ชวนไปงาน คอนเสิร์ต ถนอม ไชยวงษ์แก้ว ดนตรี กวี นักเขียน


เก็บดอกไม้สีขาวแล้วไปฟังดนตรีกันค่ะ

ใครมาเชียงใหม่ช่วงนี้ มีดอกไม้สีขาวบานรับ เช่น ดอกปีบ มองขึ้นไปออกดอกพราวเต็มต้น สวยงาม หอม ชวนเด็ก ๆ ไปเก็บดอกปีบที่ร่วงอยู่ตามพื้นมาร้อยมาลัยเล่น

ปีบเป็นต้นไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดียิ่ง เรียกว่าแทบไม่ต้องดูแลกันเลยทีเดียว ต้นไม้แกร่งแต่ให้ดอกขาวสวยบอบบางและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เดินไปที่ไหนทั่วเชียงใหม่ก็พบดอกปีบได้ไม่ยากค่ะ

คราวนี้ ก็มาถึงฟังดนตรีค่ะ ดนตรีในเมืองเชียงใหม่ก็มีฟังทุกแห่งเหมือนกันค่ะ เรียกว่าหาฟังกันไม่ยาก เพราะนักดนตรีในเมืองเชียงใหม่มีเยอะ ไม่ต้องจ่ายเงินก็ฟังได้ เรียกว่ามีดนตรีฟรีอยู่ทั่วไป

ครั้งนี้จะแนะนำงานคอนเสิร์ตที่ร้านสุดสะแนนค่ะ เป็นฟรีคอนเสิร์ตรับหนาว ชื่อว่า คอนเสิร์ตร้อยกวีเหมือนดังดอกหญ้า ถนอม ไชยวงษ์แก้ว ดนตรี กวี นักเขียน

ทำไมถึงต้องเป็นร้อยกวี ก็เพราะที่นี่มีกวีเยอะอีกนั่นแหละค่ะ และคุณถนอม ไชยวงษ์แก้ว ก็เป็นกวีคนหนึ่ง เหมือนดังดอกหญ้า เป็นชื่อหนังสือบทกวีของเขาเล่มหนึ่ง ในงานนี้นอกจากจะมีดนตรีแล้วจึงมีการอ่านบทกวีประกอบดนตรีโดยหญิงสาวอีกเก้าคน

ถ้าถามว่าคุณถนอม ไชยวงษ์แก้วเป็นใคร ตอบสั้น ๆ ก็คือว่า เป็นคนเชียงใหม่โดยแท้ เกิดและโตที่นี่ เรียกว่าคนเมือง (คนเหนือแท้ ๆ เขาเรียกคนเมืองค่ะ) บ้านเขาอยู่ที่บ้านทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง

เขาเป็นนักดนตรี และเป็นกวี นักเขียน มีงานของเขาที่พอหาอ่านได้อยู่ในเว็บไซต์ประชาไทดอทคอม ชื่อคอลัมน์ เรื่องเล่าเล็ก ๆ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว ซึ่งก็เปิดได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะเป็นเว็บไซต์ที่รัฐบาลปิด ๆ เปิด ๆ อยู่ในปี พ.ศ.2553 นี้ดังนั้นผู้อ่านจะต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะเข้าไปอ่าน

แต่ถ้าเร็ว ๆ นี้ก็หาอ่านได้ในกุลสตรีฉบับปักษ์หลังพฤศจิกายนนี้ค่ะ ในคอลัมน์ นักเขียนรับเชิญค่ะ
ส่วนงานคอนเสิร์ตนี้เกิดขึ้นโดยนักดนตรีในเมืองเชียงใหม่กลุ่มหนึ่งจัดขึ้นมา

มาดูกันค่ะว่า ถ้าไปงานนี้แล้วดูได้ชมได้ฟังอะไรกันบ้าง

ผู้ที่มาชมมาฟังคอนเสิร์ตนอกจากจะได้ฟังเพลงรัก ๆ เบา ๆ ของคุณถนอม และผองเพื่อน ในสองชั่วโมงแล้ว ยังได้ฟังการร่ายบทกวีของหญิงสาว และดูละครเวทีจากบทกวีเรื่อง ลำนำเถื่อนแห่งโจรป่า


จากนั้นก็ฟังดนตรีจากนักดนตรีในเมืองเชียงใหม่อีกหลายคนค่ะ เช่น วงสุดสะแนน วงเพื่อนเก่า สุวิชานนท์ เป็นต้น (ซึ่งหมายความว่า มีอีกมากมาย) ยังไม่หมดค่ะ มีนิทรรศการภาพถ่ายของ ชวด สุดสะแนนด้วยค่ะ
 
และหนาว ๆ เช่นนี้ ฮวก สุดสะแนนซึ่งเป็นเจ้าของร้าน เชิญก๋วยเตี๋ยวพี่แหววมาให้กินกันคลายหนาวด้วยค่ะ ก๋วยเตี๋ยวพี่แหววนี้ไม่มีขายนะคะ จึงได้ชื่อว่าเชิญมา ขอบอกว่าอร่อยมาก นอกจากนั้นยังมีคั่วกลิ้ง น้ำพริกมะขามแบบบ้านกลาย และขนมจีน แกงพุงปลา จากกานดนตรี

มาพบกันพร้อมกับเสื้อกันหนาวนะคะ

งานมีในวันที่ 12 พย.นี้ ตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไปค่ะ ร้านสุดสะแนนอยู่ที่ ถ.ห้วยแก้ว เชียงใหม่ โทร 089 850 5025


งานบทกวีที่จะอ่านกันในงาน

ไผ่ 
อ่านโดย บุศกร

ไผ่ลำที่เธอแลเห็นเด่นกว่าเพื่อน
สูงส่งราวจะสาวเดือนเฟือนฟ้าฝัน
ในหมู่กอที่เบียดเสียดสีกัน

แท้จริงนั้นมิใช่ลำสูงล้ำเลย

ที่แลเห็นเป็นลำอันสูงส่ง
เพราะลำต้น ยังตรง คงผ่าเผย
เพราะยังต่ำยังแข็งทื่อยังยื้อเย้ย
สูงในต่ำกล้ำเกยล้ำเลยกอ
 
เป็นเพียงภาพลวงตาผู้ไม่รู้จัก
หลงทายทักภาพที่เห็นนั้นเป็นต่อ
แต่กับผู้รู้จักไผ่มาเพียงพอ
กลับเห็นลำโค้งงอนั้นสูงกว่า
 
สูงกว่าและสูงจริงยิ่งกว่าแท้
จึงหนักแปล้ทุกข้อลำสูงค้ำฟ้า
จึงอ่อนโค้งปลายกิ่งก้านลงมา
คารวะตาแผ่นดินผู้มารดร
 
เช่นบางคนที่เราเห็นเด่นตรงหน้า
ทำเก่งกล้าส่งเสียงดังเที่ยวสั่งสอน
คอยตำหนิติเตียนเวียนลิดรอน
ข่มคนอ่อนคนเขลามาคารวะตน
 
คนเช่นนี้เหมือนไผ่กำลังโต
ยืนเด่โด่อวดอัตตาข้าเลิศล้น
ไม่รู้จักอ่อนน้อมยอมรับคน
เที่ยวบ้าบ่นแสดงฤทธิ์อันนิดน้อย
 
ต่างจากคนที่เขาเข้มจนเต็มที่
คอยหลีกลี้อวดอ้างตนเกินคนสอย
โค้งให้คนแม้จะดำแสนต่ำต้อย
พูดค่อยค่อยแต่เป็นเพชรทุกเม็ดคำ.

***********

ความตายของต้นฉำฉา 
อ่านโดย เจนนี่ เล่นเตน่าโดย ชิ

โอ้ต้นไม้ฉำฉาที่ข้ารัก
เนินนานนัก...กว่าเจ้าจะเติบใหญ่
แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มใบ
ก็นับได้เกินกว่าครึ่งอายุคน
 
ฉันเคยพบเคยเห็นเจ้าจนชินตา
ด้วยเกิดมาก็พบเจ้าริมแห่งหน
ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่เต็มตัวตน
บนทางหลวงที่ทอดตัวยาวเหยียดมา
 
จากในเมืองมาสู่บ้านชนบท
คดโค้งไปจรดเขตชายแดนพม่า
เจ้าคือความงามอันร่มรื่นนัยน์ตา
แด่...ผู้สัญจรไปมาบนเส้นทาง
 
ไม่นึกไม่ฝันไม่เคยคาดคิด
ชีวิตเจ้าจะถูกทำลายทิ้งขว้าง
ล้มลงย่อยยับอับปาง
ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายวันนี้
 
ด้วยเลื่อยไฟฟ้าการทางหลวงแผ่นดิน
ชีวิตซึ่งมิอาจดิ้นรนถอยหนี
ด้วยเวลาไม่ถึงสิบนาที
ก็มีอันเป็นไปอย่างง่ายดาย
 
ด้วยเหตุที่เจ้าเกิดมาเกะกะ
ริมทางที่หลวงท่านจะขยาย
เจ้าจึงต้องถูกโค่นล้มทำลาย
ล้มลงนอนตาย ณ ที่แห่งนั้น
 
ภายในรถโดยสารที่หยุดชะงัก
เพื่อรอคนชักศพที่หักสะบั้น
ขวางทางจราจรที่เบียดเสียดกัน
ฉันได้แต่นั่งกล่าวคำภาวนา
 
ชาติหน้ามีจริง...ถ้าเจ้าได้เกิดใหม่
ขอให้เจ้าผู้สิ้นใจนอนลงตรงหน้า
เจ้าผู้จากไปตำหูตำตา
อย่าเกิดมาอยู่ข้างทางหลวงอีกเลย.
 
********

กองทัพฝน 
อ่านโดย อาจารย์นก

ฝนห่าแรกแตกจากฟ้ามาคึกคึก
ควบม้าศึกจากสวรรค์อันผยอง
กรีฑาทัพโหมฮึกคึกคะนอง
โลดลำพองมุ่งหน้ามาสู่ดิน
 
ผาดโผนลงจากเมฆดำมืดก่ำฟ้า
โลดลิ่วมาเป็นทิวแถวทุกฐานถิ่น
บุกไล่ล่าโหดหินแห้งแล้งทมิฬ
บนแผ่นดินร้อนระอุดังคุไฟ
 
กองทัพหนึ่งกระชากมีดกรีดขุนเขา
เชือดความเศร้าหดหู่ทุกหมู่ไม้
ลงสู่หุบห้วยแห้งแห่งภูไพร
ถะถั่งไหลหัวเราะร่าทุกป่าภู
 
กองทัพหนึ่งแทงทวนสู่ท้องทุ่ง
ผาดแผลงพุ่งมาเป็นสายเส้นสาดซู่
ทิ่มแทงรอยแตกระแหงทุกร้าวรู
ขับข่มขู่ความขมขื่นทุกผืนนา
 
กองทัพหนึ่งเงือดเงื้อดาบคมวาบวับ
ฟันเฉียบฉับทุกขื่นเข็ญหมู่เส้นหญ้า
ซังกระตายแห้งระโหยจะโรยรา
ระเริงร่าทุกยอดใบระบำบรรพ์
 
วันพรุ่งนี้โลกจะใส่เสื้อสีเขียว
ขมคมเคียวจะหวานหวามงามเฉิดฉัน
หลังจากกองทัพฝนได้ฟาดฟัน
ศัตรูอันโหดหินแผ่นดินแล้ง
 
ฉันจะเดินไปตามทางในป่าแพะ
ฉันจะแวะดูแมกไม้ทุกหนแห่ง
ฉันจะเก็บดอกไม้ป่าสีแดง
มาตกแต่งหัวใจฝันอันอ้างว้าง.
 
 

*****************

เป็นอย่างที่เธอเป็น 
อ่านโดย ชามา สุธาทิพย์ โมราลาย

เป็นอย่างที่เธอเป็นเช่นนั้นแหละ
ไม่ต้องแตะ...แต้มแต่งแสร้งเสกสรร
เป็นอย่างที่เธอเป็นเช่นทุกวัน
ไม่ต้องปั้นเปลี่ยนสีหน้าท่าทางใด
 
พูดอย่างที่เธอพูดอย่างนั้นแหละ
ไม่ต้องแตะแต่งถ้อยร้อยคำใหม่
พูดสั้น-สั้น กลั่นออกมาจากหัวใจ
เหมือนเคยใช้ทุกวันนั้นดียิ่ง
 
คิดอย่างที่เธอคิดอย่างนั้นแหละ
ไม่ต้องแตะแต่งจริตคิดเพริศพริ้ง
คิดอย่างที่เธอรู้สึกนึกคิดจริง
กับทุกสิ่งในระบอบ รอบ-รอบกาย
 
อยู่อย่างที่เธออยู่อย่างนั้นแหละ
ไม่ต้องแตะแต่งสามัญอันเรียบง่าย
ด้วยแสงสีจัดจ้าจนพร่าพราย
จนความอาย ไม่มี-ที่ซ่อนหน้า
 
เป็นอย่างที่เธอเป็นเช่นนั้นเถิด
อย่าเตลิดหลงใหลไปไขว่คว้า
เป็นอะไรที่เป็นอื่นฝืนอัตตา
สูงเทียมฟ้า ยิ่งดูชั่ว-ใช่ตัวเรา
 
งดงามแล้ว ควรเพียงพอ-อย่าต่อเติม
ไปสร้างเสริมแนวทางเอาอย่างเขา
เป็นชาวดินงามตามถิ่น-ดินกล่อมเกลา
ถึงงาม เศร้า แต่ก็มีศักดิ์ศรีดิน
 
รักอย่างที่เธอเป็นเช่นนี้แหละ
ไม่ต้องแตะแต้มแต่งให้ใครถวิล
รักอย่างที่เธอเป็นมาเป็นอาจิณ
รักในวิญญาณซื่อใสในตัวเธอ.
 
*****************

ท่าที่อีเดือนมันกระโดดลงไป 
อ่านโดย กบ

พี่จ๋า
ท่าเจ้าพระยาที่มืดตรงนั้น
ท่าที่เราวิ่งหนีไปหลบซ่อนกัน
ท่าที่อีเดือนมันกระโดดลงไป
 
เป็นท่าที่เขากำลังก่อสร้าง
บางสิ่งบางอย่างในแม่น้ำสายใหญ่
อีเดือนก็รู้...แต่มันคงตกใจ
จนลืมตัวไปหมดสิ้นทุกอย่าง
 
คืนที่ตำรวจมากันมากมาย
มาบุกทลายซ่องที่เราขายร่าง 
หนูขึ้นห้องได้ครึ่งครึ่งกลางกลาง
ก็ต้องรีบกระโดดหน้าต่างออกมา
 
วิ่งกุมผ้าถุงไปกับใครต่อใคร
เห็นอีเดือนวิ่งไวไวนำหน้า
จนถึงท่าตรงนั้นของเจ้าพระยา
ใครต่อใครต่างพากันหยุดวิ่งหนี
 
มีแต่อีเดือนคนเดียวเท่านั้น
มันไม่ยอมหยุดมันจึงถึงที่
ตรงที่เขาปักเหล็กเส้นอย่างดี
ทันทีที่มันกระโดดลงไป
 
มันร้องเจ็บปวดโหยหวนกึกก้อง
เมื่อตกถึงท้องแม่น้ำสายใหญ่
ก่อนจะค่อยค่อยเงียบงันสิ้นใจ
โดยไม่มีใครกล้าลงไปแตะต้อง
 
รุ่งเช้าเราจึงได้เห็นศพมัน
ถูกเหล็กเส้นอันหนึ่งเสียบท้อง
ทะลุหลังเกือบวาน่าขนลุกพอง
เลือดแดงเนืองนองเต็มท่าน้ำที่ตาย
 
หนูสงสารมันจังเลยพี่
อุตส่าห์หนีบ้านนาเอาตัวมาขาย
ได้เงินยังไม่พอไปซื้อควาย
ให้พ่อที่เชียงรายไว้ไถนา
 
ก็ต้องมาตายเพราะวิ่งหนีตำรวจ
ที่วิ่งไล่กวดเราเหมือนหมูหมา
หนูอยู่อีกเดือนจึงตัดใจลา
จากกรุงเทพฯมาหาเงินที่นี่
 
ขอบคุณพี่ที่ให้เงินพิเศษใช้
วันหลังอย่าลืมมาเที่ยวใหม่นะพี่
ถ้าพี่สนใจชีวิตโสเภณี
หนูยังมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกเยอะ

*****************


ระบบ 
อ่านโดย เพ็ญ ภัคตะ

ในสังคมการแก่งแย่งและแข่งขัน
เราเป็นมิตรสหายกันนั้นจริงหรือ
บนลู่ลานการขันแข่งเพื่อแย่งยื้อ
เราจับมือกันแค่มือหรือมิใช่
 
เช่นเดียวกันกับคำพร่ำบอกรัก
สงสัยนักรักนี้เป็นไฉน
มีหรือรักหล่นจากปากออกจากใจ
ในสังคมการเฉือนเชือดอย่างเลือดเย็น
 
ในระบบแบบผลไม้เน่า
ณ ที่เราเป็นส่วนหนึ่งซึ่งเน่าเหม็น
มิอาจหนีมิอาจปลีกหลีกละเว้น
เราเพียงเล่นละครกันเพื่อ-ตบตา
 
เพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งให้ถึงที่
เพื่อจักมีเพียงตัวกูคู่ดินฟ้า
เหนือมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา
เป็นเทวาอยู่บนยอดพีระมิด
 
ฤามิใช่ธาตุแท้ของสังคม
ที่สั่งสมวิญญาณดำอำมหิต
ตกผลึกความรู้สึกความนึกคิด
เป็นชีวิตไร้คุณค่าน่าชิงชัง
 
เป็นชีวิตที่ละม้ายคล้ายคลึงสัตว์
ที่ขบกัดเข่นฆ่ากันบ้าคลั่ง
ยามแย่งกันชิงก้อนเนื้อเพื่อชีพยัง
เพียงลำพังสัตว์ตัวหนึ่งซึ่งชนะ
 
คือระบบสังคมเน่าที่เราอยู่
หล่อหลอมผู้คนทุเรศเหมือนเศษขยะ
ล่มสลายทุกคุณค่าทุกสาระ
แม้ศาสนะก็วิปริตถูกบิดเบือน
 
ไม่เป็นไรหนีอย่างไรก็ไม่พ้น
ต้องอดทนทุกวงแวดความแปดเปื้อน
รอผลไม้เน่าเฟะเละลงเกลื่อน
วันปีเดือนผลิผลงามจักตามมา.
 
*****************

ไฟชีวิต 
อ่านโดย นาย มาลานชา

รักรักฉันมีความรัก
ด้วยแจ้งประจักษ์คุณค่า
ความรักคืออมฤตา
ชุบชูชีวาสดใหม่
 
หวังหวังฉันมีความหวัง
ทุกครั้งยามล้มเหลวไหล
ความหวังคือพลังใจ
ฉุดล้มลุกได้ทุกที
 
ฝันฝันฉันมีความฝัน
แม้ยามชีพฉันป่นปี้
ความฝันคือสิทธิ์เสรี
อย่างถึงที่สุดของชีวิต
 
ความรักความหวังความฝัน
คือดวงไฟอันศักดิ์สิทธิ์
ให้ความอุ่นเอื้อเชื้อชิด
ชีพอันน้อยนิดบอบบาง
 
ยามระหกระเหินไป
เผชิญพาลภัยโลกกว้าง
ทุกข์สุขอยู่ในท่ามกลาง
ทางที่จบด้วยความตาย
 
รักรักฉันรักฉันหวัง
แม้ไม่จีรังดั่งหมาย
ฝันฝันฉันฝันเพริศพราย
เพื่อทรงกายอยู่สู้โลก.
 
*****************

โอ้ ชีวิต 
อ่านโดย เจี๊ยบ อรวรรณ ชมพู

โอ้ ชีวิตคิดไปไร้สาระ
เห็นสัจจะรูปรอยการคล้อยเคลื่อน
แห่งชีวิต แห่งวิถี แห่งปีเดือน
มันไหลเลื่อนเป็นวงวัฏสัมพัทธ์กัน
 
อยู่ในโลกทำความดีมีคุณค่า
บางเวลา ก็ขืนขัดอึดอัดอั้น
กับความดี ที่น่าเบื่อในบางวัน
ต้องอดกลั้นอดอยากต้องตรากตรำ
 
อยากจะทำความชั่วก็กลับบาป
กลัวถูกสาปถูกเสียบถูกเหยียบย่ำ
แต่ความชั่วบางอย่างช่างงามล้ำ
จึงแอบทำบ้างด้วยรักสมัครใจ
 
ความเป็นคนของเราก็เท่านี้
ทำดีมั่งชั่วมั่งสั่งสมไว้
เมื่อถึงคราวบุญบาปมาคาบไป
ต้องชดใช้ตามราคาค่าเวรกรรรม.
 
*****************

ถนนสายรุ้ง 
อ่านโดย ศิริงาม ถิงถิง

แม่จ๋าเย็นนี้
ฉันขี่รถศพไปสู่ทุ่งหญ้า
แบกอวนตาเล็กไปช้อนกุ้งปลา
กับรูปศพมายาของความนิยม
 
ลงคลองทุ่งหญ้าน้ำลึกรังสิต
ฉันปิดทางเดินสัตว์น้ำด้วยเส้นผม
ลากอวนกลางแสงแดดสายลม
ถอดเครื่องนุ่งห่มมัดเป็นธงทิว
 
เปลวแสงแดดอ่อนลูบไล้ผิวเนื้อ
เม็ดน้ำเหงื่อต้องแก้มเป็นริ้ว
สายลมเย็นพัดกระหน่ำทุ่งหญ้าปลิว
คลื่นน้ำไหวพลิ้วกล่อมคนหาปลา
 
ความฝันของฉันบนก้อนเมฆ
ฉันเสกก้อนหนึ่งเป็นนางฟ้า
ก้อนสองเป็นสายฝนโลมโลกา
ก้อนสามคือปรารถนาสีดำ
 
กอบกำปลากุ้งลงใส่หม้อข้าว
ฉันร้อนฉันหนาวด้วยความดื่มด่ำ
ไม่ตกเป็นทาสของการกระทำ
ดวงใจมิชอกช้ำอยู่ใต้กฎเกณฑ์
 
ฉันเก็บผักบุ้งหอบสู่อ้อมแขน
แทนช่อดอกไม้ที่ใครอยากเห็น
ฉันถอดรองเท้าเหยียบความเยียบเย็น
เล่นขว้างดอกหญ้าสู่แสงตะวัน
 
ฉันกำลังเดินอยู่กลางท้องทุ่ง
ถนนสายรุ้งแห่งความฝัน
แหวกยุคสมัยทาสกันและกัน
วันที่ดวงจันทร์ถูกประทับตรา
 
แม่จ๋าเย็นนี้
ฉันขี่รถศพกลับจากทุ่งหญ้า
แบกอวนตาเล็กหอบผักหอบปลา
กับรูปศพมายาเครื่องมือทดลอง
 
แม่จ๋า
ฉันพารถศพเก็บไว้ในห้อง
กินผักบุ้งกุ้งปลาอาหารเนื้อทอง
เป็นเจ้าของความสุขชั่วนิรันดร.
 
*****************

อีกสองบทสำรองไว้ค่ะ

เหมือนดังดอกหญ้า

 
ยามไร้
เราเดินเดียวดายไปตามถนน
ก้มหน้าเดินไปประสาจน
หาคนสักคนเป็นเพื่อนไม่มี
 
เห็นแต่ดอกหญ้าซึมเซา
ผลิบานหงอยเหงาอยู่ริมวิถี
ไม่เคยมองก็ต้องมองยามนี้
เออ ดอกหญ้าก็สวยดีนี่นา
 
ก้มเด็ดดอกหนึ่งขึ้นมาเชยชม
หอมบ่หอมดอมดมดั่งบ้า
ถือไปเดินไปเหมือนคนไร้ราคา
เหมือนดั่งดอกหญ้าในมือของเรา
 
สมค่าควรกันในยามยากไร้
ยามย่างก้าวไปบนทางสายเศร้า
ก้าวไปเดินไปหมองไปกับเงา
เวิ้งว้างว่างเปล่าจุดหมายปลายทาง.
 
*****************

ผู้บินแหวกว่ายอยู่ในค่ำคืน

 
บินมาจากไหนนะหิ่งห้อย
บินล่องลอยเข้ามาในห้องฉัน
ห้องที่มีแต่ความมืดความเงียบงัน
คืนที่ได้แต่นอนฝันอยู่เดียวดาย
 
กระพริบแสงสีเขียววอมแวม
แตะแต้มความมืดแตกสลาย
ทุกซอกมุมที่เจ้ากรีดกราย
บินแหวกว่ายวนเวียนไปมา
 
หิ่งห้อยเอย...ถ้าเจ้าแสวงหาความรัก
คืนนี้เจ้าก็จักพบรักก่อนข้า
คืนนี้เจ้าแสวงหาภูมิปัญญา
เจ้าก็จะได้มันมาก่อนใครใคร
 
คืนแสงไฟ...ทุกบ้านช่องมืดดับ
ดวงจันทร์ล่วงลับลงจากยอดไม้
ดวงดาวหรุบหรู่อยู่ไกลแสนไกล
ทิ้งฉันบอดใบ้สิ้นไร้ค่าคน
 
สมมุติว่าความรัก...อยู่ในกอหญ้า
ข้างข้างชายคากระท่อมหมองหม่น
แม้นปรารถนาก็คงอับจน
ด้วยไร้แสงแห่งตนส่องหาความรัก
 
ภูมิปัญญาก็อยู่ในหนังสือ 
ถึงอยู่ใกล้มือก็สุดแจ้งประจักษ์
ด้วยถ้อยคำทุกถ้อยร้อยวรรค
ต่างก็พำนักอยู่ในความมืดดำ
 
ไปแล้วหรือ...หิ่งห้อยพร้อยพราย
ผู้บินแหวกว่ายอยู่ในคืนค่ำ
โดยไม่ต้องอาศัยผู้ใดนำ
แม้ในเถื่อนถ้ำที่มืดทมิฬ
 
นอนหลับเสียเถิดคนบอดใบ้
เพียงแสงไฟฟ้าวูบวับดับสิ้น
เจ้าก็ได้แต่นอนถอนใจรวยริน 
ดูหิ่งห้อยโบยบินมาและจากไป
 
จากไปในความมืด
ความมืดอันยืดยาวและกว้างใหญ่
มันโบยบินออกไปผจญภัย
ด้วยแสงในตัวเองอย่างทระนง.
 
 
 

 

ความเห็น

Submitted by น้ำลัด on

ที่บ้านผมก็ปลูกปีบไว้หลายต้น
ช่วงนี้กำลังออกดอก...กลิ่นหอมอ่อนๆของมันทำให้สดชื่นใจนัก

ผมไม่อยากเรียกมันว่า "ปีบ" เลย
อยากจะเรียกมันว่า "กาสลอง" มากกว่า

ผมยังมี "กาสลองคำ" อีกสองสามต้น
มีทั้งแบบออกดอกตามลำต้น
และแบบออกดอกที่ปลายกิ่ง
สีสันสวยงามแต่ไร้กลิ่น

มินิคอนเสิร์ตของคุณถนอมนั้นน่าสนใจ
แต่ผมอยู่ไกลคงไม่มีโอกาสได้ชม

แพร จารุ: มีไฟย่อมมีควัน

บทความที่พยายามนำพาผู้อ่านฝ่าม่านมายาคติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรป่าไม้ด้วยการป้องกันไฟป่าสู่รูปแบบการจัดการแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพด้วยการ"ชิงเผา"
 

ปรากฏการณ์มิดะ เพลงต้องห้ามและสิบปี จรัล มโนเพ็ชร

บน ฟ้า มี เมฆ ลอย บน ดอย มี เมฆ บัง
มี สาว งาม ชื่อ ดัง อยู่ หลัง แดน ดง ป่า
 
 
เนื้อเพลงมิดะค่ะ สองบรรทัด....เพราะเหลือเกิน และเข้าไปอยู่ในหัวใจใครต่อใครได้ไม่ยาก บนฟ้ามีเมฆลอยบนดอยมีเมฆบัง ฟังเพียงแค่นี้ก็จินตนาการได้กว้างไกล หัวใจก็ลอยไปถึงไหน ๆ แล้ว
 

ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน

 ฉันเชื่อว่า หากคนเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทุกอย่างก็จะดีได้ไปกว่าครึ่ง

บางคนบอกว่า ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน เช่น เรื่องทัศนคติที่มีต่อคนอื่น และตัดสินอย่างช้า ๆ
 
สามีของฉันบอกว่า จงรวดเร็วในการฟัง แต่จงเชื่องช้าในการตอบ คือให้ความสำคัญในการฟังมากๆ ก่อนจะตอบจึงจะดี จริงของเขาเพราะเดี๋ยวนี้มีแต่คนพูดและพูด แต่ไม่ค่อยฟังคนอื่น

ฉันเอาเรื่องนี้มาเขียนเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากไปสังเกตการณ์เขาพูดคุยทบทวนประสบการณ์การทำงานกันของโครงการ (CHAMPION/MSM) และสมาคมฟ้าสีรุ้ง