Skip to main content

ถึง ลุงแสงดาว

เช้าวันนี้แม่ตื่นตั้งแต่ยังไม่ถึงตีห้าดี แม่ย่องมาเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดอินเตอร์เน็ต (ยามเช้าๆ เน็ตแม่จะเดินได้เร็ว คงเพราะเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีใครใช้งาน คลื่นอากาศเลยเดินทางได้คล่อง) แม่คงคิดว่าจะแอบทำงานตอนหนูหลับล่ะสิ เรื่องอะไร หนูจะยอมให้แม่สนุกอยู่คนเดียวล่ะ หนูไหวตัวทันหรอกน่า เลยกลิ้งซะสองรอบแล้วยันขายันแขนลุกนั่ง ร้อง อื้อๆ แม่ก็หันขวับทันที
\\/--break--\>
หนูรีบเอาใจแม่ด้วยการฉีกยิ้มหวานหยดหมดใจ แม่จะได้มุดเข้ามาในมุ้งรีบอุ้มหนูออกไปนั่งด้วย

แม่จ้ำเท้าเร็วรี่ คงกลัวหนูตกเตียง (เตียงของหนูคือแคร่ไม้ไผ่สองตัวต่อกัน กว้างประมาณเตียงหกฟุต) แม่บ่นตามเคย “โธ่ ตาน้ำ ตื่นมาทำไมตอนนี้ แม่จะทำงาน” แต่หนูไม่สน หนูยิ้มพร้อมพูดกับแม่ว่า แฮ่ะ แฮ่ะ และกางมือขึ้น แม่ก็รู้แล้วว่าหนูอยากให้แม่อุ้ม พาหนูไปเล่นด้วย อยู่บนเตียงไม่สนุกแล้ว

แม่อุ้มหนูออกมานั่งเล่นอีกมุมหนึ่งของบ้านดิน (บ้านเรามีกำแพงดินกั้นเป็นสองห้อง แต่กำแพงดินกั้นสูงประมาณสองเมตร แล้วก็ปล่อยโล่ง ไม่ได้กั้นจนมิดเพดานเหมือนบ้านทั่วไป) ห้องนี้เปิดไฟสว่าง หนูมองเห็นของเล่นมากมาย ไม่ว่าตุ๊กตาตัวเล็กๆ กระป๋อง ขวดนมเปรี้ยว (ใช้แล้ว) หลากสีสัน และของเล่นสดใหม่ในแต่ละวันอันได้แก่ ใบเตย ลูกเสาวรสสีเหลืองสด ลูกมะเขือ ลูกสมอ ของพวกนี้แม่เทให้บนพื้นเพื่อให้หนูเล่นคนเดียวก่อน แต่มันไม่สนุกนี่นา หนูว่าของเล่นของแม่สนุกกว่าแยะ หนูจึงคลานไปเกาะขาแม่ที่นั่งบนเก้าอี้อยู่ข้างเครื่องซักผ้า (แม่เอาเครื่องซักผ้าเป็นโต๊ะทำงาน)

หนูยิ้มให้แม่ตามเคย มันคืออาวุธของหนูที่งัดออกมาใช้เมื่อไหร่ แม่จะยอมให้หนูทุกอย่าง แม่หันมาและยิ้มใจอ่อนให้หนู
“มา มา” แล้วแม่ก็อุ้มหนูนั่งตักให้หนูเล่นด้วย
แม่บอกหนูว่า “เนี่ย แม่เขียนถึงลูกมาห้าตอนแล้ว ลงในประชาไทเนี่ย รู้ตัวไหม ลุงแสงดาวเป็นห่วงลูกนะ ลุงเข้ามาอ่านและเขียนถึงลูกแทบทุกตอนเลย”
หนูร้อง “วาๆ อาๆ” จริงเหรอ จริงเหรอ แม่
หนูดีใจมาก รีบตบคอมพิวเตอร์แม่ปังๆ “หนูดีใจที่สุดค่า”

แล้วแม่ก็เปิดรูปลุงแสงดาวให้หนูดู
“นี่ไง ลุงแสงดาว แม่เก็บรูปนี้ไว้ว่าจะเขียนเรื่อง สุภาพบุรุษผู้มีคิ้วหงอก จนป่านนี้แม่ก็ยังไม่ได้เขียน”
หนูร้องกรี๊ด “อ้าๆๆ วาๆๆ!” ว้าย คุณลุงรูปหล่อที่สุดในโลก


หนูจุ๊บๆ ลุงที่หัวมุมคอมพิวเตอร์แม่ แล้วหนูก็กัดง่ำๆ ด้วยความคันเขี้ยว เอ๊ย ด้วยความคิดถึง อยากเจอลุงเร็วๆ
แม่ต้องดึงหนูออกมา
“เดี๋ยวไฟดูด ตาน้ำ”
แต่หนูไม่ยอมหรอก หนูถีบขาจะจุ๊บลุงให้ได้ แม่เลยเปลี่ยนรูปไปเป็นหน้าเว็บไซต์ประชาไท และเปิดเรื่องที่ลุงภู เชียงดาวเขียน

“นี่ บ่ะภู เพื่อนแม่” แม่บอกหนู
บ้านลุงภูน่าอยู่มาก หนูมองแล้วก็ตบคอมแม่ปังๆ แม่ไม่ว่า (สงสัยหนูคงยังไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แม่เลยปล่อยให้ตบเล่นตามใจชอบ) แม่นั่งนิ่ง กอดหนูไว้ แล้วก็บ่น
“กึ๊ดเติงหากู้คนตี้เจียงใหม่เนาะ” แม่เริ่มพูดภาษาคำเมืองกับหนูแล้ว

แม่จะเป็นอย่างนี้แหละค่ะ ลุง ถ้าเราอยู่กันสองคนแม่จะอู้คำเมืองกับหนูบ่อยๆ ทุกวันนี้หนูหน้าแบน ดั้งแหมบ แม่ก็ยังภูมิใจว่าเฮาคนเมือง ย่อมดั้งแหมบเป็นธรรมดา

ข้อเขียนของลุงภู ทำให้แม่ซึมไปเล็กน้อย หนูเลยหันมาปลอบด้วยการตบแก้มแม่แปะๆ แม่บอกหนูว่าแม่คิดถึงบรรยากาศของคนเขียนหนังสือ คิดถึงลุงรงค์ แม่ไม่มีโอกาสไปกราบลุงรงค์ในวาระสุดท้ายของชีวิต แม้กระทั่งลุงรงค์จากไป แม่ก็ไม่ได้ไปร่วมงานของลุงเลย

แม่ดูเศร้าและพูดงึมงำๆ
หนูบอกว่า วาๆๆและทำปากบรื้นๆๆ พ่นน้ำลายเต็มหน้าแม่
แม่เลยหัวเราะและบอกว่า ช่างมันเถอะ
แล้วแม่ก็อุ้มหนูออกมาหน้าบ้าน ฟ้าเริ่มรำไรแล้ว แม่เดินไปเสียบกระติกน้ำร้อนและกลับมาใหม่ เดี๋ยวรอแดดออก แม่จะพาหนูเดินเล่น รับแดดเช้าเช่นเคย

ตอนนี้แม่ปิดคอมและยกคอม (โน้ตบุ๊ค) มาวางไว้กับโต๊ะญี่ปุ่น เพราะเดี๋ยวแม่จะซักผ้าให้หนูแล้ว แม่เดินหยิบนู่นหยิบนี่ หนูเล่นของเล่นหลอกให้แม่ตายใจสักพัก แล้วหนูก็แอบมาเขียนจดหมายถึงคุณลุง หนูคลานไปเกาะโต๊ะญี่ปุ่น และยันตัวลุกขึ้นยืน (หนูยืนเก่งแล้วค่า แต่ต้องมีที่ให้เกาะนะคะ) เคาะคอมพิวเตอร์แม่แปะๆๆๆ และตะโกน วาๆๆ อาๆๆ คุณลุงได้ยินไหม

ลุงแสงดาวจ๋า
ตาน้ำกินกล้วยใต้ (กล้วยน้ำว้า) ประจำค่า อาหารที่หนูกินส่วนใหญ่ปลอดสารพิษค่า เพราะรอบศูนย์ฯ มีพืชกินได้มากมาย พ่อหาปูหาปลาไม่เป็น (พ่อไม่ฆ่าสัตว์ แม่ต้องลงมือประจำถ้าได้ปลามา) แต่พ่อเก็บผักเก่ง หายห่วง เดินผ่านต้นไม้ทีไร พวกต้นไม้พากันตัวสั่น กลัวถูกเด็ด (ตอนแม่มาใหม่ๆ แม่เห็นแต่ต้นไม้ แม่มองไม่เห็นอาหาร แต่ตอนนี้แม่เริ่มรู้บ้างแล้ว ว่าต้นไม้แทบทุกต้นกินได้ แม่รู้จากพ่อ) ส่วนไข่ แม่ก็ให้ตาน้ำกินไข่เป็ด ไข่ไก่บ้าน ไข่ไก่งวง (อร่อยดีนะ ลุงเสือ-พี่ชายพ่อเลี้ยงไก่งวงแล้วเอามาให้หนูกิน) แต่ถ้าวันไหนไม่มี แม่ก็ให้ไข่ไก่ซีพีแก้ขัด และก็ให้ตาน้ำกินเนื้อปลาเป็นหลัก ปลาแม่น้ำมีหลายชนิด ไม่น่าเบื่อหรอก



และแม่ก็ไม่เน้นการใช้ยาด้วยนะคะ แม่จะเน้นเรื่องการกินอาหารที่ดีและสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้าไม่สบาย ก็จะใช้สมุนไพร ที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านมีสมุนไพรหลายอย่าง แม่เองก็ต้มสมุนไพรกิน (ตอนอยู่ไฟ)

หนูเป็นเด็กบ้านนอกเต็มขั้นเด้อ ลุงแสงดาว กินผักกินหญ้าสู้แดดสู้ลม อ้อ และหนูมีฟามลับจาบอกด้วย ลุงเอียงหูมาสิ จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไปนาคุณลุง หนูน่ะ ตดเสียงดังมาก มาแข่งตดดังกับหนูไหมคะ และก็ขี้เหม็นมาก ฮิๆ แม่ว่าหนูขี้เหม็นที่สุดในโลก แต่หนูว่าแม่น่ะแหละ ขี้เหม็นที่สุดในโลก ส่วนหนูเหม็นรองจากแม่ แหวะๆ

อ้าว! แม่มาอุ้มหนูไปซะแล้ว หนูคงต้องจบจดหมายของหนูแค่นี้นะคะ ลุงแสงดาว แม่จะพาหนูไปรับแดดเช้า

คุณลุงดูแลตัวเองด้วยนะคะ
ฮักลุงแต๊ๆ แม้ยังไม่เคยเจอ
หนูตาน้ำ

ปล. ตอนนี้ต้นกล้วยน้ำว้าหน้าบ้านออกลูกสุกแล้ว พ่อปล่อยไว้บนต้น หิวเมื่อไหร่ค่อยเด็ดกิน ลุงมากินกับหนูไหม

 

 

บล็อกของ สร้อยแก้ว

สร้อยแก้ว
  นึกไม่ออกแล้วว่าเคยไปร่วมงานวันเด็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่พยายามนึก...ลูกก็ยังไม่มี หลานรึ ก็ไม่เคยได้พาไป เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านงานวันเด็กครั้งสุดท้ายของตัวเองน่าจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.๖ นั่นแหละ เพราะหลังจากนั้น พอขึ้นชั้น ม.๑ ความแก่แดดแก่ลมของฉันก็พลันให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาววัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็ก จึงไม่เคยไปวอแวงานวันเด็กอีก ไม่อย่างนั้น เค้าจะหาว่าเด็กจนปีใหม่นี้ฉันมีโอกาสไปนอนมองพระจันทร์กลางทุ่งนา มองฟ้าพร่างดาวเคลื่อนคล้อยข้ามคืนข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เลยได้อยู่ยาวมาเรื่อยจนถึงงานวันเด็กของหมู่บ้าน
สร้อยแก้ว
นั่งดูบอลคู่นี้อย่างไม่ตั้งใจนัก เผอิญว่ากดรีโมทโทรทัศน์มาเจอเข้าพอดี เลยคิดว่าอยากจะเชียร์บอลไทยสักหน่อย ดูเวลาการแข่งขันตอนนั้นก็เข้าสู่นาทีที่เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไทยนำอยู่ 2-1 ดูไปได้ไม่ทันไร ก็มาถึงจังหวะการกระโดดแย่งบอลกันกลางอากาศ นักเตะไทยเป็นฝ่ายกระโดดได้สูงกว่าและโดนลูกบอล แต่เมื่อเท้าแตะถึงพื้น นักเตะไทยวิ่งต่อ ส่วนนักเตะเลบานอนลงไปนอนกับพื้น เอากุมหัว ดิ้นอย่างเจ็บปวดสักพักเมื่อเขาลุกขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือเลือดอาบหน้าและสองมือที่กุมเอาไว้ เลือดออกเยอะมากขนาดที่เห็นแล้วต้องเบะปาก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งมาดู นักเตะไทยเดินยิ้ม ยักไหล่ แพทย์สนามก็มาช้าเหลือเกิน เกมรึ…
สร้อยแก้ว
หลังการจากไปของพี่ปุ๋ย (นันทโชติ ชัยรัตน์) วันหนึ่งของต้นฤดูหนาว พี่แป๊ะ ภรรยาพี่ปุ๋ยก็มีดำริจะปลูกบ้านเป็นของตัวเองเสียที โดยพี่แป๊ะได้ซื้อไม้จากบ้านเก่าหลังหนึ่งไว้ ก่อนการเริ่มต้นปลูกบ้าน พี่แป๊ะจึงต้องหาคนมารื้อเอาไม้จากบ้านเก่าก่อน ซึ่งก็ได้น้องนุ่งแรงดีจากลุ่มน้ำมูนและหนุ่มในเมืองอย่างเอก และผู้อาวุโสแต่หัวใจวัยรุ่นอย่างพ่อถาหนึ่งในแกนนำปากมูน แห่งบ้านนาหว้า มาช่วยกันคนละไม้ละมือ
สร้อยแก้ว
(ขอความกรุณาสวมเสื้อขาว, สีฟ้า หรือสีที่ดูเหมาะสม ยกเว้นอย่าสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดง เพราะจะทำให้แตกสามัคคี) ข้อความในวงเล็บนี้ทำเอาฉันอมยิ้มจนเกือบเผลอหัวเราะนี่คือจดหมายเชิญเดินเทิดพระเกียรติของชมรมผู้สูงอายุตำบลหารแก้วที่ประธานชมรมถึงกับควบมอเตอร์ไซค์แถดๆ มาหาพ่อถึงบ้าน
สร้อยแก้ว
 ฉันมีโอกาสไปร่วมงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๐ ปีนี้ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รางวัล มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตคนบ้าง ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานดู เขาก็บอกว่ารางวัลคือ สิ่งของหรือเงินที่ได้มาจากความดี ความชอบ หรือความสามารถย้อนทบทวนตอนเด็กๆ รางวัลแรกของฉันมาจากการวิ่งได้ที่ ๓ จากการวิ่งแข่งกันสี่คน (เกือบไป!) โชคดีได้ขึ้นแท่นรับรางวัลกับเขา ยิ้มแก้มแทบปริ และเมื่อถึงบ้านก็รีบเอาสมุดดินสอมาให้พ่อกับแม่ดู
สร้อยแก้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในวันที่เข็นรถเด็กที่มีเด็กหญิงวัยแปดเดือนนั่งยิ้มแฉ่งเดินเล่นยามเย็นนอกเมืองก็โผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึงในวันฝนตก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักนิด เธอดูมีความสุขปลอดโปร่งใจดีเหลือเกิน เธอบอกฉันว่า แต่ก่อน เธอมองชีวิตแบบเอ็นจีโอ ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใช้ข้าวของอย่างประหยัด หน้าตาไม่แต่ง เธอเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบนั้น ศรัทธาคนเหล่านั้น แต่วันเวลาก็ทำให้เธอเห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่เรามอบความศรัทธาให้ เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงใช้ชีวิตตามแนวคิดอย่างนั้นได้อย่างเชื่อมั่นอยู่ตั้งหลายปี…
สร้อยแก้ว
สำหรับนักเขียน ยามคอมพิวเตอร์มีปัญหานับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะแต่ละวันไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ลูบๆ เคาะๆ วันละนิดละหน่อยจนเคยชิน ครั้นเมื่อมันเกิดปัญหาขลุกขลัก แม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ต้องทนหอบหิ้วมันไปหาช่าง – คนที่เราคิดว่าเขารู้ดีกว่าเราแต่การเลือกช่างก็เหมือนการเลือกหมอรักษาอาการป่วยของเรานั่นแหละ หากยามใดเราไปเจอหมอที่วินิจฉัยโรคเราผิด จากที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่กลับบอกว่าเป็นโรคร้ายต้องผ่าตัดไปหลายยก เจ็บกาย เสียเวลา เสียเงิน เพื่อที่จะพบว่า ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ความรู้สึกโกรธและไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ…
สร้อยแก้ว
ชาวบ้านห้วยสะคามตื่นเต้น ใช้ไฟฟรี ประหยัดกันยกใหญ่! อยากให้พาดหัวข่าวแบบนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างจัง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กมากของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งใหญ่หลวงของบ้านเมืองยามนี้ นโยบายอะไรๆ ของรัฐบาลก็ไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม แต่ว่าพอเข้าใจหัวจิตหัวใจของชาวบ้านตาดำๆ ซึ่งเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเสียงของเขาก็มีค่าเท่ากับศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ในเมืองไทย เขาก็มองเห็นผลดีผลได้เท่าที่จับต้องได้ ไม่ต้องอ้างเอ่ยว่าเขาซื้อเสียงง่ายหรอก แต่เขาเห็นว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ยุคทักษิณ) เขาถึงเลือกและชอบ
สร้อยแก้ว
ภาพจาก http://www.blogth.com/blog/ddimg/uploadimg/20070514/093435918.jpgอาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคอบอล เป็นแค่ผู้นิยมกีฬาฟุตบอลก็คงต้องอยากดูเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเชลซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมาว่าจะเป็นอย่างไร เปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก เชลซีเดินหน้าชนะทุกนัดเก็บมาได้เก้าคะแนนเต็ม เป็นการออกสตาร์ทที่สวยงามและทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ขณะที่แชมป์เก่าอีกทั้งยังเป็นแชมป์ถ้วยฟุตบอลสโมสรยุโรปซะด้วย กลับเก็บมาได้เพียงสี่คะแนน แพ้บ้าง เสมอบ้าง จนแฟนๆ ชักใจคอไม่ดี แม้ฤดูกาลที่แล้วก็ออกสตาร์ทไม่ดีเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ได้ถ้วย…
สร้อยแก้ว
โขงเจียมคือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามเพราะอยู่ทิศตะวันออกสุดของประเทศ และยังเป็นที่รู้จักอีกในฐานะที่มีแม่น้ำสายสำคัญของอีสานสองสายมาบรรจบคือแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง จุดที่บรรจบกันนั้นเรียกกันอย่างไพเราะว่า แม่น้ำสองสี โขงสีขุ่น มูลสีคราม (แต่ตอนนี้ขุ่นทั้งคู่ หากอยากเห็นมูลสีครามน่าจะเป็นช่วงหน้าแล้ง) โขงเจียมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่อำเภอนี้เล็กเหมือนหมู่บ้าน ค่ำมาราวสักสองทุ่มก็เงียบแล้ว บางบ้านเข้านอน บางบ้านอาจจะยังนั่งพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน แต่คุยกันอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก สงบดีเหลือเกิน…
สร้อยแก้ว
ฤดูฝน นาพ่อสนเขียวไสวด้วยต้นข้าว ยามเช้าน้ำค้างชุ่มหญ้า ชุ่มพุ่มไม้ ครั้นเมื่อแสงแดดโผล่พ้นจากหมู่เมฆ ท้องนาสีเขียวยิ่งดูกระจ่างตา เหลียวมองรอบๆ แสนสบายตาสบายใจ เอ แล้วดอกอะไรกันหนอสีแดงขาว เป็นพุ่มไม้ใหญ่อยู่หน้าเถียงนาอีกแห่งนั่น ? เห็นแล้วก็อดคว้ากล้องเดินย่ำน้ำค้างบนคันนาไปหาดอกไม้นั้นไม่ได้ ไพจิตรเห็นก็วิ่งตามโดยทันใด เธอไม่ใส่รองเท้า ฉันบอกระวังหนาม ไพจิตรเงยหน้าขึ้นมองไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม เธอทำให้ฉันอดคิดถึงครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเที่ยวช่องเม็ก ด่านชายแดนลาวด้วยกัน
สร้อยแก้ว
ฉันถ่ายรูปไพจิตรไว้หลายรูปทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเธออีกครั้ง ด้วยความที่เธอบริสุทธิ์เหลือเกิน บ้านของไพจิตรอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอและครอบครัวมักชอบไปนอนเถียงนาที่มีวัว ควาย หมู หมา ไก่ เป็นเพื่อน ในหมู่บ้าน บ้านเรือนมักจะปลูกติดๆ กัน อันเป็นธรรมดาของสังคมหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรือนอาจปลูกไม่ชิดกันมากขนาดนี้ แต่เมื่อลูกหลานสร้างครอบครัวกันขึ้นมาใหม่ เริ่มปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่ม ลักษณะหมู่บ้านจึงดูหนาแน่นขึ้น ครอบครัวของพ่อสนซึ่งรักความสันโดษเลยพากันไปนอนเถียงนาที่แสนจะเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และฉันก็มักไปนอนที่นั่นด้วยบ่อยๆ