หนทางอันเก่าแก่

25 September, 2007 - 08:00 -- nakolee

ดูเหมือนว่าขณะที่มุมหนึ่งหรือหลายมุมของโลกผันแปรไปในระบบระบอบของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เกิดนวัตกรรมสำหรับชีวิตมากขึ้นทุกวัน ตัวแทนหรือผู้ผลิตบอก กรอกข้อมูลเข้าไปในจิตไร้สำนึกของเราทุกวันว่า สิ่งทั้งหลายนั้นล้วนจำเป็นสำหรับชีวิต หรืออย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตเราสุขสบายขึ้น

หลายวาระที่สิ่งทั้งหลายนั้นมันไม่ได้นำพาเฉพาะความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่มันได้นำพาความยุ่งยากซับซ้อนมาด้วยเสมอ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว หรือบางครั้งเราก็เสพได้สะดวกขึ้น แต่ก็ทำให้เวลาส่วนหนึ่งหายไปจากชีวิตเรา หรือเมื่อเริ่มจากสิ่งหนึ่ง มันก็พาเราไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่ง หลายๆ สิ่ง และในที่สุดมันก็เคลื่อนไปอย่างไม่รู้จบ

หากนั่นคือส่วนหนึ่งครึ่งค่อนโลก ในยุคสมัยทั้งหมดนี้มันมีภาพในอีกมิติเคียงคู่กันมา เมื่อโทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้คนมากกว่าค่อนโลกในเวลานี้ แต่ก็ยังมีหลายผู้คนที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ เมื่อผู้คนส่วนใหญ่ของโลกติดต่อสื่อสารกันด้วยจดหมายไฟฟ้า (Email) ก็ยังมีบางคนที่ยังเขียนจดหมายใส่ซองส่งไปรษณีย์ มีผู้คนมากมายที่กินอาหารขยะ ด้วยแทบทั้งวันเขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะกินข้าว นั่นก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ตื่นมาทำอาหารเช้า และกินอย่างมีความสุข ขณะที่ผู้คนมากมายสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงเพราะยี่ห้อมันดัง แต่บางคนกลับยังมีความสุขกับการตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เองด้วยความภาคภูมิใจ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่มันมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองแล้วว่า คนในแบบไหนที่ใช้ชีวิตได้อย่างลุ่มลึกและมีความหมายมากกว่ากัน

จากทะเลผ่านทุ่งราบถึงภูเขา แผ่นดินของประเทศนี้ยาวเหยียดนับพันกิโลเมตร ถนนขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างเมือง รถยนต์หลากแบบหลายพันธุ์ผ่านทางสัญจรด้วยความเร็ว ห่างไปไม่ไกลนักถนนดินสายเล็กๆ ทอดขนานกันไป ลัดเลาะไปตามหมู่บ้าน ชายหาด แม่น้ำ ทุ่งนา กิ่วดอย บางแห่งมันอาจจะดูเงียบเหงาอยู่บ้างสำหรับคนที่คุ้นเคยกับความอึกทึก แต่หลายครั้งเราจะพบว่านั่นเป็นถนนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างยิ่งทีเดียว หากสืบสาวลึกลงไปบนถนนชนบทเหล่านี้ ศึกษาเทียบเคียงกับถนนสายใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลกันนั้น เรามักจะพบว่ามันมีความเป็นมาแบบเดียวกัน ดังว่าคราหนึ่งมันเคยเป็นทางที่สัญจรด้วยเกวียน ช้าง ม้า วัว ควาย

เมื่อมีถนนลาดยาง รถราวิ่งสะดวกขึ้น ลึกไปกว่านั้นมันเป็นทางผ่านระหว่างอารยธรรมหนึ่งไปสู่อารยธรรมหนึ่ง ขณะที่ทางขนานในชนบทที่ไม่ไกลกันนั้น มันยังคงสภาพเดิมอยู่มาก ตรงที่เคยเป็นหลุมเป็นบ่อก็ยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางที่ถูกชำแรกด้วยสายน้ำหลากก็ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ได้ ยังมีวัวควายเดินร่วมทางเดียวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์หรือจักรยาน แน่นอนว่ามันมีอะไรๆ เปลี่ยนไปมาก แต่สภาพมันก็ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพราะมันเป็นหนทางที่ติดอยู่แนบแน่นกับวิถีชีวิตของผู้คน มันเป็นหนทางที่เชื่อมระหว่างบ้านพี่ป้าน้าอาญาติพี่น้องและวัดวาดังก่อนเก่า ในขณะที่ถนนลาดยางหน้าหมู่บ้าน มันเชื่อมระหว่างเมืองกับเมือง

หลายคราวที่สัญจรผ่านหนทางอันเก่าแก่ เรามักได้เห็นแง่มุมอันเก่าแก่ของจิตวิญญาณของเรา บางครั้งที่เราพบว่าสิ่งที่วิญญาณเราโหยหาไม่ใช่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่เราโหยหาความลุ่มลึก ความมีชีวิตชีวาของชีวิต แล้วเราก็มักจะพบว่า โลกแห่งเทคโนโลยีนั้นเราไม่ต้องแสวงหามันหรอก เพราะมันจะวิ่งมาหาเราเอง ภาพอันเก่าแก่ทั้งหลายนั้นต่างหากที่มันค่อยๆ หนีห่างเราออกไป และทั้งหมดนั้นมันนำพาความหมายในจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของเราไปด้วย หากเราได้สืบค้นลงไปอย่างจริงแท้โดยไม่ลำเอียงแล้วไซร้ บางหนทางในชนบทมันจะนำพาเราไปสู่ความหมายแห่งจิตวิญญาณอันเก่าแก่และงดงาม…

โลกในอุดมคติ

ทนายจำเลย ชูรถเมล์จำลอง แล้วถามพยานโจทย์ ซึ่งก็คือ Jacky ตำรวจที่จับกุมจำเลยนั้นได้นั่นเอง  ทนายจำเลยถามว่า รู้ได้ไงว่า จำเลยคือคนกระทำผิด Jacky บอกว่า ก็เขาเป็นคนไล่จับจำเลยมา แล้วจำเลยก็หนีขึ้นรถเมล์  ทนายชูรถจำลองนั้นแล้วถามว่า เมื่อคุณมองดูรถเมล์ คุณเห็นมันทั้งคันหรือเปล่า เขาก็บอกว่า เปล่า อีกข้างหนึ่งก็มองไม่เห็น  ทลายจำเลยก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น คุณก็ไม่อาจบอกได้ว่า อีกฝั่งหนึ่งของรถเมล์เกิดอะไรขึ้น  การโต้เถียงประเด็นนี้ ทำให้ศาลพิพากษา ยกฟ้อง  แต่นี่เป็นเพียงเรื่องราวในหนังครับ วิ่งสู้ฟัดภาคแรก ของเฉินหลง  แต่เรื่องนี้ มันมีเรื่องน่าสนใจ....

พื้นที่อันอาจได้นำเสนอตัวตน

หากว่า ผืนแผ่นดินที่งดงาม สร้างคนให้งดงาม  แล้วผืนแผ่นดินที่ยากแค้นลำเค็ญเล่า จะสร้างคนมาแบบใด...ความจริงนี่ก็อาจเป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยากนัก  แต่ ความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่...นี่ก็อาจต้องมองเข้าไปในรายละเอียดมากขึ้น...กระมัง  การเดินทางครั้งหนึ่งของชีวิต  ในซากปรักหักพัง ของภัยธรรมชาติอันได้คร่าชีวิตคนไปมากมาย  ในกลิ่นของความตายและความเศร้าโศก เราได้เห็นหน่ออ่อนของต้นหญ้าที่ผุดขึ้นมา ในความชื้น ภายใต้ซากปรักหักพังนั้น

กลับ

การสูญเสีย ดูจะเป็นเงื่อนไขใหญ่ที่ทำให้คนเราตกไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “เสียศูนย์”  มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อสามีตาย ภรรยาตกอยู่ในสภาวะเสียศูนย์ถึงยี่สิบปี ก่อนจะฆ่าตัวตายตาม  นี่เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโม้ก็ไม่อาจรู้ได้  แต่ความจริงที่เห็นโดยส่วนใหญ่ ความสูญเสียก็มักเป็นเรื่องที่กระทบกับหัวใจคนอย่างรุนแรง  เช่น อกหัก  หรือ คนที่เรารักตายไป  หรือความพ่ายแพ้  ซึ่งความพ่ายแพ้นี่ก็คือการเสียฟอร์ม มันก็คือการเสียศูนย์ความเป็นตัวตนนั่นเอง

กลับ



ชีวิตหลุดลอยไปในบางวาระ           ซึ่งในสถานะแห่งมนุษย์
กับการเดินทางอันไม่สิ้นสุด            บางคราวนั้นจึงสะดุด จึงทรุดโทรม
พลาดหวังพังพ่ายสลายสิ้น
             ทั่วผืนแผ่นดินทุกข์ท่วมถั่งโถม
เสพย์สิ่งใดได้บ้างพอปลอบประโลม
เมามายโง่โงมระทมร้าว
ภาวะเช่นไรเหนี่ยวนำพา
                เมื่อความปรารถนาที่บอกกล่าว
ล้มเหลวไปในทางที่ทอดยาว
          จึงคล้ายสูญเรื่องราวไร้การพานพบ
อาจบางทีการสูญเสียสิ่งที่รัก
          เจ็บปวดนักดั่งถึงวันจบ
ละทิ้งวิ่งหนีจากสนามรบ
                ยอมสยบต่อดินฟ้าชะตามกรรม
นั่นคงเป็นปัจจัยที่ลากดึง
               หัวใจถูกตรอกตรึงกับความบอบช้ำ
คนใครหรือสิ่งใดจะน้อมนำ
            ยิ่งนานวันยิ่งถลำลึกลงไป
สูญสิ้นสูญเสีย เสียสิ้นแล้ว
            พลังชีวิตโหยแผ่วโหวงว่างไหว
มิอาจคิดการณ์กระทำอันใด
           เป็นวิญญาณที่ร้างไร้และล่องลอย
จนถึงวันหนึ่งการปรากฏ
                ของบางสิ่งใหม่สดพาปลดปล่อย
กระตุ้นเตือนเคลื่อนการรอคอย
       อาจเริ่มจากเพียงเล็กน้อยแต่ชัดเจน
นั่นคือสิ่งที่จะพาเรากลับ
                สัมผัสรับเรียนรู้และมองเห็น
ตัวตนที่หล่นหายที่กลายเป็น
           ซากชีวิตเคี่ยวเค้นลำเค็ญแค้น
กลับมา กลับมา เราได้กลับมา
         สู่หนทางปรารถนาอันหนักแน่น
มองออกไปทั่วถิ่นแผ่นดินแดน
        นั่นคือวิมานเมืองแมนโลกแสนรัก
หลุดแล้วหลุดไปอย่างไรได้
            แต่การกลับสิยิ่งใหญ่พอได้ประจักษ์
เราจะเติบโตตื่นมั่นคงขึ้นยิ่งนัก
         เรียนรู้ต่อทอถักทางชีวิต.....