Skip to main content

 

 
 
        @   ใ น ห้ ว ง ฤ ดู ฝ น   บ่ายวันนี้    ณ   “  บ้าน  -    ร้าน สุดสะแนนผับ  ท้องฟ้าครื้มเมฆ  ใบไม้ไม่ พลิกพลิ้ว  ผีเสื้อ แมงปอ ยังคงเริงรำร่อน  ดูดดื่มเกสรดอกไม้ …  ไก่แจ้บางตัว คุ้ยเขี่ยหาอาหาร   แม่ไก่ที่นี่ มีอยู่ สาม สี่ คอก  งดงามนัก  …  ผีเสื้อสีน้ำเงินบินมาเกาะที่แก้วน้ำฉัน   ฉัน  นั่งอยู่ใต้ร่มไม้มะม่วงอันร่มรื่น     มดแดงใต่ขึ้นมาเกาะที่แขนฉัน    ฉันค่อยๆ จับเขาไปปล่อยเกาะที่ต้นมะม่วง
 
-        - -  จำบทกลอนดอกสร้อยนี้ได้ไหม?  ในสมัยที่รุ่นเราเรียนชั้นมัธยมต้นรุ่นยุค ซิกซ์ตี้  
          “    ก    เ อ๋ย  ก   ไก่     … เลี้ยงลูกจนใหญ่ ไม่มีนมให้ลูกกิน    ลูกร้อง  เจ๊ยบ   เจ๊ยบ    แม่ก็คุ้ยเขี่ยให้ลูกกิน    …  ทำมาหากิน ตามประสา ไก่ เอย  ”    ลูกไก่แจ้ตัวกระจิดริดเพิ่งเกิดใหม่  ร้อง  เจี๊ยบ    เจี๊ยบ…  แม่ไก่ก็ คุ้ยเขี่ยดินหญ้า ให้ลูกกิน   ภาพดูงดงามน่ารักมาก … ในขณะที่ บนต้นไม้ นกน้อยๆยังคงร้องเพลงให้เราฟัง
 
                           . . .  อีก มุมหนึ่ง ณ  ใต้ ร่มไม้มะปรางค์   “ ครู ตุ๊กตา ” (  เพื่อนชีวิตของ “อ้ายฮวก – สุดสะแนน ”   หรือ  “ อรุณรุ่ง   สัตย์สวี ”   กวี ศิลปิน  นักเขียน คนเพลง ฯลฯ )     ครู ตุ๊ก กำลังสอนศิลปะให้เด็กน้อย ลูกของพี่ๆ  …
 
                          - - -   หนู “ วาดฟ้า ”    ลูกสาวของ  “ พี่จิ๋ว ”  ( “ วรา     ลักษณา ”   …  นามปากกาของเธอ)   และของ อ้าย “ เหี่ยว   …  เดโช     ชัยทัพ ” Key   Man   ใหญ่ อีกคนหนึ่งแห่งองค์กร พัฒนา เอกชนภาคเหนือ 
 
                         - - -   หนู  “ ใบพลู ”   ลูกสาวของ อ้าย “ พัฒน์ ”    ศิลปิน นักดนตรีรุ่นกลางเก๋า แห่ง วงดนตรีสุดสะแนน 
 
                          - - -   หนู  “ ปราง ”     ลูกสาวของ “แม่ฝน ”
                        - - -   หนู “  มายา ”  ลูกสาวของ “  อ้ายน้อย … อัคนี   มูลเมฆ ”  และ  “น้องแดง ”  ภริยา   แต่วันนี้หนู “มายา”  ไม่ได้มาเพราะป่วย … “  อ้าย น้อย   อัคนี   มูลเมฆ ”  เป็นกวี  นักคิด  นักเขียน   นักกิจกรรมทางสังคม  และเป็นนักแปล  เขาเคยแปล หนังสือที่เขียนถึง  “ บ๊อบ    มาเล่ย์  ”   ราชาเพลง จังหวะเรกเก้อันโด่งดังที่ได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว  อ้ายน้อยตั้งชื่อหนังสือที่แปลว่า  “ บ๊อบ  มาเล่ย์  ศาสดาขบถ ”  เป็นหนังสือขายดีสำหรับคอ เรกเก้ ( ฉันมักจะ ดัดแปลงชื่อคน  หรือชื่อต่างๆ เล่นๆ   เสมอ เวลา พวกเรานั่งร่วมวงไพบูลย์  ยามด่ำดื่มน้ำมังสะวิรัติสนุกสนานกัน   ฉัน แหย่ชื่อหนังสือแปลของอ้ายน้อย ว่า “   บ๊อบ  เมาเละ    สาดโซดา สบถ  ”  ก็หัวเราะครื้นเครงกัน )… เป็นที่น่าสังเกตว่า  ชื่อของ ลูกสาว ลูกชาย  ของ กวี  ศิลปิน นักคิด นักเขียน และ ฯลฯ  มักจะตั้งชื่อลูกสวยๆงามๆ มีความหมายในตัว   …   ส่วน ฉัน เมื่อเมียตั้งท้อง ฉัน ตั้งชื่อล่วงหน้า ไว้ในใจแล้ว  ว่าถ้าลูกเกิดมาเป็นผู้ชาย จะตั้งชื่อว่า “ตะวันแดง ”  ช่วงนั้น  เป็นสหายในเมืองทำงานเคลื่อนไหวใน    “  เขตขาว ”    ในเมือง (คนที่เคลื่อนไหวในป่า เขาเรียกว่า  “เขตแดง ” )  เรียกได้ว่า เป็นประเภท  … ของขึ้น   แดงแจ๋  …  ว่างั้นเถอะ ประเภทว่า  พวกเรา  “ เดินทางภายใต้ดวงตะวันสีแดง ”  จากชื่อบทเพลงในเขตป่าเขา …แต่พอ ลูกเกิดมาเป็น ผู้หญิง  ก็เลย ตั้งชื่อลูกว่า   “  ทานตะวัน ”  หมายถึงดอกทานตะวัน  ที่ เบ่งบานรับแสงตะวันอันเจิดจ้า…  และตั้งชื่อเล่นให้ลูกสาวเป็นคำเมือง คำล้านนาอิสระ ว่า  “ ตาน ”  หมายถึงการทำทาน ทำบุญทำทาน  อยากให้ลูกเป็นคนใจบุญสุนทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น ฯลฯ
 
          - - -   ในอีกเรื่องหนึ่ง    เรื่องตั้งชื่อลูกนั้น  …     ฉัน ตั้งชื่อไปเลย  ไม่ มากเรื่อง ตั้งชื่อตามที่ตัวเอง ต้องการ ฉันไม่ไปขอให้พระตั้งชื่อให้ ไม่ดูชื่อตัวอักษรที่เขาว่าเป็นกาลกิณี ที่ต้องตั้งชื่อให้สมพงษ์กับวัน เดือน ปี เกิด   ฉันไม่ถือ ไม่เชื่อในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ดูแคลนคนที่เชื่อในเรื่องนี้ ถือว่าเป็นสิทธิของปัจเจกชนที่เราต้องเคารพ   …  ลูกเรา ตอนเป็นเด็กเล็ก ย่อมมีการเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย เรื่อง ทอนซิลอักเสบเนี่ย  เป็นบ่อยทีเดียว ต้องพาไปหาหมอ หรือลูกไข้เล็กๆน้อยๆก็พาไปหาหมอลูกเดียว  คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หัดเลี้ยงดูนี่  ทั้งๆที่ต้องให้ลูกกินน้ำบ่อยๆ   ให้ความอบอุ่นร่างกาย  ไปหาหมอคุณหมอก็ให้ยามากินนั่นแหละ จนลูกแพ้ยา  ลูกชัก  ฉันก็พาไปโรงพยาบาล  หมอก็ให้ฝ่ายเช็คสมองเช็ค เจ้าหน้าที่เช็ค เห็นกร๊าฟวิ่งขึ้นลง ขึ้นลง ก็สรุปว่า ลูกฉันเป็นลมบ้าหมู  ที่แท้ลูกแพ้ยานั่นเอง กรรมเวรของพวกมือใหม่หัดขับ
 
                 . . . เอาอีกเรื่องหนึ่ง  ลูกไม่สบายบ่อย  ร้องไห้ทุกคืน   แม่อุ๊ย (ยาย) ของฉัน ท่านรักเป็นห่วง   ท่านก็ให้   น้าของท่าน มา ทำการแกว่งข้าวให้ลูก จุดเทียน พึมพำ แกว่งข้าวเหนียวที่ผูกด้ายไว้ และบอกทำนองว่าพ่อเกิดแม่เกิดมาตามหา เป็นห่วง เพราะฉันตั้งชื่อลูกไม่ตรงตาม โฉลก ไม่สมพงษ์  ให้เปลี่ยนชื่อใหม่  ให้เปลี่ยนชื่อเป็น  “ วันเพ็ญ ”  ฉันเห็นว่าชื่อก็งามอยู่  แต่ก็มีคนชื่อนี้อยู่มาก  เหมือนกับ ชื่อ “แดง”  หรือ  “น้อย”  ฯลฯ  ที่มีเกร่อทั่วไป  ฉันไม่อยากให้เป็นชื่อซ้ำ เหมือนกันมากๆ ดูไม่มีสีสัน  ฯลฯ  …  แต่เพื่อเอาใจแม่อุ๊ย อยากให้ท่านสบายใจ  ฉันก็ยอมเปลี่ยนชื่อในทะเบียนบ้าน  … แต่ถึงเปลี่ยนแล้วลูกก็ยังไม่สบาย บ่อยเหมือนเดิม  (ตอนที่ฉันยอมเปลี่ยนชื่อลูก ดังที่บอกต้องเอาใจแม่อุ๊ย  แต่ฉันคิดเองรำพึงในใจแล้วว่า  … กะเด่วเหอะ รอซักช่วง ฉันจะ กลับไปเปลี่ยนเป็นชื่อเดิม  “ ทานตะวัน ”   อย่างแน่นอน    พอฉันให้ชื่อใหม่ครบเจ็ดวัน  ฉันก็แอบไปเปลี่ยนชื่อให้เหมือนเดิม ไม่บอกให้ อุ๊ยรู้ (นี่ไอ้หมอนี่มันดื้อ หัวแข็งมาตั้งแต่เด็กๆ กระทั้งเป็นหนุ่มน้อย จนเป็นหนุ่มน้อย (ความเป็นหนุ่มน้อยลงๆ แย้ว   ฮิ  ฮิ    …  มีคนเขาบอกว่า ฉัน นี่เป็นคน ดิ้อเงียบ  แต่ที่ดื้อ ที่ขบถ นี่ ฉันมีเหตุผลของฉันนะคร๊าบบบ พณะหัวเจ้าทั่น )
 
                  “    พ่อ    ทาง  พ่อ  แม่ ของน้าจูน  บอกให้น้อง ไปเปลี่ยน ชื่อใหม่ เขาจะหาชื่อที่สมพงษ์ ให้    แต่น้องไม่อยากเปลี่ยนเลย น้องชอบชื่อ ทานตะวันที่พ่อตั้งให้นี้ ”   ลูกสาว ทำหน้าละห้อย มาบอก ฉัน
 
           “ตามใจเขาเถิดลูก   เพื่อให้เขาสบายใจ  ไม่ต้องไป ยึดมั่น ถือมั่น มันละลูก”   ฉัน เอ่ยกับลูก ฉันรู้ว่าลูกต้องอยู่กับผัวของเขาอยู่ อยู่กับลูกของพวกเขาด้วย  ลูกสาว ฉันเรียนจบปริญญาตรี จาก “ มหาวิทยาลัยย่อยยับ ” (ชื่อที่ถูกชื่อ  “มหาวิทยาลัยพายัพ ”  เรียนมาทางด้าน บริหารบุคคล ช่วงนั้นตอน ฟองสบู่ฟูฟ่อง ใครเรียนมาทางนี้เป็นไม่ มีตก งาน   …ผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนนี้ เขาพากันเรียก “มหาวิทยาลัยย่อยยับ” กันทั้งนั้น เพราะค่าหน่วยกิตแพง  ค่าจิปาถะแพง ฯลน เอาพ่อแม่เป็นหนี้เป็นสินไปตามๆกันสำหรับพ่อแม่ที่ไม่รวย ล้นฟ้า! ฉันเองก็อยู่ในไฟลัมน์ – สปีชี่ย์ นี้ ! )
           “  พ่อ  พ่อ   ลงทะเบียนค่าหน่วยกิต    ต้องเสียค่า ห้องแอร์ ด้วย   เน้อ   ”       ลูกบังเกิดเกล้า  บอก กับ ฉัน
 
                “  อะไรวะ ตอนที่พ่อเรียน มอเชียงใหม่  ไม่มีห้องแอร์  มีแต่พัดลม  ไม่ได้เสียเลย “   ฉัน  เกาหัวแกร๊กๆ ทั้งๆที่ไม่มีขี้รังแคสักขุยเดียว
 
              “  ก้อรุ่นพ่อ มัน  โคตร    เชย เย้อ       ล้าหมัยนี่ ”   ไอ้ลูกมันส่ายหน้า จ้องหน้าพ่อมัน  พร้อมหัวเราะ เยาะ กวนอวัยวะเบื้องล่าง
 
                       - - -  ลูกเรียบจบออกมา ทำงานในฝ่ายบริหารบุคคลด้านการเงินของโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง  แต่เจ้ากรรม  เกิด ฟองสบู่แตก  สมัยนายยกฯ น้า “ชาติชาย  ชุณหวัน   ”       ก็ต้องตกงาน  เขาไม่มีเงินจ้าง  จึง     มาเป็นแม่บ้าน   เลี้ยงลูก   ให้ผัวที่ทำงานราชการเลี้ยงดูชูช่วย
 
 
 
                                “  อ้ายน้อย  ชื่อของหนูมายา  มีความหมายว่าอย่างไร คับ ”
 
                                “  ก้อคือ  เป็นมายาไง ชีวิตเป็นมายา เป็นเรื่องสมมุติ ไม่มีตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น ”     อ้ายน้อยตอบยิ้มๆ พร้อมเล่นกีรต้า ร้องเพลงของ น้าบ๊อบ   มาเล่ย์  ให้พวกเราฟังอย่างอารมณ์ดี คราพวกเราไปแอ่ว ไปเยือนยามอ้าย น้อย     ,  น้องแดง และ หนู มายา  ที่บ้าน นอกชนบท อ้ายน้อยเป็นคน เกิด  ที่ “ดินแดนด้ามขวานด่านใต้ ”  พาครอบครัวมาตั้งหลัดปักฐานที่มั่นอยู่เชียงใหม่
 
                                . . .  ครู “ตุ๊กตา ”   เรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และครู ตุ๊กฯ   เธอก็เป็นลูกศิษย์      ของ “ครูจีน เรียนไวโอลิน กะครูจีน    ”   ลูกสาวของ “ อ้ายบูท ”  อดีตสมาชิกนักดนตรีวงดังในสมัยก่อนคือ วงดนตรี   “ วง ฟรีเบิ๊ด … Free   Bird ”  น้องจีน หรือ ครู จีน  เล่นดนตรีที่สุดสะแนนทุกวันอังคาร เราเรียกวงนี้ว่า   “ บูท เฟมมิลี่ … Boot  Family ”  น้องจีนมีฝีมือด้านสีไวโอลิน (ตอนนี้กำลังเรียนที่คณะดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ  สาขาวิชาตรงเผงกับตัวน้องจีน จริงๆ ) …  สามคนพ่อลูกเล่นดนตรีด้วยกันน่ารักมาก   ฉันชอบไปฟัง ก็ขอ ถือโอกาสชวนทุกๆท่านด้วย หาเวลาไปฟังวันอังคารที่สุดสะแนน (นี่ไม่ได้ค่าประชาสัมพันธ์ นะเนี่ย  มีแต่เสียด้วยความเต็มใจ   ha  ha  )     ส่วนลูกชาย    “ น้องแจน ”     เรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เช่นกัน  ลูกชายรูปหล่อ (ลูกสาวก็สวยด้วยเน้อ )  เล่นเครื่องดนตรี  เอ …     อะไรนะ ฉันก็จำชื่อไม่ได้ แย่จริงคนหนุ่มอย่าง ฉัน เรื่องความจำ  …  รูปร่างคล้ายกีร์ต้า  เวลานั่งเล่น น้องแจน จะเอาเครืองดนตรีนี้วางราบลง  ท่านผู้ใดรู้จักเครื่องดนตรีนี้ กรุณาช่วยบอกด้วย จักเป็นพระคุณยิ่งจ้า
 
 
                               - - -     น่ารักมาก  ดนตรี   ศิลปวัฒนธรรม    และวรรรกรรม หนังสือ ฯลฯ  ล้วนเป็นหนึ่งเดียว  ทำให้โลกงดงาม สดใส  ทำให้ เพื่อนมนุษยชาติมีความงดงาม ในจิตวิญญาณ หัวใจ ทำให้เด็กๆยุวชน  เยาวชน ฯลฯ      มีหัวใจนวลนิ่ม บริสุทธิ์ แจ่มใส ที่ได้สัมผัสความงดงามนั้น  …  มิใช่พาเด็กไปดูแสนยานุภาพชองกองทัพ  ไปดูปืน  รถถัง  ปืนใหญ่  ในวันเด็ก หรือเล่นเกมส์มนคอมพิวเต้อร์   เพียง   อย่างเดียว อันปลุกความรุนแรง   แข่งขันห้ำหั่นกัน  ทำให้เกิด      สงคราม มิใช่ศานติภาพ
 
                           โอ  …  สายลม พัดโชยพลิ้วมาโลมลูบไล้ ดวงใจใบหน้าเราแล้ว
 
 เสียงซ้อมดนตรีตอนกลางวันในผับสุดสะแนนดังขึ้น  พวกเขานัดมาซ้อมดนตรีกัน
 
                           - - -    ดอกไม้ยังคงเบ่งบาน – เบิกบาน  … ผีเสื้อ พริ้มพลิ้วโผโบยบิน … เบื้องหน้าไกลโพ้น  ทางทิศตะวันตก …  พระธาตุดอยสุเทพ เหลืองอร่าม งดงามตา   ยกมือวันทา  สาธุ
 
                                . . .   ด ว ง ใ จ ฉั น     ฉ่ำ  บา น   !!! @
พรรษาฤดู  ,  กรกฏาคม    ๒๕๕๑   …  ใต้ร่มไม้ สุดสะแนน
    ล้านนาอิสระ ,  เจียงใหม่.
 
  หมายเหตุ :  ความเรียงนี้ เขียนนานแล้ว แต่ไม่ได้ตีพิมพ์ที่ไหน … อยากให้ท่านผู้อ่านได้เริงรมณ์ …  ครานี้ไม่หนัก ปวดหมอง  เอาเบาๆ  เรื่อง  กางมุ้ง …  เอ๊ย  เรื่องการเมือง เรื่องปวดหมองเจ็บกระดอง เอาไว้ก่อน แล้วค่อยแลกเปลี่ยน สนทนาธรรมกัน จ้า เอากันทุกเรื่องเลย เจ้า

บล็อกของ แสงดาว ศรัทธามั่น

แสงดาว ศรัทธามั่น
ฉั น นั่งคุยกับ อ. เปี๊ยก(เพื่อนร่วมชีวิตกับสุดสะแนน) ใต้ร่มต้นมะปราง ลิ้นจี่ ลำใย ฯลฯ ณ ร้าน - บ้าน "สุดสะแนน" ฉั นมักมาพำนักที่นี่เสมอด้วยความกรุณาของผองเพื่อนพีน้องสุดสะแนน ดังที่ฉั น เคยเขียนว่า ที่นี่เป็นป่าในเมือง รายล้อมด้วย ตึก คอนโด เกสต์เฮ้าส์ ฯลฯไก่ชนรูปร่างสง่างามคุ้ยเขี่ยหาอาหารใต้ร่มไม้กะ อ.เปี๊ยก ที่ผูกเปลนอนใต้ร่มไม้ ไก่ชนตัวนี้รอดชีวิตมาได้ เพื่อนๆจะเอาไปต้มกิน แต่ "อ.คิง" เอามาที่สุดสะแนน ก่อนที่เพื่อนๆจากเชียงของ, เชียงราย จะมาบ้าน "อ้ายต้อม และ พี่กบ" ที่สันทรายแม่โจ้, เชียงใหม่....เพื่อนๆ จากเชียงของคือผู้ที่ปกป้องรักษารากเหง้าวิถีชีวิตให้กับโลก แผ่นดิน…
แสงดาว ศรัทธามั่น
เ ดื อ น - ดา ว งามแจ่มฟ้าลาวัณย์แ ร ม - เรืองรองพลันบรรเจิดจ้าป ระ กา ย - เดือนดาวแห่งคืนวันดับวูบ แล้วเฮยเ รื อ ง - เรื่อเหลืองอร่ามแล้วอาบโลก งามนิรันดร์ ฯน้ อ ง ชา ย....ยินข่าวเจ้ากลับคืนสู่ผืนดินข่าวคราวจากผองเพื่อนแห่งล้านนาฉัน งงงวย และใจหายต่อมา... เริ่มเข้าสู่ห้วงภวังค์จิตสมาธิ* " ต ถา ตา .... มันเป็นไปเช่นนั้นเอง "
แสงดาว ศรัทธามั่น
(1) ธ ร ร ม ชา ติบ่า ยในห้วงฤดูฝนนี้ ณ "สุดสะแนน"ฟ้าครื้มเมฆ ใบไม้ไม่ไหวติง ผีเสื้อยังคงเริงรำร่อนดูดดื่มเกสรดอกไม้ ไก่แจ้บางตัวคุ้ยเขี่ยหาอาหาร บางตัวก็พักผ่อนไซร้ขนนอนหลับ แม่ไก่ที่นี่มีสามสี่ครอก งดงามนักน่าขำและงดงามไก่แจ้ครอกหนึ่งมีแม่สองตัวช่วยกันเลี้ยง ถาม "อ้ายฮวก"เจ้าของร้านสุดสะแนนเธอบอกว่า "แม่ไก่สองตัวช่วยกันฝัก" งดงามมากเลย... ผีเสื้อสีน้ำเงินบินมาเกาะที่แก้วน้ำฉันฉันนั่งอยู่ใต้ร่มไม้มะม่วงอันร่มรื่น มดแดงมาเกาะที่แขนฉันฉันค่อยๆจับเขาไปปล่อยเกาะที่ร่มมะม่วง
แสงดาว ศรัทธามั่น
 (1)พรรษาราตรีพรรษาฤดูฉันนั่ง ณ ลานโล่งกว้างแห่งเมืองใหญ่ยามราตรีนี้ทุ่งฟ้าดูมิสดใสด้วยเมฆฝนทว่า...เป็นครรลองของธรรมชาติที่เป็นไปเช่นนั้นเอง“ตถาตา”
แสงดาว ศรัทธามั่น
( 1 ) พ ลิ้ ว โ ผ แ ล โ อ บ ก อ ดอรุณรุ่ง ฉันนั่งใต้ร่มไม้มะม่วง ณ ที่นี่มีต้นไม้พันธุ์ไม้หลากหลาย ฯลฯทั้งไม้ดอก ไม้แดก ( หมานถึงกินได้ ) เช่น มะม่วง มะปราง ลิ้นจี่ตาขบ ฯลฯ ที่นี่ ถือว่า เป็นป่าในเมือง มีความร่มรื่น มี นก หนูแมลง กระรอก ผีเสื้อ แมลงปอ กบ เขียด ปาด อึ่งอ่างคางคก และไก่แจ้ ฯลฯ ขณะฉันเดินออกกำลังกาย รับแสงตะวันยามเช้าไก่แจ้หลายตัวก็เริงรำย่ำย่างมาหาฉัน ฉันรู้ว่าเขาต้องการอะไรฉันรีบเดินไปเอาข้าวสาร ณ บ้าน - ร้านนี้ มาโปรยปรายให้พวกเธอบ้ า น - ร้านนี้ล้อมรอบไปด้วย ตึก คอนโด ด้านทิศตะวันออก กำลังสร้าง ตึก คอนโด ฉันคำนวณความสูงไม่ต่ำกว่าสิบชั้น...โอ้ ...นกกระจอกมาแล้ว…
แสงดาว ศรัทธามั่น
*1  เรียวนิ้ว บรรเลง เพลง บลูส์ กีร์ต้า     เรียวปาก พริ้ม ฮาร์โมนิการ์ขับขาน*2  กลอง บองโก้ บรรเลง เพลงรัก ฉ่ำชื่นบาน     โอบกอดโลก สุข สราญย์เบิกบาน ชีวี     สาก มือ นิ้ว ด้าน  ด้าน เหนี่ยว ไกปืน      ผงาดยืน สาดกระสุนใส่ ในทุกที่ *3  ระเบิดบาป กระสุนบ้า ณ เพลานี้      ถล่มโลก ให้ป่นปี้ ด้วย ไ ฟ ส ง ค ร า ม*4   เธอ “ผิวปากเป็นบทเพลงแห่งความคิดถึง”      เพราะรักจึงจิตวิญญาณ – หัวใจ มิอาจห้าม     …
แสงดาว ศรัทธามั่น
Up fighting together for "FRIEND OF BURMA" and give power heart hug for.......FRIEND SENDING  STRENGTH TO NAGIS VICTIMS"พ ลั ง ใ จและโอบกอดแด่การ ลุ ก ขึ้ น สู้ของพี่น้องชนเผ่า และป ระ ชา ช น ชา วพ ม่า (มิใช่ชนชั้นปกครองรัฐบาลเผด็จการทหารฟัสซิสม์มิยันม่าร์) และพี่น้องที่ถูกพายุนากิส โหมซัดกระหน่ำทำให้ต้องตายนับแสนๆ คนและสูญหายอักนับหมื่นคน******
แสงดาว ศรัทธามั่น
ภาพประกอบจาก http://www.flickr.com/photos/poakpong/2301645201/  ..... เ พ ลง ROCK ผสานเพลง เ ร ก เ ก้"บอบมาเล่ย์" and WE CAN PLAY พริ้งผ่องใสทั้ง ไทย - สากล - ลูกทุ่ง ...COUNTRY SIDEทั้ง เพลง ฉ่ อ ย ชื่นฉ่ำไล้ เพลง ร อ ง เ ง็ งเพลง ลำ เพ ลิ น เพลง จ๊ อย ซ อเพลง ป ว่า เ ก อ ญ อ พลิ้วบรรเลงเพลง รั ก โ ล ก เฉิดเชวงคือ บทเพลง แห่ ง รั ก อั น งด งา ม !!!For Humanity friend on Earth ... We Love Y ou !!!!คิมหันตฤดู, 22 เมษายน 2551"สุดสะแนน", ล้านนาอิสระ , เจียงใหม่
แสงดาว ศรัทธามั่น
* @ " ปุ๋ ย ... นั น ท โ ช ติ  ชั ย รั ต น์ "เพื่อนแจ่มชัด สู้เพื่อโลก - ประชาชนได้สุขสันต์พริ้มบทเพลงกล่อมเห่เป็นนิรันดร์พลิ้วเพลงฝันกล่อมโลก กล่อมชีวี- - - ชั่วชีวาแห่งเธอแกร่งกล้างามเสมอนั้นเหลือที่คุณค่า คงมั่น หยัดยืน ณ ปฐพีร่วม " ลุ ก ขึ้ น สู้ " เพื่อพี่น้องผู้ถูกกดขี่ ... ประชาชน... เ ธ อ มี จิ ตวิ ญ ญา ณ สะอาดสดใสงา ม ด ว ง ใ จ เ จิ ด จ้าแจ่มเหลือล้นแห่งเพื่อนพี่น้อง " ส มั ช ชา ค น จ น "เพื่อ ผู้ทุกข์ทน ทุกข์ยาก ได้กำ ชั ย !!!... พริ้ มตาหลับลงเถิด เพื่อนแก้วเอ๋ยสายลมโชยพัดรำเพย อวยพรให้ผีเสื้อ แมลงปอ แล ดอกไม้โ ล ก เ อ กภ พ จั ก ร วาล ฉ่ำไล้ โอบกอด เ ธ อ** จิ ต วิ ญญา ณ- เ ธ…
แสงดาว ศรัทธามั่น
"ท่าน ค า ลิ ล ยิ บ ร า น "คือหนึ่งในมหาปราชญ์กวีแห่งโลกหล้าปลุกปลอบเพื่อนมนุษยชาติให้งดงามจิตวิญญาณ์หลอมคุณค่าชีวีโลกให้ ฉ่ำ บา น !
แสงดาว ศรัทธามั่น
*** "มองดูความจริงซีพี่ น้องผองเพื่อน"มองดูแล้วย้ำเตือนคนหนุ่มสาวโลกร้อนแล้งเลวร้ายเนิ่นนานยาวทั้งเหน็บหนาวปวดร้าวทุกคราวครั้ง
แสงดาว ศรัทธามั่น
@ - - - ป รา ก ฏ กา ร ณ์ธรรมชาติดูเหี้ยมโหดเกรี้ยวกราดโกรธทำลายไปทั่วดิน ฟ้า อากาศ ดูน่าสะพรึงกลัวแตกตัว เติบใหญ่ ไปทุกที่ลูกเอ๋ย... แม่ก็รู้ ลูกเจ็บปวดร้าวรวด ทุกข์ทรมาน เหลือที่ก็ แ ม่ ก็ อยู่ ของ แ ม่ อยู่ ดี ดีแล้ว ลู ก อัปรีย์ ไยมาย่ำยีกดขี่ข่มเหง แ ม่ ทำ ไม ?แ ม่ เองก็เจ็บปวดรวดร้าวนักเหน็บหนาว รุ่มร้อนประจักษ์ เจ็บป่วยไข้ไฉนเล่ามาเฆี่ยนโบยตี มาสุมไฟรุกไล่ ทำลาย ล้างผลาญเจ้า ลู ก ริ ยำ เอ๋ย ...ไย เ ธ อ ไม่รู้ ?อวิชชาพรั่งพรูกรูกลบหมดสิ้นโลภ โกรธ หลง เมามัว เข่นฆ่าแ ผ่ น ดิ นพังภินท์ไปหมดทั่วเอกภพ จักรวาลลูกหลานเอ๋ย ... แ ม่ก็ปวดเจ็บ ...หนาวเหน็บเมื่อม า ร ลู ก มาล้างผลาญหยุดเถิดยังมิสาย…