Skip to main content

การพัฒนารัฐที่ใช้กฎหมายเป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนของประชาชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองในประเด็นสาธารณะของผู้ตื่นตัวทางการเมืองในลักษณะ “นิติรัฐอย่างเป็นทางการ” แตกต่างจากความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ไม่เป็นทางการ” ที่รัฐอาจหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจปกครองภายใต้กรอบของกฎหมายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายของประชาชนอย่างเสมอภาค บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของรัฐบาลไทยในการไม่บังคับใช้กฎหมายเพื่อประกันสิทธิของประชาชนเนื่องจากมีสถาบันไม่เป็นทางการขัดขวางอยู่ โดยจะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง กลุ่มทุน เจ้าพนักงานของรัฐ ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง  ซึ่งขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและการเยียวยาสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นธรรมเมื่อผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนใช้เสรีภาพในการแสดงออก ชุมนุมและสมาคม อันนำไปสู่การบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในสถาบันทางกฎหมายอย่างเป็นทางการของรัฐไทย

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเต็มไปด้วยความอยุติธรรม แสดงให้เห็น “สถาบันอย่างไม่เป็นทางการ” ซึ่งมีพลังอย่างแท้จริงในสังคมไทย อันเหลื่อมซ้อนอยู่กับ “สถาบันอย่างเป็นทางการ” ของรัฐไทยที่ประกาศผ่านบทบัญญัติกฎหมายแต่อาจไม่สามารถสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม ในเบื้องต้นของอธิบายความหมายของสถาบัน 2 ชนิดนี้เสียก่อน


สถาบันอย่างเป็นทางการ (Formal Institution) คือ  สถาบันหรือความคิดที่เป็นการรับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมการเมืองไทยที่ประกาศต่อชาวโลกว่ามีความเป็นประชาธิปไตย เช่น การมีกลุ่มการเมืองที่สานความสัมพันธ์เพื่อกุมอำนาจในท้องถิ่นและระดับชาติผ่านการเลือกตั้ง ระบบตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมืองหรือข้าราชการการเมืองหรือทหารที่เข้ามาทำการเมือง การคาดหวังว่าผู้นำของรัฐจะมาจาการเลือกตั้งแต่ก็ไม่ได้ต่อต้านการรัฐประหารหรือผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจ การมีองค์กรใช้อำนาจอธิปไตยที่แบ่งแยกกันใช้อำนาจที่มีการถ่วงดุลกันแต่กลับเชื่อเรื่องตัวบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีโดยปราศจการตรวจสอบด้วยโครงสร้างกฎหมายที่เข้มแข็ง การมีระบบศาลตุลาการที่เป็นอิสระในการวินิจฉัยคดีที่อาจไม่มีประสิทธิภาพและอาจไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และค่านิยมสิทธิมนุษยชนสากล และการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นไปตามกรอบของนิติรัฐแต่อาจมีลักษณะสองมาตรฐาน เป็นต้น   ในประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ขับเคลื่อนขบวนการสิทธิมนุษยชนล้วนแล้วแต่เห็นว่าสังคมไทยมีองค์ประกอบเหล่านี้ในรัฐอย่างครบถ้วน   แต่อุดมคติที่ต้องการให้รัฐไทยมีเพียงสถาบันอย่างเป็นทางการเท่านั้นหรือสร้างการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมนั้น  งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่เป็นเช่นนั้น


สถาบันอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Institution) ในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามพื้นฐานที่มาทางประวัติศาสตร์และบริบทที่แวดล้อมอยู่ในแต่ละสังคม โดยในไทยปรากฎสถาบันอย่างไม่เป็นทางการแต่มีพลังอำนาจคัดง้างสถาบันทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสากล อาทิเช่น ระบบอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวก การมีมุ้งก๊กเหล่าย่อย ๆ อยู่ในพรรคการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น การสร้างทายาททางการเมืองแบบเป็นที่รู้กันและอยู่ในโอวาททั้งในแนวระนาบ และแนวดิ่งลงลึกไปในพื้นที่ท้องถิ่น   การตกลงของผู้มีอิทธิพลที่เป็นคู่แข่งกันเพื่อรับประกันว่าหลังการตกลงจะมีการจัดสรรผลประโยชน์และตำแหน่งแห่งที่กันโดยไม่มีการขัดขวางผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หรือมีการสนับสนุนกันโดยไม่คำนึงถึงหน้าที่ตามกฎหมาย ตลอดจนถึงการสถาปนาความคิดเรื่องการส่งเสริมการลอบสังหารบุคคลที่มีการสงสัยว่าเป็นผู้มีอิทธิพล หรือคุกคามรัฐ   โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำฆาตกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด หากมีผู้ที่ริเริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงจากการวิสามัญฆาตกรรมเหล่านั้นก็ต้องเผชิญอันตรายที่มาจากวิธีการนอกกฎหมายแต่กลับเป็นที่ยอมรับได้ เนื่องจากมีการส่งสัญญาณจากผู้บังคับบัญชาและนักการเมืองระดับสูงให้ละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย   กระบวนการของสถาบันไม่เป็นทางการนี้ทำให้เกิดปัญหาความไร้นิติธรรมในระบบกฎหมาย และการไร้ธรรมาภิบาลในทางการเมืองอย่างเรื้อรัง  ไปจนถึงขั้นมีการฟ้องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขัดขวางการออกมาเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง หรือมีการฟ้องตบปากผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลไปสู่การรับรู้ของสาธารณะชน (SLAPPs – Strategic Lawsuits Against Public Participation) ซึ่งเป็นความพยายามในการยกระดับสถาบันการคุกคามอย่างไม่เป็นทางการให้กลายเป็นกระบวนการฟ้องร้องคดีความที่เกิดผลลัพธ์ในสถาบันทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ


อย่างไรก็ดีมีความแตกต่างกันระหว่างสถาบันอย่างไม่เป็นทางการ กับ การกระทำทั่วไปที่ไม่เป็นทางการ   ว่า หากไม่กระทำการตามรูปแบบหรือทิศทางที่สถาบันอย่างไม่เป็นทางการนั้นชี้นำ ผู้ใช้สิทธิตามกฎหมายยังประเมินการณ์ได้ว่า “จะต้องเกิดผลร้าย” ขึ้นอย่างแน่นอน   เนื่องจากสถาบันที่ไม่เป็นทางการในไทยเป็นสิ่งที่ถูกสถาปนาและมีความคิดความเชื่อความคาดเดาได้ในสังคมว่าทุกอย่างต้องดำเนินไปตามนั้น  เช่น การขับเคลื่อนประเด็นแล้วมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนมาเจรจาหรือขอให้ยุติการเคลื่อนไหวแล้วไม่ทำตามยังคงต่อสู้หรือส่งเสียงอยู่ก็จะถูกการถูกเบียดขับออกจากเครือข่ายทางสังคม เป็นผู้ก่อความไม่สงบ หัวรุนแรง   การมีปัญหาหรือท่าทีชัดเจนตรงไปตรงมากระทบต่อภาพลักษณ์ของบรรษัทและกลุ่มทุนที่ไปสนับสนุนพรรคการเมืองหรือนักการเมืองท้องถิ่นก็จะต้องมีการตัดหนทางทำงานด้วยการข่มขู่คุกคาม  การตกลงรวมกลุ่มตามกรอบของรัฐธรรมนูญแล้วแต่กลับเสี่ยงที่จะถูกฟ้องตบปากหากมีการแสดงออก ชุมนุม หรือเรียกร้องสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของรัฐและบรรษัทเจ้าของโครงการพัฒนาที่กระทบต่อกลุ่มเสี่ยง ก็จะไม่มีการเปิดพื้นที่ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและตัดสินใจให้ หรือหากมีกรณีที่ใครจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิให้กับคนที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมหรือลอบสังหารก็จะ มีโอกาสที่จะถูกข่มขู่คุกคาม ทำร้าย ลอบสังหารหรืออุ้มหาย   ซึ่งผลร้ายเหล่านี้เป็นไม่ได้เป็นการบังคับบนฐานของกฎหมาย หากแต่ปรากฏผลในทางปฏิบัติจริงโดยไม่มีมาตรการทางกฎหมายมาเอาผิดหรือยุติวงจรความรุนแรง

อุปสรรคต่อกระบวนการสร้างความเป็นประชาธิปไตย (Democratization) อย่างชัดเจนในลักษณะของการใช้ความรุนแรง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยไม่มีหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนมาปกป้องผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ  แม้กระแสโลกจะเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนควบคู่กับประชาธิปไตยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในนาม “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” แต่นั่นอาจจะไม่เพียงพอและล้าสมัยไปแล้ว   เพราะได้มองข้ามหรือจงใจปิดตาไม่มองหา “ความจริงทางสังคม” ซึ่งมีอิทธิพลเชื่อมโยงกับสถาบันต่าง ๆ ที่สถาปนาขึ้น   ปรากฏการณ์ที่เกิดในโลกกำลังพัฒนาโดยเฉพาะประสบการณ์ในประเทศไทย นั้นปรากฏสิ่งที่มากกว่าสถาบันอย่างเป็นทางการ (Formal Institution) ตามกฎหมายที่บัญญัติและสร้างกลไกของรัฐไว้   นั่นคือ สถาบันอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Institution) ที่มีพลังจริงอยู่ในสังคมแม้ไม่ปรากฏในกฎหมาย นั่นเอง

เมื่อไล่เรียงประวัติศาสตร์ด้านกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จะเห็นทิศทางที่น่ากังวลของรัฐไทย กล่าวคือ ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่นคลอนอำนาจรัฐ รัฐไทยมักเปลี่ยนวิธีการคุกคามใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง การละเมิดสิทธิก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้าง รัฐตอบโต้ด้วยวิธีการทางกฎหมายมากขึ้น แต่ในภายภาคหน้าอาจรุนแรงมากขึ้น หากรัฐเริ่มจนตรอก และไม่สามารถใช้วิธีการที่ปราศจากความรุนแรงเพื่อกำราบประชาชนได้อีกแล้ว เช่นเดียวกับการใช้กลยุทธ์สลายการรวมกลุ่มและจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร พ.ศ. .... ที่รัฐต้องการตราออกมาเพื่อควบคุมการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน อาจทำให้ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนต้องเจอกับอุปสรรคมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ สถาบันอย่างไม่เป็นทางการ เข้ามากัดกร่อน สถาบันอย่างเป็นทางการ ผ่านกฎหมาย


อย่างไรก็ดี สถาบันอย่างไม่เป็นทางการนั้น มิได้มีแต่ลักษณะที่เป็นภัยและทำลายกระบวนการสร้างความเป็นประชาธิปไตย หรือการรักษาธรรมาภิบาล หรือนิติรัฐ นิติธรรม ไปเสียทั้งหมด   ยังมีสถาบันไม่เป็นทางการจำนวนมากที่เอื้อให้ภาวะชะงักงันทางการเมืองสามารถดำเนินต่อไปได้ เช่น การตกลงกันเพื่อลดความรุนแรงหลังการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสดงจุดยืนของทุกฝ่ายให้ปรากฏชัดเจนต่อสาธารณะที่ผ่านกระบวนการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วมหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่จนเป็นที่ยอมรับผ่านคำพิพากษาของศาลให้กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมใหม่   หรือ การเข้าไปอุดช่องว่างของภาวะไร้ประสิทธิภาพประสิทธิผลของกระบวนการยุติธรรม เช่น ระบบกฎหมายหรือความสัมพันธ์ของแกนนำชาวบ้านหรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคมกับกลุ่มผลประโยชน์หรือนักการเมืองท้องถิ่นที่สามารถจัดการความขัดแย้งในระดับพื้นที่ห่างไกลได้    หากรัฐเลือกรักษาหรือส่งเสริมสถาบันไม่เป็นทางการในหลายกรณี ก็จะทำให้รัฐนั้นมีเครื่องมือที่หลากหลายในการรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้  และในหลายกรณีก็ชี้ให้เห็นว่าการเลือกกำจัดสถาบันไม่เป็นทางการที่มีหน้าที่บางอย่างทิ้งเสียแล้วแทนที่ด้วยสถาบันอย่างเป็นทางการของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ  กลับจะทำลายความเชื่อถือต่อกฎหมาย และทำลายวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นไปโดยไม่อาจคาดการณ์ได้

การออกแบบ และวางระบบการเมืองหรือหลักประกันสิทธิมนุษยชนใด ๆ ก็ตามที่มีจุดมุ่งหมายจะให้เกิดการสลายอุปสรรคขัดขวางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของกลุ่มเสี่ยงและส่งเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม ซึ่งหวังผลลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของกลุ่มเสี่ยง ก็ต้องทำความเข้าใจเครือข่าย กลุ่มผลประโยชน์ และความคิดความคาดหวังเดิม ๆ ที่มีอยู่ก่อนในสังคม   หาไม่แล้วก็มิอาจบรรลุเป้าหมายได้ 


จากการสังเคราะห์ประสบการณ์ของขบวนการเมืองภาคประชาชนผ่านกรอบทฤษฎี “ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สถาบันอย่างเป็นทางการ กับ สถาบันอย่างไม่เป็นทางการ”  ได้ข้อเสนอในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในจังหวะที่สังคมเกิดวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันทางกฎหมายในรัฐไทย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนรัฐไปในทิศทางที่สังคมต้องการโดยงานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะได้ 4 แบบใหญ่ๆ คือ


1) ให้สถาบันทั้งสองช่วยอุดช่องว่างกัน (Complementary) กล่าวคือ หากในสภาวการณ์ใดที่สถาบันเป็นทางการทำงานไม่ได้ก็จะมีสถาบันอย่างไม่เป็นทางการมาอุดช่องว่างให้ เพื่อให้สถาบันอย่างเป็นทางการนั้นสามารถดำรงอยู่ต่อไป เช่น กรณีรัฐยอมรับพหุนิยมทางกฎหมายก็จะมีกฎหมายท้องถิ่นที่เข้ามารองรับคดีต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไร้กลไกทางการของรัฐ   ทำให้สังคมนั้นยังเชื่อในระบบกฎหมาย และปฏิบัติตามครรลองและยังมีความเคารพกฎหมายต่อไป อาทิ ยุติธรรมชุมชน การไกล่เกลี่ยโดยอาศัยเครือข่ายของสถาบันจารีตที่มุ่งหมายต่อความสงบและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ยอมรับความรุนแรง


2) ให้สถาบันทั้งสองส่งเสริมสนับสนุนกัน (Accommodation) กล่าวคือ หากในพื้นที่และห้วงเวลาเดียวกันนั้นสถาบันอย่างไม่เป็นทางการไม่ขัดแย้งกับสถาบันเป็นทางการก็จะช่วยหนุนเสริมกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เช่น การส่งเสริมนักการเมืองหรือผู้มีบารมีในเขตที่มีโครงการพัฒนา หรือพื้นที่เสี่ยงต่อการเสื่อมโทรมให้เข้าถึงทรัพยากรงบประมาณ หรือดำรงตำแหน่งสำคัญ หากได้มีการตกลงกันไว้กับชุมชนหรือเครือข่ายของประชาชนกลุ่มเสี่ยงไว้ล่วงหน้าว่า กลุ่ม มุ้งทางการเมือง หรือผู้มีบารมีในท้องถิ่นนั้น จะแลกคะแนนเสียงสนับสนุนให้กันและกัน เนื่องจากกลุ่มตนได้เข้าไปดูแลในชุมชนนั้นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นปากเป็นเสียงให้กับชุมชน รวมถึงคอยป้องกันระมัดระวังมิให้มีการใช้ความรุนแรงเข้าประหัตประหารกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม


3) ให้สถาบันทั้งสองแข่งขันแย่งชิงกัน (Competition) กล่าวคือ สถาบันเป็นทางการและสถาบันไม่เป็นทางการทำหน้าที่ในกิจกรรมคล้ายๆกันและมีเป้าหมายใกล้เคียงกัน ทำให้คนที่อยู่ในสถาบันทั้งสองพยายามประชันขันแข่งกันโดยใช้กลไกของสถาบันทั้งสองคร่อมสลับไปมา จนทำให้สถาบันเป็นทางการโดนเสียดทานจากปัญหาการแข่งขันนี้   เช่น  การวิสามัญฆาตกรรมของเจ้าหน้าที่และฝ่ายความมั่นคงนั้นเกิดขึ้นและเป็นที่ยอมรับเพราะระบบและกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถที่จะเอาผิดผู้มีอิทธิพลในสังคมได้ แต่การวิสามัญนั้นเองกลับเป็นภัยต่อสังคมเองในแง่ที่ทำให้เกิดการใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่สามารถประกันได้ว่าคนที่ตายเป็นคนผิดจริง  สถาบันทางการก็จะสูญเสียความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีก  ดังนั้นการกระทำผิดกฎหมายที่มีลักษณะการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เช่น การอุ้มหาย ซ้อมทรมาน การไม่ให้หลักประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หรือฟ้องตบปากเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนหรือกลุ่มเสี่ยง ย่อมเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ต้องลด ละ เลิก แล้วเสริมกระบวนการนิติธรรมและการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน


4) ให้สถาบันหนึ่งแทนที่อีกสถาบันหนึ่ง (Substitution) กล่าวคือ หากสถาบันอย่างเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ ไม่สามารถขับเคลื่อนความต้องการของกลุ่มคนในสังคมให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ ก็อาจมีการละทิ้งไปใช้อีกสถาบันหนึ่ง หรือ สถาบันอย่างเป็นทางการถูกสถาปนาขึ้นมาทดแทนและให้สถาบันอย่างไม่เป็นทางการสิ้นผลไป   เช่น   กรณีการยกเลิกกฎหมายหรือกระบวนการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นเพื่อนำกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายสมัยใหม่มาแทนโดยไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐและโครงการของภาคเอกชน   หรือ ในกรณีการควบคุมและจัดการการทุจริตหรือใช้ความรุนแรงของกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองและนายทุนผู้สนับสนุนในช่วงหลังการเลือกตั้งจะไม่ถูกนำมาใช้ หากมีการทำตามสัญญาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายผลประโยชน์ด้วยอยู่ในสถานะเสี่ยงที่จะขาดการมีส่วนร่วม และอาจไปถึงขั้นโดนปล่อยปละละเลยจากรัฐและนักการเมือง หากผู้ที่กระทำการผิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและกลุ่มเสี่ยงนั้น เป็นกลุ่มทุนที่อยู่ในเครือข่ายกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ  

ยิ่งไปกว่านั้นโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงและบทบาทของเหล่าข้าราชการและนักการเมืองที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนที่มีลักษณะการทำธุรกิจร่วมกันในลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ยังต้องการงานศึกษาวิจัยต่อไป เพื่อยกระดับการพัฒนาสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในสังคมไทย เพราะได้มีเสียงสะท้อนจากบทสัมภาษณ์และกรณีศึกษาในประเทศไทยจำนวนมากว่า การดำรงอยู่ของเครือข่ายหน่วยงานความมั่นคงและข้าราชการระดับสูงแม้เกษียณไปแล้ว ก็ยังมีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ต่อต้านการทำงานของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และผลักดันยุทธวิธีที่หนุนเสริมหน่วยงานรัฐและบรรษัทจนสร้างภัยคุกคามต่อตัวผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและกลุ่มเสี่ยงด้วย อันนับเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายตามหลักนิติธรรมซึ่งเป็นสถาบันทางการที่ต้องธำรงรักษาไว้เพื่อประกันสิทธิมนุษยชนของประชาชนอย่างเสมอภาค

 

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
คำถามที่สำคัญในเศรษฐกิจการเมืองยุคดิจิทัล ก็คือ บทบาทหน้าที่ของภาครัฐรัฐท่ามกลางการเติบโตของตลาดดิจิทัลที่ภาคเอกชนเป็นผู้ผลักดันและก่อร่างสร้างระบบมาตั้งแต่ต้น  ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในรัฐให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง   อย่างไรก็ดีความเจริญก้าวหน้าของตลาดย่อมเกิดบนพื้น
ทศพล ทรรศนพรรณ
แนวทางในการส่งเสริมสิทธิคนทำงานในยุคดิจิทัลประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือ1. การระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ระหว่าง แพลตฟอร์ม กับ คนทำงาน2. การพัฒนารัฐให้รองรับสิทธิคนทำงานอย่างถ้วนหน้า
ทศพล ทรรศนพรรณ
เนื่องจากการทำงานของคนในแพลตฟอร์มดิจิทัลในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำให้ปริมาณคนที่เข้ามาทำงานมีไม่มากนัก และเป็นช่วงทำการตลาดของเหล่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการดึงคนเข้ามาร่วมงานกับแพลตฟอร์มตนยังผลให้สิทธิประโยชน์เกิดขึ้นมากมายเป็นที่พึงพอใจของผู้เข้าร่วมทำงานกับแพลตฟ
ทศพล ทรรศนพรรณ
รัฐชาติในโลกปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้บุคคลเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ที่อยู่ แหล่งทำมาหากินได้อย่างอิสระ เสรีมาตั้งแต่การสถาปนารัฐสมัยใหม่ขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก   เช่นเดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง ไทย พม่า ลาว หรือกัมพูชา   ก็ล้วนเกิดพรมแดนระหว่างรัฐในลักษณะที
ทศพล ทรรศนพรรณ
นับตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ “สีเสื้อ”   สื่อกลายเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นตัวสะท้อนภาพของคนและสังคมเพื่อขับเน้นประเด็นเคลื่อนไหวทางสังคมให้ปรากฏเป็นขบวนการทางการเมืองที่มีผู้คนเข้าร่วมอย่างมากมายมหาศาล และมีกิจกรรมทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ   ดังนั้นอำนาจในการสื่อสารและการมีส่วนร่วมใ
ทศพล ทรรศนพรรณ
สังคมไทยเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง แตกแยก และปะทะกันอย่างรุนแรงทั้งในด้านความคิด และกำลังประหัตประหารกัน ระหว่างการปะทะกันนั้นระบบรัฐ ระบบยุติธรรม ระบบคุณค่าเกียรติยศ และวัฒนธรรมถูกท้าทายอย่างหนัก จนสูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการรัฐ   ในวันนี้ความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าอาจเบาบางลง พร้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เศรษฐกิจและการเมืองยุคดิจิทัล ใช้ข้อมูลของประชาชนและผู้บริโภคเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจตลาดการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีเจ้าของข้อมูลทั้งหลายได้รับประกันสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้ตามอำเภอใจไม่ได้ เว้นแต่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กฎหมายยอมรับ หรือได้รับความยินยอมจากเจ
ทศพล ทรรศนพรรณ
หากรัฐไทยต้องการสร้างกรอบทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ มาบังคับกับการวิจัยในพันธุกรรมมนุษย์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวจำต้องมีมาตรการประกันสิทธิเจ้าของข้อมูลพันธุกรรมให้สอดคล้องกับมาตร
ทศพล ทรรศนพรรณ
กองทัพเป็นรากเหง้าที่สำคัญของความขัดแย้งเนื่องจากทหารเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองมานาน โดยการข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล กดดันเพื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี และการยึดอำนาจโดยปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทหารมักอ้างว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ระบบการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควรมีการฉ้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
 ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเรียกร้องมาตลอด คือ การผูกขาด ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของกลุ่มผลประโยชน์ที่ทรงอำนาจ แล้วนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ขบวนการความเป็นธรรมทางสังคมเสนอให้แก้ไข   บทความนี้จะพยายามแสดงให
ทศพล ทรรศนพรรณ
การแสดงออกไม่ว่าจะในสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ย่อมมีขอบเขตการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ดังนั้นรัฐจึงได้ขีดเส้นไว้ไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพจนไปถึงขั้นละเมิดสิทธิของผู้อื่นเอาไว้ในกรอบกฎหมายหลายฉบับ บทความนี้จะพาชาวเน็ตไปสำรวจเส้นพรมแดนที่มิอาจล่วงล้ำให้เห็นพอสังเขป
ทศพล ทรรศนพรรณ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่อดอยากหิวโหยที่นั้นดำเนินการได้โดยตรงด้วยมาตรการความช่วยเหลือด้านอาหารโดยตรง (Food Aid) ซึ่งมีทั้งมาตรการระหว่างประเทศ และมาตรการภายใน   ในบทความนี้จะนำเสนอมาตรการและกรณีศึกษาที่ใช้ในการช่วยเหลือด้านอาหารในสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้น แต่ความแตกต่างจากการสงเ