บัวสีเทา: ความสัมพันธ์ทางเพศ

ข้อมูลจากการพูดคุยกับคนทำงานด้านเยาวชน พบว่าวัยรุ่นชายที่อยู่ในกลุ่มมีความคึกคะนองสูง ดังนั้นในการเรียนรู้เรื่องสุขภาพ หรือการดูแลเอาใจใส่เรื่องสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่ถูกละเลย หรือมองข้ามความสำคัญไป หลายคนยังขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพ มีความประมาท

ยกตัวอย่างเช่น การสวมถุงยางอนามัย สลับกับไม่ใส่ แกล้งดึงหัวจุกถุงยางอนามัยออกเพื่อแกล้งให้เพื่อนหญิงท้อง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการละเลยเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ไป ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องที่วัยรุ่น มีเรื่องชกต่อยกันทำให้เกิดการบาดเจ็บและถึงขั้นถูกดำเนินคดีและบางรายถูกตัดสินให้อยู่ในเรือนจำ เป็นต้น

นอกจากในกลุ่มจะมีเด็กชายและ ยังมีเด็กผู้หญิงบางคนที่รวมกลุ่ม ซึ่งได้สะท้อน ในความเป็นห่วงของผู้ใหญ่ ความตื่นกลัว หวาดระแวงการรวมกลุ่มของเด็ก เยาวชน ชายและหญิงในลักษณะเชิงชู้สาวมากเกินไป โดยข้อเท็จจริง เด็กผู้หญิงเพียงตามเพื่อนไปเข้ากลุ่มและเพื่อนชายปฏิบัติต่อผู้หญิงในลักษณะให้เกียรติ การกล่าวอ้างทางสื่อว่ามีการแลกเปลี่ยนผู้หญิงระหว่างกลุ่ม หลังการแข่งรถ ไม่เป็นจริง หรือหากมีจริงก็เป็นเพียงส่วนน้อยมาก

“ถ้าผู้หญิงไปอยู่ในสถานที่ตรงนั้น แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นพร้อมที่จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา และตัดสินใจเลือกที่จะทำแบบนั้น แต่อย่าเหมารวมผู้หญิงทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มแก๊ง” น้องผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเคยบอกไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้บริการศูนย์กิจกรรมที่ทำงานกับกลุ่มวัยรุ่นที่เที่ยวกลางคืนในเมืองเชียงใหม่ พบว่า สมาชิกที่เข้ามาใช้บริการบ้านมีการตั้งกติกาในการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องเพศสัมพันธ์ อาทิ ไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหากเขาไม่ยินยอม ไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใช้ได้ผล เพราะหากสมาชิกไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถูกเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ยอมรับเป็นสมาชิกกลุ่ม

นอกจากนั้นที่บ้านนี้ ยังมีบริการในการให้คำปรึกษา และบริการถุงยางอนามัยฟรี โดยระหว่างที่มีการเปิดบ้านทำกิจกรรม พบว่ามีเยาวชนที่เข้ามาขอคำปรึกษามาก โดยจะสอบถามเรื่อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การทำแท้ง การใช้ถุงยางอนามัย ขณะที่อัตราการให้บริการถุงยางอนามัยของวัยรุ่นถือว่ามีอัตราในการใช้ที่สูงมาก บางคนมารับถุงยางอนามัยวันละ 3-4 ชิ้น ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยของวัยรุ่นอย่างมากในปัจจุบันนี้

คำมั่น สัญญาใจ

ช่วงเวลาที่พวกเรา 10 กว่าชีวิตคุยกันนั้นอาจเป็นเวลาที่แสนสั้นแต่ข้อมูลที่ได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ที่จะคิดต่อยอดเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ไปสื่อสารต่อกับสังคมวงกว้าง

“พี่ว่า ถ้ามีตายนะ แกเอาไอ้ข้อมูลเหล่านี้ไปแจกงานศพพี่ด้วยนะ” พี่บัวแยกตัวมาพูดกับผมสองต่อสอง
“อ้าวอย่าพูดงั้นดิพี่ เดี๋ยวตายไปจริง จะทำไงล่ะ” ผมต่อว่ากลับ
“พี่ว่าข้อมูลดีๆ พวกนี้ถ้าเอากองไว้เฉยๆ ไม่มีประโยชน์แน่ๆ ก็เอาเป็นว่าแกจะเอาไปทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งพี่เป็นอะไรไป แกก็เอาข้อมูลพวกนี้ถ่ายเอกสารแจกผู้ใหญ่หรือคนที่มาในงานก็ได้นะ พี่ขอๆ” พี่บัวขอร้องผมอีกครั้ง

แล้วบอกเหตุผลต่อว่า “ข้อมูลที่พวกแกคุยบางเรื่องพี่ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่คิดว่ามันเป็นภาษาวิชาการดี ผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นพวกเราคงจะเข้าใจมัน พวกพี่พูดภาษามันเข้าใจยาก แบบที่แกทำมันอาจทำให้คนเข้าใจง่ายขึ้น”

“ผมจะพยายามนะพี่” ผมรับปากอ้อมๆ
“พี่รู้แกทำได้”
“อ้าว แล้วถ้าผมตายก่อนพี่ล่ะ”
“แกไม่ตายเร็วขนาดนั้นหรอก ฮ่าๆ จะมาแข่งกันตายทำไมว่ะ”
“งั้นเราก็ทำอะไรให้หมดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วกันนะพี่”

 

โปรดตามติดอ่านตอนต่อไป....

เพศวิถีมีชีวิต : การเปลี่ยนแปลงจากภายใน อะไรที่ท้าทายเรา?

จากที่ข้อเขียนเรื่องเพศวิถีมีชีวิตทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การวางความคิด เรื่องการเปิดใจคุยเรื่องเพศของตนเอง เรื่องความหลากหลายในรักและความสัมพันธ์ ความรักต่างเพศนิยม เรื่องกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความพยายามที่จะมาสรุปในตอนท้ายของบทความนี้ว่า หากเราจะคุยเรื่องเพศวิถีจากมุมมองภายในจากชีวิตของเรานั้น เพื่อสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวเอง อะไรที่เป็นความท้าทายที่จะนำไปสู่การจุดประกายให้แต่ละคนได้กลับมาสำรวจ ตั้งคำถาม และสร้างการเรียนรู้เรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้โดยอาศัยทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของแต่ละคน

เพศวิถีมีชีวิต : เพศวิถีของวัยรุ่นในวันที่โลกหมุนเปลี่ยน

โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์มีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ในสังคมสมัยก่อน เช่น ในภาคเหนือ การจีบสาวของคนล้านนาจะมีการค่าว (คล้ายลำตัดของภาคกลาง) ตอบโต้กันไปมา การจีบกันต้องให้เกียรติผู้หญิงเป็นคนเลือกคู่ หรือหากจะแต่งงานก็ต้องมีการใส่ผี คือการวางเงินสินสอดจากฝ่ายชายเพื่อบอกกับผีปู่ผีย่าของฝ่ายหญิงให้ทราบว่าจะคบกันแบบสามีภรรยา

เพศวิถีมีชีวิต: เคารพในความหลากหลาย รักเลือกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ความคิด ความเชื่อเรื่องเพศที่หล่อหลอมเรามาว่า ควรมีชายกับหญิงเท่านั้นที่คู่กัน สิ่งนี้เป็นความคิด ความเชื่อที่ฝังหัวเรามาตลอดจนเราไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่าทำไมเราจึงต้องรักเพศตรงข้าม และการที่เรารักเพศเดียวกันนั้นจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งไม่ได้เชียวหรือ

เพศวิถีมีชีวิต: ชีวิตทางเพศ เริ่มคุยจากตัวเอง

สำหรับชีวิตส่วนตัวแล้ว ผมเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่เติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูของแม่และพี่ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้หญิง เห็นการทำงานของผู้หญิงที่ “ศูนย์เพื่อน้องหญิง” จ.เชียงราย เห็นความเข้มแข็งในการทำงานของแม่ของพี่ๆ แต่ละคนแล้ว ทำให้ผมเห็นว่าความเป็นหญิง ความเป็นชาย แท้จริงแล้ว ทุกคนก็สามารถทำอะไรได้เหมือนกัน แต่ทว่าการเลี้ยงดูหล่อหลอมของสังคมกลับบอกว่าแบบนี้ผู้หญิงควรทำ แบบนี้ผู้ชายควรทำ

เพศวิถีมีชีวิต: การเปลี่ยนแปลงจากภายใน

เปิดใจเรียนรู้ประสบการณ์ภายในตน

ผมเริ่มต้นทำงานในประเด็นเรื่องเพศ ตอนอายุน้อยๆ จากวันนั้นมาวันนี้ ระยะเวลาหลายปี ที่อยู่บนเส้นทางนี้ได้เจออะไรหลายอย่าง ได้เรียนรู้ ประสบการณ์ทำงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทหน้าที่ใด ความรับผิดชอบแบบไหน องค์กรระดับชุมชนหรือเครือข่ายก็ตาม งานต่างๆ เหล่านี้ทำให้ได้ทำประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่นไปพร้อมๆ กัน

ผมไม่อาจเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่าเป็นคนทำงานเพศวิถี เพราะเข้าใจว่าเรื่องเพศวิถีนี้มีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และไม่อาจจะบอกได้ว่าตัวเองเป็นนักพัฒนาสังคม เพราะบ่อยครั้งก็ยังมีคำถามเกิดขึ้นมากมายกับตัวเองว่าที่ว่าเป็นนักพัฒนาสังคมนั้น แน่นอนว่าเราต้องทำประโยชน์เพื่อคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหา เผชิญกับความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า หรือแม้แต่เรื่องสื่อและโลกาภิวัตน์