว

เสียงสัญญาณรอสายดังไม่ถึงสองครั้ง “เออ พี่เมื่อคืนตัดสายทิ้งทำไมอ่ะ” เต้ยรีบพูด
“โทษๆ เมื่อคืนแบตมือถือหมด” ผมตอบรับและถามว่า พี่บัวเป็นไงบ้าง
“ช่วยไม่ได้แล้ว พี่ต้องทำใจแล้วละ ตอนนี้ทุกคนอยู่นี้หมดเลย” เสียงเศร้าของเต้ยบอกให้ผมทำใจ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“จริงเหรอ! หมอช่วยไม่ได้เลยเหรอ”
“อืม.....เขาก็คงทำเต็มที่แล้ว”
“แล้วพ่อแม่พี่บัวรู้หรือยัง เขามาหรือยัง”
“ยังไม่รู้มั่ง เพราะไม่เห็นใครมาเลย ตอนนี้พวกเราก็อยู่กันเต็มเลย”
“แล้วเกิดอะไรขึ้น สรุปแล้วใครยิงพี่บัว”
เต้ยเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้น “ได้ข่าวว่ามีคนยิงผิดตัว เพราะมีคนตั้งค่าหัวไอ้โจ้แต่เข้าใจว่าคนเก็บมันเก็บผิดคน เลยโดนพี่บัว”
“โดน.....”  “ก็โดนที่หลังเต็มๆ เลยไง นัดเดียว กำลังกินข้าวอยู่ข้างทางกับไอ้นัน”
“ตอนนี้ผมว่ามาดูอาการพี่บัวดีกว่า ไม่อยากคุยทางโทรศัพท์ แล้วค่อยว่ากัน”
“อืมๆ ได้ๆ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันนะ” ผมวางสายเสร็จ รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า และมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลด้วยความระทมใจ

เหตุการณ์ที่โรงพยาบาล
ผมมาถึงโรงพยาบาล ไม่ทันจังหวะที่เกิดเรื่อง

เรื่องของเรื่องคือ พอวางสายจากผม เต้ย กับเพื่อนๆ หลายคนที่มาเฝ้าพี่บัวก็ถูกพ่อแม่ของพี่บัวต่อว่า ทุกๆ คนออกมาอยู่ที่ด้านนอกโรงพยาบาล เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่

“มาถึงก็บอกว่าที่พี่บัวเป็นอย่างนี้ก็เพราะพวกเรา บอกว่าติดเพื่อนมากไป ไม่กลับบ้าน ไม่ใส่ใจอะไรมากมาย แล้วแม่เขาก็บอกว่าเพราะพวกเราพี่บัวเลยโดนยิง” เต้ยเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่แม่พี่บัวต่อว่า ด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนกัน” ผมสงสัย “คงอยู่ด้านใน พี่บัวไม่รอดแน่เลยพี่” เต้ยเสียงสั่น

ผมรีบบึ้งรถมอเตอร์ไซค์จากด้านนอกโรงพยาบาลไปยังด้านในอาคารแล้วรีบขึ้นไปหาพี่บัวที่ห้องไอซียู
โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทำให้ต้องรอลิฟต์นานเอาการ
ผมรอไม่ไหวจึงรีบขึ้นบันไดไปยังชั้น 4
ที่ด้านหน้าห้องไอซียู มีผู้ใหญ่สองคน นั่นคือพ่อและแม่ของพี่บัว

“อ้าว ว่าไงเรา ไปไหนมา ไม่เห็นหน้าเลยนะ” หญิงวัยกลางคนถามผม ด้วยความที่เคยเจอกันหลายครั้ง จึงจำหนาค่าตาผมได้
“ผมพึ่งกลับจากกรุงเทพครับ รู้ข่าวเมื่อคืนจากเพื่อนๆ ครับ” ผมตอบกลับ
“ไอ้เด็กพวกนั้นเหรอ” พ่อร่างโตหน้าตาเคร่งเครียดถาม
“คะ..ค...ครับ” “เพราะพวกนั้นแหละบัวเลยโดยแบบนี้” น้ำเสียงใหญ่ของพ่อพี่บัวบอกถึงความโกรธในใจ “แต่ผมว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะครับ พวกเขาก็เป็นเพื่อนกัน ทุกคนรักและรู้จัก เคยกินอยู่กับพี่บัวด้วยกัน เหมือนกันกับผม”
“แต่ดูแต่ละคนสิ แต่งตัวไม่ดี ผมยาวรุงรัง สักเต็มตัว แล้วจะเป็นคนดีได้ยังไง” แม่ให้เหตุผล
อืม...คนดีไม่ดี มันดูกันภายนอกหรือยังไงครับ – ผมคิดในใจก่อนพูดออกมาว่า “ดีครับ ไม่อย่างนั้นเขาจะมาหาพี่บัว มาเฝ้าอาการที่โรงบาลเหรอครับ”

พ่อกับแม่พี่บัวนิ่ง ไม่พูดอะไรออกมาอีก

ผมชวนทั้งสองคุย “แล้วตอนนี้อาการล่าสุดของพี่บัวเป็นยังไงบ้างครับ ได้ยินว่าโอกาสรอดยากมาก”
“อืม คงช่วยไม่ได้แล้วละ โดนยิงเต็มๆ ที่ด้านหลัง รู้ว่าหมอพยายามช่วย แต่คงไม่รอดอย่างที่เขาบอก” แม่หยิบผ้าเช็คหน้าปาดน้ำตาที่ไหลออกจากเบ้า

พ่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่พูดอะไร เขายืนมองภายในด้านในห้องผู้ป่วย

“ทำใจเย็นๆ ไว้นะครับ” ผมให้กำลังใจคุณแม่
“เพราะแม่เองที่ไม่ดูแลเขา ฮือ....แม่ไม่น่าจะทำแบบนั้นกับบัวเลย” แม่ว่าร้ายเข้าตัวเอง
“ผมว่าไม่ต้องว่าใครผิดใครถูกครับ ทุกอย่างเป็นไปตามชะตาชีวิตแล้วและครับ” ผมเริ่มตั้งสติทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิด
ครู่หนึ่ง หมอสูงอายุในชุดขาว ผ้าคุมปาก เดินมาทางพวกเรา
“ผมเสียใจด้วยนะครับ ลูกของคุณท่านสองสิ้นใจแล้ว……”

คุณหมอพูดสั้นๆ แม่พี่บัวล้มลงกับพื้นผมรีบเข้าไปประคอง ส่วนคุณพ่อยังมีทีท่าสงบไม่พูดคุยอะไรนอกจากจะเดินไปคุยอะไรบ้างอย่างกับคุณหมอ

ส่วนผมก็ค่อยๆ พยุงแม่พี่บัวไปหาเก้าอี้ น้ำตาผมไหลออกมา แล้วรีบโทรศัพท์ไปบอกเต้ยกับเพื่อนๆ

“ว่าไงพี่” เต้ยรับสาย
“แก… พี่บัวไปแล้ว” เสียงสั่นไหวไปทั่วลำคอ
“ผมจะรีบไปหาพี่” เต้ยรีบวางแล้ววิ่งมายังห้องไอซียู

แด่พี่ที่พรากลา
หมอไม่สามารถช่วยชีวิตของพี่บัวได้ จนในที่สุดเขาจึงได้จบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร   

พ่อ แม่ ของเขา และพวกเรา พี่น้องเพื่อนฝูง เศร้าและเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไป

ตำรวจชุดใหญ่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสืบสวนสอบสวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พ่อแม่ของพี่บัว เตรียมการจัดงานฌาปนกิจศพของลูกด้วยความโศกอาดูร

ที่งานศพของพี่บัว ผมช่วยงานทุกคืน พวกเราทุกคน,  คนที่ใครๆ เรียกว่าเด็กแก๊งมางานศพของรุ่นพี่ด้วยความอาลัย และระลึกถึงรุ่นพี่ด้วยความคำนึงหา หนังสือเล่มใหญ่หนากว่าร้อยหน้าที่พี่บัวเขียนถึงคนแต่ละคนที่เขารู้จัก ทั้งเพื่อนฝูง ญาติ พี่น้อง ครูบาอาจารย์และคนอื่นๆ อีกมากมาย – ผมไม่รู้ว่าพี่บัวทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร แต่อย่างน้อยก็ได้ทำในสิ่งที่เขาหวังและฝัน

ชีวิตของคนเราเกิดขึ้น มีชีวิตและต้องจากโลกไปด้วยวัฎจักรของชีวิตตามหลักสัจธรรม คนอย่างพี่บัว เป็นคนที่น่าจดจำในฐานะพี่ เพื่อน ที่ทำให้ผมได้เข้าใจ เข้าถึง ชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งที่สังคมตราหน้าว่าไม่ดี

แต่ผมว่าคนเราไม่มีใครดีจริงหรือเลวสุดๆ
ไม่มีขาว ไม่มีดำ
คนอย่างเรา, ก็แค่คนสีเทาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

บัวสีเทา: ฝันของผม

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมจะได้รู้จักชีวิตในอีกมุมหนึ่งของคนที่ถูกเรียกว่า “แก๊ง” ได้มากกว่าที่คิดไว้

แม้ว่าในช่วงแรกๆ ความสัมพันธ์ของผมกับเขาจะเป็นแบบ ถามเพื่อเอาข้อมูลไปทำโครงการ แต่สิ่งที่ผมได้มากกว่าการเก็บข้อมูล นั้นคือความผูกพันธ์ มิตรไมตรี และการช่วยเหลือกันและกันของเพื่อนๆ พี่ๆ

ผมได้เรียนรู้ว่า ความจริงใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ของพวกเรา เมื่อก่อนมีเขาและมีผม แต่ตอนนี้คำว่า “เรา” มันทำให้ไม่มีเขา ไม่มีผม หลายสิ่งที่ผมได้ทำ หรือเพื่อนๆ ได้ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่วัยอย่างพวกเราต้องเผชิญ อาจต่างกันมากน้อยคละเคล้ากันไป

ตั้งแต่จบมัธยมปลายมาหลายปี ผมก็เริ่มมองเห็นสิ่งที่จำเป็นต่อตนเองแล้วว่า สุดท้ายแล้วคนเราพบกันเราก็ต้องพรากจากกัน เราต้องมีวิถีทางของเราแต่ละคนที่แตกต่างกันไป พี่บัวบอกกับผมว่า “มึงอย่าทิ้งการเรียนเหมือนพี่” คำพูดของพี่บัว มันฝังใจของผมมากกว่าคำพูดของผู้ใหญ่หลายๆ คนที่หวังในตัวผมเสียอีก

ผู้ใหญ่หลายคนมักอยากให้ผมเรียนให้จบ เพื่อเป็นหน้าเป็นตากับวงค์ตระกูล แต่พี่บัวและเพื่อนๆ อยากให้เรียนจบเพราะไม่อยากให้ผมเป็นเหมือนพวกเขา ไม่อยากให้ถูกสังคมดูถูก เหยียดยาม ไม่อยากให้ใครมองว่าไม่มีการศึกษา ไม่อยากให้มองว่าเป็นเด็กเลว

“การเรียนมันทำให้เป็นคนดีได้เหรอพี่” ผมเถียงพี่บัวด้วยคำพูดนี้หลายครั้งมาก

แต่พี่บัวก็บอกว่าแล้วแต่ผม จะเลือกยังไงก็ตามใจ แต่ตามใจตัวเองมากไป ก็ต้องตามใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่ญาติพี่น้องเขาต้องการด้วย เพราะนั่นคือการตอบแทนเขาจากเรา

“ถ้าแกไม่ได้ตอบแทนพวกท่านด้วยวิธีอื่นๆ การเรียนให้จบก็เป็นการตอบแทนที่แกน่าจะเลือกดูนะ” พี่บัวย้ำนักย้ำหนา

แม้ว่าผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความฝัน เพราะเชื่อว่าความฝันมันเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม เป็นการตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ แต่พี่บัวก็บอกตลอดว่าความฝันมันหล่อเลี้ยงวิญญาณของเรา

ผมจึงนึกขึ้นได้ว่า ทางที่จะเลือกคือการร่ำลาจากพี่ๆ แล้วหาที่เรียนให้เป็นกิจจะลักษณะ และก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีมากที่มีประกาศสมัครทุนเรียนฟรี ไปต่างประเทศ ผมจึงรีบคว้าโอกาสนั้นไว้

ทั้งนี้ คนที่จะสมัครรับทุนต้องรายงานตัวและยื่นเอกสารต่างๆ ที่กรุงเทพฯหลายเดือน ผมจึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนที่พอมีเหลืออยู่ไม่กี่พันบาทเป็นทุนดำเนินเรื่องเรียนต่อ

“พ่อแม่คงจะดีใจนะ ที่แกตัดสินใจแบบนี้” พี่บัวให้กำลังใจแล้วหยิบธนบัตรใบละพันบาทให้ผมสามใบ แล้วบอกให้เก็บเอาไว้ใช้

ผมปฏิเสธในความหวังดีของพี่บัวไม่ได้ จึงรับเงินด้วยความระลึกถึงน้ำใจของพี่ที่มีให้

เลี้ยงส่ง

คืนวันศุกร์สุดสัปดาห์นี้ พี่บัว พี่เหน่ง และเพื่อนๆ อีกหลายคนพากันมาฉลองที่ร้านประจำของพวกเรา

คืนนี้ผมดื่มเหล้าไปหลายแก้ว, พี่ๆ ทุกคนเมากันถ้วนหน้า - เสียงเพลงบรรเลงในโสตสัมผัส การจากลาของผมและพี่ๆ กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

“จากวันนี้ จะมีเรา เราและนาย จดจำไว้ ตลอดไปไม่ทิ้งกัน หากมีเราจะมีนายร่วมทางไม่มีไหวหวั่น คือเพื่อนกัน เพื่อนตายตลอดไป” เพลงเราและนาย ถูกร้องเสียงดังสนั่นไปทั่วร้าน

น้ำตาผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

โปรดตามติดอ่านตอนจบในตอนต่อไป....

Pages

Subscribe to RSS - บล็อกของ kittiphan