Skip to main content

 

ตาน้ำอายุครบ ๗ เดือนในวันนี้แล้ว ลูกมีภาษาของลูก และรู้วิธีสื่อสารกับแม่

๐ ถ้าลูกเบื่อนอนเล่นหรือการนั่งอยู่กับที่ ลูกอยากให้แม่พาเดินเล่น ลูกจะเงยหน้าร้องอ้อนด้วยการทำเสียงฮือๆ หรือบางทีทำเสียงแงๆ แต่ว่าไม่มีน้ำตาหรอก ลูกแกล้งทำ พอแม่อุ้ม ลูกก็จะยิ้มร่า พร้อมกับตบบ่าแม่แปะๆ เมื่อไหร่ที่ลูกตบบ่าแม่แปะๆ นั่นแปลว่า ไป ไป เหมือนว่าแม่เป็นม้างั้นเหอะ ตบก้นแล้วไปได้
\\/--break--\>
๐ ถ้าลูกเห็นอะไรที่ชอบ ลูกจะยิ้ม โน้มตัวเข้าหา ถ้าชอบมากก็จะมีเสียงตั้งแต่ครางในลำคอด้วยความพอใจ ไปจนถึงเสียงคุยอือๆ อาๆ ในระดับสบายหู แต่ถ้าชอบมากๆๆ จนต้องให้เอบวก ลูกจะร้องกรี๊ดอย่างกับดูคอนเสิร์ตพร้อมขยับแขนขา สีหน้าและแววตาที่ใครเห็นก็ต้องหัวเราะ และสิ่งที่ทำให้ลูกชอบมาก มักเป็นสัตว์ ไม่ว่า หมา แมว ลูกแมว วัว ควาย นก ไก่ เป็ด เมื่อไหร่ที่ลูกเห็น ลูกจะยิ้มร่าและร้องกรี๊ดกร๊าด ถีบขาจะไปหาพวกมัน แต่พวกมันมักพากันเดินหนี ก็ แหม.. ลูกเสียงดังขนาดนั้นเหมือนไล่มันมากกว่าคำว่า สวัสดีนะ พรรคพวก

๐ ถ้าลูกง่วงนอน ลูกจะเอามือสีตา ถูหน้า แต่ว่าบางครั้งลูกก็เอามือถูหน้าแม้ไม่ได้ง่วงนอน นั่นเป็นเพราะข้าวบดที่แม่ป้อนให้เข้ารูจมูกลูก (ลูกคงรู้สึกคัน จักจี้ หรือรำคาญ) จนป่านนี้แล้วแม่ก็ยังป้อนข้าวให้ลูกไม่เก่ง ป้อนทีไร หน้าลูกเลอะเทอะประจำ (ก็ลูกซนน่าดู ยิ่งนานวันยิ่งอยากเรียนรู้ หันโน่นหันนี่ ใครจะตามทัน) เมื่อไหร่ที่ข้าวบดเข้ารูจมูกลูก พ่อจะบ่นว่าแม่(ประจำ) แล้วไปเอาก้านสำลีชุบน้ำเช็ดรูจมูกให้ลูก

๐ ถ้าลูกทำเสียงครางในลำคอเมื่อไหร่ อาจเป็นไปได้ว่า ลูกกำลังจะเบ่งฉี่หรืออึ ให้คนอุ้มรีบรู้ตัว แต่ส่วนใหญ่มักไม่มีใครขยับหนีได้ทัน ลูกมักจะฝากรักให้คนอุ้มไปอย่างยินดีปรีดา (ความปรีดาของลูก แต่คนเปียกฉี่ไม่รู้จะปรีดาด้วยไหม)

๐ ถ้าลูกหิวนม และลูกอยู่ในอ้อมกอดของแม่ ลูกจะไหลตัวลงต่ำให้พอดีกับอกแม่และเอาหัวมุดๆ แม่จะรู้ว่าลูกหิวนมแล้ว ดังนั้น แม่จะปรับท่านั่งและวางลูกให้เหมาะๆ พร้อมกับเปิดเสื้อ ระหว่างนั้นลูกจะอ้าปากหวอ ทำเสียง ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เหมือนหมาหอบแฮ่กๆ ท่าทางลูกหิวโหยเสียเต็มประดา แม่อดไม่ได้ต้องขอค่ากินนมเป็นหอมแก้มหนึ่งฟอด

๐ เวลาที่แม่ทำงาน และลูกอยู่ในการดูแลของคนอื่น เมื่อลูกมองไม่เห็นแม่ สักพักลูกจะเริ่มโยเย พ่อหรือน้าอาที่ช่วยอุ้มจะพาลูกเดินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่กระนั้น เมื่อลูกไม่สนใจอะไรอย่างอื่นแล้ว ลูกจะเอียงตัวไปหาแม่ ยามแม่เสร็จงานแล้วและเดินมาหา ลูกจะดีใจมาก ท่าดีใจของลูกก็คือ ลูกจะกางสองแขนขึ้นกระพือพั่บๆ เหมือนปีกนก พร้อมยิ้มกว้างจนตาหยี

๐ เวลาที่ลูกมีความสุข สบายอุรา ลูกมักจะจับหัวแม่เท้าขึ้นมาอมเล่น อมไปก็ร้องอือๆ อาๆ ไป บางทีถ้าแม่ให้นมลูก ระหว่างที่กินไป ลูกจะยกขาข้างหนึ่งขึ้น อีกมือก็ไขว่คว้าหาหัวแม่เท้า เมื่อเจอแล้วลูกก็จะจับเล่น ดึงขึ้นดึงลง โยกซ้ายโยกขวา (โดยที่มือไม่ปล่อย) ขณะที่ปากของลูกก็ปฏิบัติการดูดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ละไม่คาย แต่ถ้าเป็นตอนนอน ลูกจะนอนกลิ้งไปมา ร้องเพลงด้วยการส่งเสียงอือๆ อาๆ สูงๆ ต่ำๆ ถ้ามีของเล่นก็เอาเข้าปาก ถ้าไม่มีของเล่น ลูกก็ยกหัวแม่เท้ามาอมอย่างเจริญใจ

๐ อีกอย่าง เวลาที่ลูกมีความสุขและแม่รับรู้ได้ก็คือ ถ้าลูกนั่งห้อยเท้า (เช่นว่า แม่อุ้มลูกนั่งบนตักขณะที่แม่หย่อนตัวนั่งกับชิงช้าหรือเปล แล้วปล่อยให้เท้าของลูกห้อยลง หรือบางที แม่จับลูกนั่งบนจักรยานที่จอดนิ่งๆ โดยประคองตัวลูกไว้) ลูกจะแกว่งเท้าเล่นไปมา อาการแกว่งเท้า ทำให้แม่คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ ยามเพลิดเพลิน แม่ก็ชอบแกว่งเท้า (ไม่หาเสี้ยน) เล่น

๐ เมื่อวานนี้ แม่พาลูกนอนเปลด้วยกัน ลูกนอนแหมะบนอกแม่ แม่โยกเปลเบาๆ แม่ร้องเพลงโบราณอย่าง อยุธยาเมื่อเก่าของเราแต่ก่อน... ลูกก็ร้องวาๆ อาๆ อืออออือออ ตามตลอดเพลง หน้าตาเบิกบาน แม่เดาเอาว่าลูกร้องเพลงตามแม่

๐ เวลาที่ลูกสนุก ลูกจะเอามือตบกับวัตถุใกล้ตัว แปะๆ ถ้าเป็นพื้นก็ตบพื้น ถ้าเป็นของเล่น ก็ตบของเล่น แต่ถ้าอยู่กับแม่ ลูกจะเอามือตีขาแม่แปะๆ มือของลูกนุ้ม นุ่ม แม่อยากให้ลูกตีขาแม่ทั้งชาติเลย

๐ ลูกเริ่มอ้อนเป็นแล้ว หลายวันก่อน ขณะแม่กำลังมองลูกคืบไปข้างหน้าเล่นโน่นนี่ จู่ๆ ลูกหันมามองแม่ ลูกก็หมุนตัวคืบดื๊บๆ มาหาแม่ และยันเข่าลุกนั่ง สองมือไขว่คว้าจะหาแม่ แม่บอกว่า มาหาแม่เอง ตาน้ำ ลูกยันเข่ากับสองมือ (ลูกกำลังหัดคลาน) เข้ามาใกล้แม่ แล้วลูกก็ล้มตัวกับเข่าแม่ เอาหน้าซบขาแม่ นอนเล่นอย่างนั้น ยิ้มหวาน

๐ เวลาที่แม่กินอาหารและลูกเห็น ลูกจะทำปากขมุบขมิบตาม นั่นแปลว่าลูกอยากกินด้วย บางที ถ้าอยากกินมาก ลูกจะแลบลิ้นแผล็บๆ (เห็นทีไรก็ได้หัวเราะทุกที) และถ้าแม่กำลังอุ้มลูกอยู่ ลูกเห็นแม่เคี้ยว ลูกจะอ้าปากและเอียงหน้ามาจุ๊บกับปากแม่ (ช่างเหมือนพวกลูกนกลูกกาเสียจริง) เสียใจด้วย ตาน้ำ ลูกยังเล็กเกิน กินอาหารได้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นแหละ

๐ เขาว่าเด็กมักไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่แม่ว่าลูกน่ะไม่รู้หนาว แต่รู้ร้อน ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่แม่ห่มผ้าให้ลูกมากเกิน ลูกร้อน ลูกจะทำหน้าหงุดหงิด (ทั้งที่ยังหลับ) พร้อมกับปัดผ้าห่มหรือถีบผ้าห่มออก และถ้าแม่ยังไม่เชื่อ ลูกก็จะมีเหงื่อ เอาผดมาโชว์ให้แม่ดูเสียเลย แต่แม่ก็กลัวลูกจะหนาวนี่นา เพราะอากาศหนาวทำให้ไม่สบายได้ แต่อากาศร้อนมักไม่ค่อยเห็นใครเป็นอะไร แม่ถือคติอย่างนี้ แม่ก็เลยห่มผ้าให้เยอะไว้ก่อน

ตาน้ำ
วันนี้ลูกอายุครบ ๗ เดือน ลูกเริ่มรู้ความ เริ่มรู้สุข รู้ไม่สุข ชอบ ไม่ชอบ แม่เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวลูก รู้ว่าลูกมีอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น ลูกสื่อสารมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ใช่ว่าแม่จะเข้าใจลูกไปหมดทุกเรื่อง มีอยู่มากมายที่แม่แปลความหมายของลูกไม่ออก อย่างเช่นเวลาลูกกินนม จู่ๆ ลูกจะเงยหน้ามามองแม่ จ้องไม่กระพริบตา แล้วก็หันไปดูดนมต่อ แล้วก็เหมือนนึกได้ ลูกจะหยุดและหันมามาแม่แป๋วแหวว มองอย่างตั้งอกตั้งใจ และกลับไปกินต่อ แล้วก็หันมามองอีก ทำอย่างนี้ซ้ำๆ สี่ห้าครั้ง จนแม่สงสัยว่าลูกคิดอะไรอยู่นะ แต่มีบางทีเหมือนกันที่ลูกจะมองแม่แล้วหัวเราะชอบใจ

ตาน้ำ การสื่อสารของลูกไม่ได้มีแค่แม่ แม่รู้ว่าลูกกำลังสื่อสารกับธรรมชาติและรับสารจากธรรมชาติด้วย บ่อยครั้งที่แม่เห็นลูกเงี่ยหูฟังบางสิ่งบางอย่างอย่างตั้งใจ บางครั้งเป็นช่วงกินนม บางครั้งเป็นช่วงเล่นของเล่น จู่ๆ ลูกจะหยุดและนิ่ง ไม่สนใจกิจกรรมที่ตัวเองทำอยู่ แม่ก็จะนิ่งตาม ไม่นานนัก แม่จะได้ยินเสียงนั้น เสียงลมพัด เสียงรถยนต์แล่นมาแต่ไกล (ในความเงียบ ยามรถยนต์แล่นมาแต่ไกล มันคล้ายเสียงประหลาดจากนอกโลก) เสียงน้ำฝนหล่นบนหลังคา เสียงใบไม้แห้งกลิ้งบนพื้น เสียงเหล่านี้ลูกจะหยุดฟังอยู่นานจนแล้วใจลูกถึงจะดำเนินกิจกรรมของลูกต่อ
แม่ดีใจนะ ที่ลูกได้ซึมซับเอาสิ่งเหล่านี้ไว้ แม่รู้สึกเสมอว่าเสียงลม เสียงฝน เสียงใบไม้ มันเป็นเสียงที่ชุ่มฉ่ำหัวใจ เสียงของความเงียบราวกับโลกยุคดึกดำบรรพ์ที่แม่ใฝ่หา

อยู่กับสิ่งเหล่านี้ก่อนนะลูก เพราะไม่นานนักหรอก โลกของการเรียนรู้ก็จะพัดลูกไปสู่เมืองเอง ถึงวันนั้น แม่ก็หวังลูกจะมองเห็นว่าการที่เราได้ใช้ชีวิตเช่นนี้ช่างเป็นคุณค่าเลิศล้ำของชีวิต

แม่สร้อย
๑๒ มกราคม ๒๕๕๓

ปล. ขอบคุณมากนะคะ สำหรับการโพสท์ทักทาย ถามไถ่ ให้คำแนะนำ อ้ายแสงดาว ภู น้ำฝน ภูสีคราม กา’เกต์ น้องปู และทุกๆ คน ฉันไม่ค่อยได้เข้าเน็ตบ่อยเท่าไหร่ ใช้เน็ตมือถือค่อนข้างช้า (สัญญาณมีขีดเดียว บางทีก็หาย) ยิ่งเลี้ยงลูก เวลาว่างน้อยน่ะจ้ะ แต่อยากบอกขอบคุณมากๆ นะ เสียงของทุกคนทำให้แม่มือใหม่ (แต่แก่) มีกำลังใจมากค่ะ

 

 

บล็อกของ สร้อยแก้ว

สร้อยแก้ว
  นึกไม่ออกแล้วว่าเคยไปร่วมงานวันเด็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่พยายามนึก...ลูกก็ยังไม่มี หลานรึ ก็ไม่เคยได้พาไป เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านงานวันเด็กครั้งสุดท้ายของตัวเองน่าจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.๖ นั่นแหละ เพราะหลังจากนั้น พอขึ้นชั้น ม.๑ ความแก่แดดแก่ลมของฉันก็พลันให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาววัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็ก จึงไม่เคยไปวอแวงานวันเด็กอีก ไม่อย่างนั้น เค้าจะหาว่าเด็กจนปีใหม่นี้ฉันมีโอกาสไปนอนมองพระจันทร์กลางทุ่งนา มองฟ้าพร่างดาวเคลื่อนคล้อยข้ามคืนข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เลยได้อยู่ยาวมาเรื่อยจนถึงงานวันเด็กของหมู่บ้าน
สร้อยแก้ว
นั่งดูบอลคู่นี้อย่างไม่ตั้งใจนัก เผอิญว่ากดรีโมทโทรทัศน์มาเจอเข้าพอดี เลยคิดว่าอยากจะเชียร์บอลไทยสักหน่อย ดูเวลาการแข่งขันตอนนั้นก็เข้าสู่นาทีที่เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไทยนำอยู่ 2-1 ดูไปได้ไม่ทันไร ก็มาถึงจังหวะการกระโดดแย่งบอลกันกลางอากาศ นักเตะไทยเป็นฝ่ายกระโดดได้สูงกว่าและโดนลูกบอล แต่เมื่อเท้าแตะถึงพื้น นักเตะไทยวิ่งต่อ ส่วนนักเตะเลบานอนลงไปนอนกับพื้น เอากุมหัว ดิ้นอย่างเจ็บปวดสักพักเมื่อเขาลุกขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือเลือดอาบหน้าและสองมือที่กุมเอาไว้ เลือดออกเยอะมากขนาดที่เห็นแล้วต้องเบะปาก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งมาดู นักเตะไทยเดินยิ้ม ยักไหล่ แพทย์สนามก็มาช้าเหลือเกิน เกมรึ…
สร้อยแก้ว
หลังการจากไปของพี่ปุ๋ย (นันทโชติ ชัยรัตน์) วันหนึ่งของต้นฤดูหนาว พี่แป๊ะ ภรรยาพี่ปุ๋ยก็มีดำริจะปลูกบ้านเป็นของตัวเองเสียที โดยพี่แป๊ะได้ซื้อไม้จากบ้านเก่าหลังหนึ่งไว้ ก่อนการเริ่มต้นปลูกบ้าน พี่แป๊ะจึงต้องหาคนมารื้อเอาไม้จากบ้านเก่าก่อน ซึ่งก็ได้น้องนุ่งแรงดีจากลุ่มน้ำมูนและหนุ่มในเมืองอย่างเอก และผู้อาวุโสแต่หัวใจวัยรุ่นอย่างพ่อถาหนึ่งในแกนนำปากมูน แห่งบ้านนาหว้า มาช่วยกันคนละไม้ละมือ
สร้อยแก้ว
(ขอความกรุณาสวมเสื้อขาว, สีฟ้า หรือสีที่ดูเหมาะสม ยกเว้นอย่าสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดง เพราะจะทำให้แตกสามัคคี) ข้อความในวงเล็บนี้ทำเอาฉันอมยิ้มจนเกือบเผลอหัวเราะนี่คือจดหมายเชิญเดินเทิดพระเกียรติของชมรมผู้สูงอายุตำบลหารแก้วที่ประธานชมรมถึงกับควบมอเตอร์ไซค์แถดๆ มาหาพ่อถึงบ้าน
สร้อยแก้ว
 ฉันมีโอกาสไปร่วมงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๐ ปีนี้ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รางวัล มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตคนบ้าง ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานดู เขาก็บอกว่ารางวัลคือ สิ่งของหรือเงินที่ได้มาจากความดี ความชอบ หรือความสามารถย้อนทบทวนตอนเด็กๆ รางวัลแรกของฉันมาจากการวิ่งได้ที่ ๓ จากการวิ่งแข่งกันสี่คน (เกือบไป!) โชคดีได้ขึ้นแท่นรับรางวัลกับเขา ยิ้มแก้มแทบปริ และเมื่อถึงบ้านก็รีบเอาสมุดดินสอมาให้พ่อกับแม่ดู
สร้อยแก้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในวันที่เข็นรถเด็กที่มีเด็กหญิงวัยแปดเดือนนั่งยิ้มแฉ่งเดินเล่นยามเย็นนอกเมืองก็โผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึงในวันฝนตก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักนิด เธอดูมีความสุขปลอดโปร่งใจดีเหลือเกิน เธอบอกฉันว่า แต่ก่อน เธอมองชีวิตแบบเอ็นจีโอ ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใช้ข้าวของอย่างประหยัด หน้าตาไม่แต่ง เธอเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบนั้น ศรัทธาคนเหล่านั้น แต่วันเวลาก็ทำให้เธอเห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่เรามอบความศรัทธาให้ เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงใช้ชีวิตตามแนวคิดอย่างนั้นได้อย่างเชื่อมั่นอยู่ตั้งหลายปี…
สร้อยแก้ว
สำหรับนักเขียน ยามคอมพิวเตอร์มีปัญหานับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะแต่ละวันไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ลูบๆ เคาะๆ วันละนิดละหน่อยจนเคยชิน ครั้นเมื่อมันเกิดปัญหาขลุกขลัก แม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ต้องทนหอบหิ้วมันไปหาช่าง – คนที่เราคิดว่าเขารู้ดีกว่าเราแต่การเลือกช่างก็เหมือนการเลือกหมอรักษาอาการป่วยของเรานั่นแหละ หากยามใดเราไปเจอหมอที่วินิจฉัยโรคเราผิด จากที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่กลับบอกว่าเป็นโรคร้ายต้องผ่าตัดไปหลายยก เจ็บกาย เสียเวลา เสียเงิน เพื่อที่จะพบว่า ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ความรู้สึกโกรธและไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ…
สร้อยแก้ว
ชาวบ้านห้วยสะคามตื่นเต้น ใช้ไฟฟรี ประหยัดกันยกใหญ่! อยากให้พาดหัวข่าวแบบนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างจัง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กมากของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งใหญ่หลวงของบ้านเมืองยามนี้ นโยบายอะไรๆ ของรัฐบาลก็ไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม แต่ว่าพอเข้าใจหัวจิตหัวใจของชาวบ้านตาดำๆ ซึ่งเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเสียงของเขาก็มีค่าเท่ากับศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ในเมืองไทย เขาก็มองเห็นผลดีผลได้เท่าที่จับต้องได้ ไม่ต้องอ้างเอ่ยว่าเขาซื้อเสียงง่ายหรอก แต่เขาเห็นว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ยุคทักษิณ) เขาถึงเลือกและชอบ
สร้อยแก้ว
ภาพจาก http://www.blogth.com/blog/ddimg/uploadimg/20070514/093435918.jpgอาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคอบอล เป็นแค่ผู้นิยมกีฬาฟุตบอลก็คงต้องอยากดูเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเชลซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมาว่าจะเป็นอย่างไร เปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก เชลซีเดินหน้าชนะทุกนัดเก็บมาได้เก้าคะแนนเต็ม เป็นการออกสตาร์ทที่สวยงามและทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ขณะที่แชมป์เก่าอีกทั้งยังเป็นแชมป์ถ้วยฟุตบอลสโมสรยุโรปซะด้วย กลับเก็บมาได้เพียงสี่คะแนน แพ้บ้าง เสมอบ้าง จนแฟนๆ ชักใจคอไม่ดี แม้ฤดูกาลที่แล้วก็ออกสตาร์ทไม่ดีเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ได้ถ้วย…
สร้อยแก้ว
โขงเจียมคือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามเพราะอยู่ทิศตะวันออกสุดของประเทศ และยังเป็นที่รู้จักอีกในฐานะที่มีแม่น้ำสายสำคัญของอีสานสองสายมาบรรจบคือแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง จุดที่บรรจบกันนั้นเรียกกันอย่างไพเราะว่า แม่น้ำสองสี โขงสีขุ่น มูลสีคราม (แต่ตอนนี้ขุ่นทั้งคู่ หากอยากเห็นมูลสีครามน่าจะเป็นช่วงหน้าแล้ง) โขงเจียมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่อำเภอนี้เล็กเหมือนหมู่บ้าน ค่ำมาราวสักสองทุ่มก็เงียบแล้ว บางบ้านเข้านอน บางบ้านอาจจะยังนั่งพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน แต่คุยกันอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก สงบดีเหลือเกิน…
สร้อยแก้ว
ฤดูฝน นาพ่อสนเขียวไสวด้วยต้นข้าว ยามเช้าน้ำค้างชุ่มหญ้า ชุ่มพุ่มไม้ ครั้นเมื่อแสงแดดโผล่พ้นจากหมู่เมฆ ท้องนาสีเขียวยิ่งดูกระจ่างตา เหลียวมองรอบๆ แสนสบายตาสบายใจ เอ แล้วดอกอะไรกันหนอสีแดงขาว เป็นพุ่มไม้ใหญ่อยู่หน้าเถียงนาอีกแห่งนั่น ? เห็นแล้วก็อดคว้ากล้องเดินย่ำน้ำค้างบนคันนาไปหาดอกไม้นั้นไม่ได้ ไพจิตรเห็นก็วิ่งตามโดยทันใด เธอไม่ใส่รองเท้า ฉันบอกระวังหนาม ไพจิตรเงยหน้าขึ้นมองไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม เธอทำให้ฉันอดคิดถึงครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเที่ยวช่องเม็ก ด่านชายแดนลาวด้วยกัน
สร้อยแก้ว
ฉันถ่ายรูปไพจิตรไว้หลายรูปทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเธออีกครั้ง ด้วยความที่เธอบริสุทธิ์เหลือเกิน บ้านของไพจิตรอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอและครอบครัวมักชอบไปนอนเถียงนาที่มีวัว ควาย หมู หมา ไก่ เป็นเพื่อน ในหมู่บ้าน บ้านเรือนมักจะปลูกติดๆ กัน อันเป็นธรรมดาของสังคมหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรือนอาจปลูกไม่ชิดกันมากขนาดนี้ แต่เมื่อลูกหลานสร้างครอบครัวกันขึ้นมาใหม่ เริ่มปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่ม ลักษณะหมู่บ้านจึงดูหนาแน่นขึ้น ครอบครัวของพ่อสนซึ่งรักความสันโดษเลยพากันไปนอนเถียงนาที่แสนจะเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และฉันก็มักไปนอนที่นั่นด้วยบ่อยๆ