Skip to main content

ช่วงปิดเทอม ดาวใจกับไพจิตรได้เข้ามาที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านเกือบทุกวันเพราะพ่อแม่ของเธอมารับจ้างสับมัน (มันสำปะหลัง) กับสหกรณ์ปากมูล (สหกรณ์ปากมูลและศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านอยู่ติดกัน) บางครั้งดาวใจก็รับจ้างด้วย เพราะเธอโตแล้ว อายุสิบสี่ปีกว่า เธอทำงานแบบนี้ได้สบายมาก ส่วนไพจิตรยังคงเป็นเด็กหญิงซนๆ วิ่งไปวิ่งมา ทำงานตามแต่คำบัญชาการของพ่อแม่


ผ่านหน้าร้อน เข้าหน้าฝน หัวมันถูกสับตากแห้งเข้าโรงงานกันหมดแล้ว งานที่สหกรณ์ไม่ค่อยมีอะไรมาก เธอสองคนมีเวลาลงมาเล่นแถวบ้านดินของฉันบ่อยขึ้น ไม่ได้มาเที่ยวเฉยๆ แต่เธอสองคนมีหน้าที่เกี่ยวหญ้าเอาไปให้ควาย หรือบางครั้งแม่ของเธอรับจ้างซักผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ที่ใช้รับรองแขกยามเข้ามาพักในศูนย์ฯ เธอสองคนก็ต้องมาช่วย

ไม่รู้ว่าครอบครัวนี้เลี้ยงลูกอย่างไรถึงทำให้การทำงานของพวกเธอไม่เคยเป็นเรื่องน่าเบื่อ ชวนให้หน้าหงิกหน้างอ ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน อย่างงานซักผ้าห่มซึ่งหนักเอาเรื่อง แต่เธอสองคนก็ยังสนุกสนานเฮฮาตลอด รวมถึง ไมโคร นูโว พี่ชายทั้งสองคนก็เหมือนกัน เวลาทำงานทุกคนทำอย่างเต็มใจไม่มีใครแสดงท่าทีปั้นปึ่ง

วันซักผ้าห่มนั้น ฉันเห็นดาวใจนุ่งผ้าถุงกระโจมอก เพราะว่าซักผ้าเยอะขนาดนั้นต้องตัวเปียกอยู่แล้ว ส่วนไพจิตรยังใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น แต่ตัวเธอก็เปียกม่อกล่อกม่อกแล่ก ทั้งสองซักไปหยอกเย้าหัวเราะกันไป ตอนเข็นรถที่มีผ้าห่มเปียกกองซ้อนอยู่นั้นท่าทางหนักหนาเอาการ ดาวใจต้องออกแรงน่าดู ไพจิตรก็คอยช่วยเข็นอีกแรง แต่นั่นแหละ เข็นไปดันไปและหัวเราะไป อะไรๆ ก็ดูรื่นรมย์ไปหมด จนกระทั่งผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ถูกแขวนตากจนหมด ดาวใจถึงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

ฉันมองเด็กหญิงสองคนแล้วก็คิดไม่ได้ว่า ทำไมพวกเธอยังคงรักษาความเป็นเด็กได้นานอย่างนี้นะ เสียงหัวเราะ ความสนุกสนานในสิ่งที่ทำ จำได้ว่ามักจะมีอยู่ในเด็กๆ แต่พอเราโตขึ้น เรามักเห็นว่างานคืองาน เล่นคือเล่น เราไม่เคยรู้สึกว่าเล่นคืองาน งานคือเล่น เราจึงไม่สนุกกับการทำงานอีก

เมื่อวานนี้ฝนตกพรำๆ  ดาวใจกับไพจิตรเดินลงมากับแม่ และแวะนั่งเล่นที่บ้านฉัน แม่ของเธอขึ้นไปทำงานที่สหกรณ์ก่อน ปล่อยเด็กหญิงทั้งสองนั่งเล่นบนเปลที่ฉันผูกใต้ถุนบ้านข้างๆ ทั้งสองคนนั่งร้องเพลงงุ้งงิ้ง เคล้ากับสายฝนเย็นฉ่ำ ฉันได้ยินได้ฟังก็พลอยอารมณ์ดีไปกับพวกเธอ

ไม่นานนัก นูโวพี่ชายคนก่อนดาวใจ มาบอกว่าแม่ให้เกี่ยวหญ้าไปให้ควายด้วย เด็กหญิงทั้งสองยังไม่ขยับลุกทันที หากแต่จับลูกแมว (ตอนนี้มันโตขึ้นมาก) มาเล่น พากันหยอกแมว ได้ยินเสียงหัวเราะต่อเนื่องมาตลอด ฉันแบ่งขนมที่เพื่อนส่งพัสดุมาจากมหาสารคามใส่ถ้วยไปให้พวกเธอ

อดถามดาวใจอีกครั้งไม่ได้ว่า ดาวใจตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว
ดาวใจบอกว่า “สิบสี่”
จะขึ้นชั้นไหนแล้วล่ะ
“ม.3”
ฉันหัวเราะหึๆ นี่เด็กอายุสิบสี่หรืออายุสิบขวบกันแน่ ดูเด๊ก เด็ก ถ้าเป็นเด็กกรุงเทพฯ นะ เค้าเป็นสาวกันแล้ว บางคนเป็นนางแบบ เป็นนักร้อง กันแล้วด้วย

ส่วนไพจิตรล่ะ
เด็กหญิงยกมือขึ้นชูตัวเลขและโบกไปมา
“ป.5” เด็กหญิงยิ้มแฉ่ง
กินขนมเสร็จ ดาวใจก็ชวนไพจิตรเกี่ยวหญ้า ขณะที่ฝนพรำบางๆ แต่เด็กทั้งสองไม่กลัวฝน ไม่กลัวเปียก ยิ่งไพจิตร ระหว่างเธอเดินไปยังบริเวณที่หญ้าขึ้นเยอะๆ มือหนึ่งเธอถือเคียวไป ส่วนอีกมือหนึ่งเธอก็โบกรำ ร้องเพลงไปอย่างเจริญใจ พอสายตาเธอมาเจอะกับฉันที่แอบมองเธอจากหน้าต่างบ้าน เธอก็ยักไหล่ รีบหยุดร้อง พลางยิ้มขวยเขิน

ฉันได้แต่หัวเราะ
อิจฉาเด็กพวกนี้จริง ทำไมจิตใจเบิกบานได้ขนาดนี้นะ

หรือเป็นเพราะเธอเกิดและเติบโตในที่ที่อากาศดี จิตใจจึงเบิกบาน เถียงนากลางทุ่งเป็นที่นอนที่อยู่มากกว่าบ้านจริงๆ ในหมู่บ้าน เด็กทั้งสองกินนอนและใช้เวลาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ยังเล็ก

สงสัยฉันเองก็ต้องหาสถานที่ที่มีอากาศดีๆ ให้ลูกแล้วล่ะ หากอยากให้แกอารมณ์ดี สายลมต้องกินได้ ทำให้ชีวิตจิตใจเจริญเติบโตได้ ใช่เพียงแค่อาหาร

ฉันเคยไปเถียงนาของเด็กหญิงยังจำได้ว่าที่นั่นลมพัดตลอด สบายที่สุด
ตอนนี้ไฟฟ้าเข้าถึงแล้ว เด็กทั้งสองได้ดูละครโทรทัศน์กลางนาอย่างมีความสุข ถ้าเรื่องไหนไม่สนุกก็นอนหลับ ถ้าเรื่องไหนสนุกก็ดูกัน อย่างตอนนี้ ทั้งสองติด “แจ๋วใจร้ายและคุณชายเทวดา” ตื่นเช้ามาพากันเล่าถึงฉากสนุกๆ กันอีกครั้งอย่างออกรสออกชาติ แถมมาเล่าให้ฉันฟังด้วยว่าสนุกยังไง ไพจิตรนั้นยิ่งอยากเล่าก็ยิ่งติดอ่างคล้ายว่าคิดคำพูดไม่ออก ยิ่งฟังก็ยิ่งตลก ไม่ใช่ตลกเรื่องในละคร แต่ตลกที่เธอติดอ่าง พูดไม่ทันใจ

ฉันได้แต่ยิ้ม
วันนี้ตอนที่ทั้งสองคนยังว่างๆ กันอยู่ (ยังไม่ถูกเรียกให้ไปเกี่ยวหญ้า) ดาวใจกับไพจิตรก็พากันเก็บดอกไม้และร้อยรัดเข้าด้วยกันเป็นช่อ เอามาให้ฉัน
“อื้อ” ดาวใจยื่นให้โดยไม่บอกว่าให้
“ให้เหรอ” ฉันถามย้ำอีกครั้ง
เธอพยักหน้า
ฉันบอกขอบคุณค่ะ แล้วจัดแจงใส่แก้วน้ำไว้ ช่างเข้ากันเหลือเกินกับบ้านดินหลังนี้
ดอกหญ้ากับบ้านดิน
ฉันมองแล้วก็ได้แต่ยิ้ม หวนคิดถึงคำว่า “เหมาะสม” หรือ “บริบท”

การที่สิ่งใดจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปนั้นมันมีที่ทางของมัน มีความเหมาะสมของมัน บ้านดินหลังนี้คงไม่เหมาะกับคาร์เนชั่นหรือลิลลี่แน่ แม้ดอกไม้สองชนิดนี้จะสวยงามเพียงใด เพราะมันมีบริบทของมันที่จะทำให้มันเหมาะกับอะไร

เช่นเดียวกับวิถีชีวิตผู้คนที่นี่ มีความพอดิบพอดีแล้วกับการกินอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ หิวเดินเข้าป่า ลงแม่น้ำ ไม่ใช่ยึดทรัพยากรธรรมชาติของเขาไปแล้วบอกว่าจะสร้างอาชีพใหม่ให้

ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไงๆ ฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่าอาชีพการเลี้ยงปลาในกระชังมันจะเหมาะกับลูกแม่มูนเลยสักนิด เช้าค่ำต้องโปรยอาหาร (ที่มาจากซีพี) ให้ปลา แทนที่จะได้เดินถือแห มอง ตุ้ม พายเรือลงแม่น้ำอย่างงามสง่า

เพราะหากเราเกิดและเติบโตในบริบทที่ต่างกัน แล้วไม่ยอมเรียนรู้กัน ไม่ยอมเปิดใจยอมรับกัน มันก็คงยากที่จะทำให้เข้าใจได้จริงๆ ว่าทำไมแต่ละคนถึงเลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่เลือกเหมือนตัวเอง ร้ายไปกว่านั้นก็พาลตำหนิคนที่คิดไม่เหมือนเรา อย่างเช่นเสื้อเหลืองเสื้อแดงตอนนี้แหละ

(อ้าว! มาลงเรื่องนี้จนได้ 555)

บล็อกของ สร้อยแก้ว

สร้อยแก้ว
  นึกไม่ออกแล้วว่าเคยไปร่วมงานวันเด็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่พยายามนึก...ลูกก็ยังไม่มี หลานรึ ก็ไม่เคยได้พาไป เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านงานวันเด็กครั้งสุดท้ายของตัวเองน่าจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.๖ นั่นแหละ เพราะหลังจากนั้น พอขึ้นชั้น ม.๑ ความแก่แดดแก่ลมของฉันก็พลันให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาววัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็ก จึงไม่เคยไปวอแวงานวันเด็กอีก ไม่อย่างนั้น เค้าจะหาว่าเด็กจนปีใหม่นี้ฉันมีโอกาสไปนอนมองพระจันทร์กลางทุ่งนา มองฟ้าพร่างดาวเคลื่อนคล้อยข้ามคืนข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เลยได้อยู่ยาวมาเรื่อยจนถึงงานวันเด็กของหมู่บ้าน
สร้อยแก้ว
นั่งดูบอลคู่นี้อย่างไม่ตั้งใจนัก เผอิญว่ากดรีโมทโทรทัศน์มาเจอเข้าพอดี เลยคิดว่าอยากจะเชียร์บอลไทยสักหน่อย ดูเวลาการแข่งขันตอนนั้นก็เข้าสู่นาทีที่เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไทยนำอยู่ 2-1 ดูไปได้ไม่ทันไร ก็มาถึงจังหวะการกระโดดแย่งบอลกันกลางอากาศ นักเตะไทยเป็นฝ่ายกระโดดได้สูงกว่าและโดนลูกบอล แต่เมื่อเท้าแตะถึงพื้น นักเตะไทยวิ่งต่อ ส่วนนักเตะเลบานอนลงไปนอนกับพื้น เอากุมหัว ดิ้นอย่างเจ็บปวดสักพักเมื่อเขาลุกขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือเลือดอาบหน้าและสองมือที่กุมเอาไว้ เลือดออกเยอะมากขนาดที่เห็นแล้วต้องเบะปาก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งมาดู นักเตะไทยเดินยิ้ม ยักไหล่ แพทย์สนามก็มาช้าเหลือเกิน เกมรึ…
สร้อยแก้ว
หลังการจากไปของพี่ปุ๋ย (นันทโชติ ชัยรัตน์) วันหนึ่งของต้นฤดูหนาว พี่แป๊ะ ภรรยาพี่ปุ๋ยก็มีดำริจะปลูกบ้านเป็นของตัวเองเสียที โดยพี่แป๊ะได้ซื้อไม้จากบ้านเก่าหลังหนึ่งไว้ ก่อนการเริ่มต้นปลูกบ้าน พี่แป๊ะจึงต้องหาคนมารื้อเอาไม้จากบ้านเก่าก่อน ซึ่งก็ได้น้องนุ่งแรงดีจากลุ่มน้ำมูนและหนุ่มในเมืองอย่างเอก และผู้อาวุโสแต่หัวใจวัยรุ่นอย่างพ่อถาหนึ่งในแกนนำปากมูน แห่งบ้านนาหว้า มาช่วยกันคนละไม้ละมือ
สร้อยแก้ว
(ขอความกรุณาสวมเสื้อขาว, สีฟ้า หรือสีที่ดูเหมาะสม ยกเว้นอย่าสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดง เพราะจะทำให้แตกสามัคคี) ข้อความในวงเล็บนี้ทำเอาฉันอมยิ้มจนเกือบเผลอหัวเราะนี่คือจดหมายเชิญเดินเทิดพระเกียรติของชมรมผู้สูงอายุตำบลหารแก้วที่ประธานชมรมถึงกับควบมอเตอร์ไซค์แถดๆ มาหาพ่อถึงบ้าน
สร้อยแก้ว
 ฉันมีโอกาสไปร่วมงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๐ ปีนี้ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รางวัล มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตคนบ้าง ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานดู เขาก็บอกว่ารางวัลคือ สิ่งของหรือเงินที่ได้มาจากความดี ความชอบ หรือความสามารถย้อนทบทวนตอนเด็กๆ รางวัลแรกของฉันมาจากการวิ่งได้ที่ ๓ จากการวิ่งแข่งกันสี่คน (เกือบไป!) โชคดีได้ขึ้นแท่นรับรางวัลกับเขา ยิ้มแก้มแทบปริ และเมื่อถึงบ้านก็รีบเอาสมุดดินสอมาให้พ่อกับแม่ดู
สร้อยแก้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในวันที่เข็นรถเด็กที่มีเด็กหญิงวัยแปดเดือนนั่งยิ้มแฉ่งเดินเล่นยามเย็นนอกเมืองก็โผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึงในวันฝนตก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักนิด เธอดูมีความสุขปลอดโปร่งใจดีเหลือเกิน เธอบอกฉันว่า แต่ก่อน เธอมองชีวิตแบบเอ็นจีโอ ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใช้ข้าวของอย่างประหยัด หน้าตาไม่แต่ง เธอเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบนั้น ศรัทธาคนเหล่านั้น แต่วันเวลาก็ทำให้เธอเห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่เรามอบความศรัทธาให้ เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงใช้ชีวิตตามแนวคิดอย่างนั้นได้อย่างเชื่อมั่นอยู่ตั้งหลายปี…
สร้อยแก้ว
สำหรับนักเขียน ยามคอมพิวเตอร์มีปัญหานับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะแต่ละวันไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ลูบๆ เคาะๆ วันละนิดละหน่อยจนเคยชิน ครั้นเมื่อมันเกิดปัญหาขลุกขลัก แม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ต้องทนหอบหิ้วมันไปหาช่าง – คนที่เราคิดว่าเขารู้ดีกว่าเราแต่การเลือกช่างก็เหมือนการเลือกหมอรักษาอาการป่วยของเรานั่นแหละ หากยามใดเราไปเจอหมอที่วินิจฉัยโรคเราผิด จากที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่กลับบอกว่าเป็นโรคร้ายต้องผ่าตัดไปหลายยก เจ็บกาย เสียเวลา เสียเงิน เพื่อที่จะพบว่า ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ความรู้สึกโกรธและไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ…
สร้อยแก้ว
ชาวบ้านห้วยสะคามตื่นเต้น ใช้ไฟฟรี ประหยัดกันยกใหญ่! อยากให้พาดหัวข่าวแบบนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างจัง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กมากของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งใหญ่หลวงของบ้านเมืองยามนี้ นโยบายอะไรๆ ของรัฐบาลก็ไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม แต่ว่าพอเข้าใจหัวจิตหัวใจของชาวบ้านตาดำๆ ซึ่งเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเสียงของเขาก็มีค่าเท่ากับศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ในเมืองไทย เขาก็มองเห็นผลดีผลได้เท่าที่จับต้องได้ ไม่ต้องอ้างเอ่ยว่าเขาซื้อเสียงง่ายหรอก แต่เขาเห็นว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ยุคทักษิณ) เขาถึงเลือกและชอบ
สร้อยแก้ว
ภาพจาก http://www.blogth.com/blog/ddimg/uploadimg/20070514/093435918.jpgอาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคอบอล เป็นแค่ผู้นิยมกีฬาฟุตบอลก็คงต้องอยากดูเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเชลซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมาว่าจะเป็นอย่างไร เปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก เชลซีเดินหน้าชนะทุกนัดเก็บมาได้เก้าคะแนนเต็ม เป็นการออกสตาร์ทที่สวยงามและทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ขณะที่แชมป์เก่าอีกทั้งยังเป็นแชมป์ถ้วยฟุตบอลสโมสรยุโรปซะด้วย กลับเก็บมาได้เพียงสี่คะแนน แพ้บ้าง เสมอบ้าง จนแฟนๆ ชักใจคอไม่ดี แม้ฤดูกาลที่แล้วก็ออกสตาร์ทไม่ดีเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ได้ถ้วย…
สร้อยแก้ว
โขงเจียมคือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามเพราะอยู่ทิศตะวันออกสุดของประเทศ และยังเป็นที่รู้จักอีกในฐานะที่มีแม่น้ำสายสำคัญของอีสานสองสายมาบรรจบคือแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง จุดที่บรรจบกันนั้นเรียกกันอย่างไพเราะว่า แม่น้ำสองสี โขงสีขุ่น มูลสีคราม (แต่ตอนนี้ขุ่นทั้งคู่ หากอยากเห็นมูลสีครามน่าจะเป็นช่วงหน้าแล้ง) โขงเจียมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่อำเภอนี้เล็กเหมือนหมู่บ้าน ค่ำมาราวสักสองทุ่มก็เงียบแล้ว บางบ้านเข้านอน บางบ้านอาจจะยังนั่งพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน แต่คุยกันอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก สงบดีเหลือเกิน…
สร้อยแก้ว
ฤดูฝน นาพ่อสนเขียวไสวด้วยต้นข้าว ยามเช้าน้ำค้างชุ่มหญ้า ชุ่มพุ่มไม้ ครั้นเมื่อแสงแดดโผล่พ้นจากหมู่เมฆ ท้องนาสีเขียวยิ่งดูกระจ่างตา เหลียวมองรอบๆ แสนสบายตาสบายใจ เอ แล้วดอกอะไรกันหนอสีแดงขาว เป็นพุ่มไม้ใหญ่อยู่หน้าเถียงนาอีกแห่งนั่น ? เห็นแล้วก็อดคว้ากล้องเดินย่ำน้ำค้างบนคันนาไปหาดอกไม้นั้นไม่ได้ ไพจิตรเห็นก็วิ่งตามโดยทันใด เธอไม่ใส่รองเท้า ฉันบอกระวังหนาม ไพจิตรเงยหน้าขึ้นมองไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม เธอทำให้ฉันอดคิดถึงครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเที่ยวช่องเม็ก ด่านชายแดนลาวด้วยกัน
สร้อยแก้ว
ฉันถ่ายรูปไพจิตรไว้หลายรูปทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเธออีกครั้ง ด้วยความที่เธอบริสุทธิ์เหลือเกิน บ้านของไพจิตรอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอและครอบครัวมักชอบไปนอนเถียงนาที่มีวัว ควาย หมู หมา ไก่ เป็นเพื่อน ในหมู่บ้าน บ้านเรือนมักจะปลูกติดๆ กัน อันเป็นธรรมดาของสังคมหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรือนอาจปลูกไม่ชิดกันมากขนาดนี้ แต่เมื่อลูกหลานสร้างครอบครัวกันขึ้นมาใหม่ เริ่มปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่ม ลักษณะหมู่บ้านจึงดูหนาแน่นขึ้น ครอบครัวของพ่อสนซึ่งรักความสันโดษเลยพากันไปนอนเถียงนาที่แสนจะเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และฉันก็มักไปนอนที่นั่นด้วยบ่อยๆ