Skip to main content

การชุมนุมโดยสงบเป็นเครื่องมือที่ทำให้บุคคลทั้งหลายสามารถแสดงออกร่วมกันและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ให้ปัจเจกสามารถแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองร่วมกับผู้อื่น   โดยการเลือกสถานที่การชุมนุมอยู่ภายใต้หลักมองเห็นและได้ยิน (sight and sound) ทั้งนี้ผู้ชุมนุมต้องอยู่ในที่ที่มองเห็นและสาธารณชนต้องได้ยิน เพื่อบรรลุเป้าหมายของการชุมนุมสาธารณะ
การชุมนุมโดยสงบเป็นรากฐานที่สำคัญของระบบการปกครองที่เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ/นิติธรรม และพหุนิยม   โดยการชุมนุมโดยสงบจะส่งเสริมให้ประชาชนผลักดันแนวคิดและความคาดหวังในพื้นที่สาธารณะ และสร้างแนวร่วมในการสนับสนุนหรือคัดค้านแนวคิดและเป้าหมายดังกล่าว การชุมนุมดังกล่าวอาจจะช่วยสร้างโอกาสให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาความเห็นต่างโดยสันติ และเปิดกว้างให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ดีเสรีภาพในการชุมนุม เป็นสิทธิมนุษยชนที่อาจถูกจำกัดหรือมีขอบเขตเพื่อให้รัฐเข้าแทรกแซงการใช้สิทธิเสรีภาพไปในทางละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น (สิทธิเสรีภาพสัมพัทธ์: relative rights) รัฐอาจจำกัดการใช้การสิทธิหรือเสรีภาพนั้น ๆ ในภายหลังได้ โดยเฉพาะการชุมนุมในที่สาธารณะ รัฐอาจเข้ามาจำกัดสิทธิการชุมนุมได้เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ โดยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

มาตรฐานการชุมนุมตามหลักสากล
- เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพในการแสดงออก ที่ล้วนแล้วเป็นสิทธิมนุษยชนอันรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 และ 22
- การชุมนุม เกี่ยวข้องกับรวมตัวกันของผู้คน เพื่อการแสดงออก การแสดงจุดยืนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือการแลกเปลี่ยนทางความคิด รวมไปถึงการเข้าร่วมและการเตรียมการชุมนุมทางไกลผ่านช่องทาง เช่น
ทางออนไลน์ด้วย ดังนั้น การประท้วงหรือแสดงออกคนเดียวไม่เป็นการชุมนุม อย่างไรก็ตามยังคงได้รับความคุ้มครองในเรื่องการใช้เสรีภาพในการแสดงออก
- การรวมตัวกันอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อยืนยันถึงอัตลักษณ์ของกลุ่ม
- การชุมนุมโดยสงบเท่านั้นที่ถูกรับรองตามหลักสากล แม้การชุมนุมโดยสงบยังมีความคลุมเครือ อย่างไรก็ตามอาจพิจารณาจากการไม่ใช้ “ความรุนแรง”
- “ความรุนแรง” อาจหมายถึงการใช้กำลังทางกายภาพโดยผู้ชุมนุมที่นำไปสู่ความเสียหายต่อร่างกายหรือการเสียชีวิต หรือความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สิน ทั้งนี้ไม่นับว่าการผลัก ดัน ขัดขวางการสัญจร ขัดขวางกิจวัตรประจำวันเป็นความรุนแรง
- รัฐจะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าการชุมนุมนั้น ๆ เป็นไปโดยสงบ หมายความว่าเป็นภาระการพิสูจน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ถึงเจตนาการใช้ความรุนแรงหรือความไม่สงบ
- ความรุนแรง การสร้างความเกลียดชัง การยุยงปลุกปั่นที่เกิดขึ้นในการชุมนุมจากผู้ชุมนุมบางกลุ่ม หรือผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ร่วมชุมนุมที่มีประวัติการใช้ความรุนแรงมาก่อน ต้องไม่ถูกนำไปเหมารวมเป็นการกระทำของผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ หรือของผู้จัดการชุมนุม และไม่ทำให้การชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ
- การที่ผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องตามกฎหมายภายเกี่ยวกับการชุมนุมบางประการ เช่น การไม่แจ้งการชุมนุมโดยชอบ ไม่อาจทำให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมหลุดพ้นจากความคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม 
- แม้เนื้อหาในการชุมนุมสร้างความไม่พอใจต่อผู้เห็นต่างก็ยังนับว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ตราบที่ไม่ก่อความรุนแรง
- พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเวลาในการชุมนุมได้ ซึ่งหากเป็นการชุมนุมโดยสงบควรปล่อยให้ยุติด้วยตัวเอง การชุมนุมที่ถูกจัดขึ้นถี่ไม่ควรถูกห้าม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อาจต้องชั่งน้ำหนักว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้อและผลกระทบมาเป็นข้อพิจารณาในการจำกัดสิทธิลงได้ เช่น การชุมนุมที่เกิดขึ้นตอนกลางคืนในย่านที่พักอาศัยเป็นกระจำ
- พนักงานเจ้าหน้าที่หรือรัฐ มีหน้าที่อำนวยการและปกป้องสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ต่อผู้ชุมนุม ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ตลอดจน ผู้ชุมนุมตอบโต้ และใช้มาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

นิยามตามกฎหมายไทยที่ไม่สอดรับกับหลักสากล
- บทบัญญัติของกฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้อย่างกว้างขวาง ในการให้ความหมายและขอบเขตเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ โดยการดำเนินกิจกรรมในทางสาธารณะแทบทุกประเภทสามารถถูกตีความให้กลายเป็นการชุมนุมได้แทบทั้งสิ้น
- แนวทางปฏิบัติที่ไม่เป็นระบบอันทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการใช้สิทธิของประชาชนเมื่อต้องการจัดการชุมนุมสาธารณะ
- การสั่งห้ามการชุมนุมของประชาชนในหลายครั้งก็สร้างความยุ่งยากเพราะเกิดขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับการชุมนุมที่ได้เกิดขึ้น
- การสั่งห้ามการชุมนุมอาจเป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนว่าเป็นการให้ความเห็นในเชิงแนะนำหรือเป็นการสั่งห้ามไม่ให้กระทำการดังกล่าว        

บริบทของการชุมนุมในประเทศไทย
- การใช้มาตรการความรุนแรงที่เกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนในการเข้าควบคุมหรือสลาย
การชุมนุม
- การใช้กลไกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยกเว้นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐไทย มีลักษณะเป็นการ “ชั่วคราวถาวร” แม้สภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเกินความจำเป็นและความได้สัดส่วนไปมากระดับหนึ่ง รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตและไร้การตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจได้ตลอดเวลา
- การแจ้งการชุมนุมที่เข้าข่ายเป็นการขออนุญาตการชุมนุม
- ระบบการแจ้งการชุมนุมตามระบบกฎหมายไทย ไม่ได้มีการระบุข้อยกเว้นแก่การชุมนุมบางลักษณะ เช่น การชุมนุมแบบฉับพลัน และการชุมนุมเพื่อตอบโต้ ซึ่งอาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการแจ้งการชุมนุมเหมือนการชุมนุมโดยทั่วไป จนส่งผลให้คนบางกลุ่มถูกผลักออกจากระบอบการมีส่วนร่วม
- การกำหนดเงื่อนไขสถานที่การชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล ในเรื่อง “สถานที่ของการชุมนุม”
ไม่สอดคล้องหลักมองเห็นและได้ยิน (sight and sound)
- การสอดส่องของรัฐที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนผู้ชุมนุม เช่น รัฐไทยมีการการทำบัญชีรายชื่อ มีการติดตามสอดส่องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมโดยไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจ
- การละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชนระหว่างการชุมนุม

สิ่งที่ผู้ชุมนุมกระทำได้และควรกระทำ
- ผู้ชุมนุมควรแจ้งการชุมนุม เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถแจ้งการชุมนุมได้
- ผู้ชุมนุมควรจัดให้มีหน่วยรักษาความปลอดภัยและหน่วยเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมคนใดคนหนึ่งกระทำการอันสุ่มเสี่ยงหรือใช้ความรุนแรงหรือการกระทำแทรกแซงการชุมนุมโดยมือที่สาม
- กรณีที่มีความพยายามใช้ความรุนแรงหรือกระทำการสุ่มเสี่ยง ต้องแยกบุคคลเหล่านั้นออกจากพื้นที่การชุมนุมโดยด่วน
- ผู้จัดการชุมนุมต้องประเมินความปลอดภัยของผู้ร่วมการชุมนุมเป็นสำคัญ หากปรากฏพฤติการณ์บางอย่างที่จะนำพาให้การชุมนุมไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงหรือถูกปราบปรามโดยการใช้กำลัง ต้องประกาศให้มีการยุติการชุมนุมโดยเร็ว
- สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักสำหรับการนัดชุมนุม เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับชุมนุม และยังสามารถใช้โต้แย้งกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายรัฐได้
- ระหว่างการชุมนุม ผู้ชุมนุมมีสิทธิในการสังเกตการณ์เฝ้าระวัง ตรวจสอบ บันทึกการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง
- กระทำอื่นใดเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมโดยไม่เปิดเผยตัวตนที่ถือเป็นองค์ประกอบด้านการแสดงออกของการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งใช้เพื่อป้องกันการตอบโต้หรือรักษาความเป็นส่วนตัว รวมถึงการรักษาความเป็นส่วนตัวจากเทคโนโลยีที่ใช้ในการสอดส่อง การไม่แสดงตัวตนของผู้ชุมนุมควรได้รับอนุญาต เว้นแต่เจ้าหน้าที่มีเหตุอันสมเหตุสมผลในการเข้าจับกุมหรือควบคุมตัว
- ผู้ชุมนุมควรจัดให้มีกระบวนการถอดบทเรียน ประเมินผลการดำเนินกิจกรรมการชุมนุมสาธารณะที่ผ่านมา
- การฟ้องคดี หรือเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฟ้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับฟ้องเพื่อทำลายเงื่อนไขทางกฎหมายที่ขัดขวางการใช้เสรีภาพการชุมนุม เป็นสิ่งที่กระทำได้

สิ่งที่เป็นข้อจำกัดในการชุมนุมสาธารณะ
- การชุมนุมต้องไม่ใช้ความรุนแรง หรือหลีกเลี่ยงกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันกระทบกระเทือนต่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย การคุ้มครองด้านสาธารณสุข หรือศีลธรรมอันดี หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
- การจัดการชุมนุมสาธารณะไม่ใช้สถานที่บางแห่งที่กระทบกระเทือนต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนเกินความจำเป็นและความได้สัดส่วน
- การนำเสนอหรือแสดงความคิดเห็นที่มีเนื้อหาอันละเอียดอ่อน ควรต้องอยู่บนฐานของความจริง การนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จและเป็นต้นเหตุมีบุคคลต้องเสียหาย อาจต้องรับผิดชอบผลทางกฎหมาย
- การชุมนุมในเวลากลางคืน ไม่ควรให้มีการเคลื่อนขบวน เพราะอาจทำให้การจัดการการชุมนุมเป็นไปได้ยาก และเสี่ยงอันตราย
- การใช้ยานพาหนะหรือการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการชุมนุม ผู้ชุมนุมต้องไม่กระทำเกินสัดส่วน จนกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะและการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขของสังคมโดยรวม เช่น ต้องไม่ใช้เครื่องขยายเสียงเกินกว่าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่เคลื่อนขบวนในเวลากลางคืน เป็นต้น

*บทความนี้เรียบเรียงจากคู่มือการชุมนุมตามมาตรฐานสากลที่เรียบเรียงขึ้นร่วมกับ ปารณ บุญช่วย และ ภาสกร ญี่นาง

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
คำถามที่สำคัญในเศรษฐกิจการเมืองยุคดิจิทัล ก็คือ บทบาทหน้าที่ของภาครัฐรัฐท่ามกลางการเติบโตของตลาดดิจิทัลที่ภาคเอกชนเป็นผู้ผลักดันและก่อร่างสร้างระบบมาตั้งแต่ต้น  ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในรัฐให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง   อย่างไรก็ดีความเจริญก้าวหน้าของตลาดย่อมเกิดบนพื้น
ทศพล ทรรศนพรรณ
แนวทางในการส่งเสริมสิทธิคนทำงานในยุคดิจิทัลประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือ1. การระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ระหว่าง แพลตฟอร์ม กับ คนทำงาน2. การพัฒนารัฐให้รองรับสิทธิคนทำงานอย่างถ้วนหน้า
ทศพล ทรรศนพรรณ
เนื่องจากการทำงานของคนในแพลตฟอร์มดิจิทัลในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำให้ปริมาณคนที่เข้ามาทำงานมีไม่มากนัก และเป็นช่วงทำการตลาดของเหล่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการดึงคนเข้ามาร่วมงานกับแพลตฟอร์มตนยังผลให้สิทธิประโยชน์เกิดขึ้นมากมายเป็นที่พึงพอใจของผู้เข้าร่วมทำงานกับแพลตฟ
ทศพล ทรรศนพรรณ
รัฐชาติในโลกปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้บุคคลเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ที่อยู่ แหล่งทำมาหากินได้อย่างอิสระ เสรีมาตั้งแต่การสถาปนารัฐสมัยใหม่ขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก   เช่นเดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง ไทย พม่า ลาว หรือกัมพูชา   ก็ล้วนเกิดพรมแดนระหว่างรัฐในลักษณะที
ทศพล ทรรศนพรรณ
นับตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ “สีเสื้อ”   สื่อกลายเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นตัวสะท้อนภาพของคนและสังคมเพื่อขับเน้นประเด็นเคลื่อนไหวทางสังคมให้ปรากฏเป็นขบวนการทางการเมืองที่มีผู้คนเข้าร่วมอย่างมากมายมหาศาล และมีกิจกรรมทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ   ดังนั้นอำนาจในการสื่อสารและการมีส่วนร่วมใ
ทศพล ทรรศนพรรณ
สังคมไทยเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง แตกแยก และปะทะกันอย่างรุนแรงทั้งในด้านความคิด และกำลังประหัตประหารกัน ระหว่างการปะทะกันนั้นระบบรัฐ ระบบยุติธรรม ระบบคุณค่าเกียรติยศ และวัฒนธรรมถูกท้าทายอย่างหนัก จนสูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการรัฐ   ในวันนี้ความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าอาจเบาบางลง พร้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เศรษฐกิจและการเมืองยุคดิจิทัล ใช้ข้อมูลของประชาชนและผู้บริโภคเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจตลาดการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีเจ้าของข้อมูลทั้งหลายได้รับประกันสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้ตามอำเภอใจไม่ได้ เว้นแต่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กฎหมายยอมรับ หรือได้รับความยินยอมจากเจ
ทศพล ทรรศนพรรณ
หากรัฐไทยต้องการสร้างกรอบทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ มาบังคับกับการวิจัยในพันธุกรรมมนุษย์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวจำต้องมีมาตรการประกันสิทธิเจ้าของข้อมูลพันธุกรรมให้สอดคล้องกับมาตร
ทศพล ทรรศนพรรณ
กองทัพเป็นรากเหง้าที่สำคัญของความขัดแย้งเนื่องจากทหารเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองมานาน โดยการข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล กดดันเพื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี และการยึดอำนาจโดยปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทหารมักอ้างว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ระบบการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควรมีการฉ้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
 ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเรียกร้องมาตลอด คือ การผูกขาด ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของกลุ่มผลประโยชน์ที่ทรงอำนาจ แล้วนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ขบวนการความเป็นธรรมทางสังคมเสนอให้แก้ไข   บทความนี้จะพยายามแสดงให
ทศพล ทรรศนพรรณ
การแสดงออกไม่ว่าจะในสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ย่อมมีขอบเขตการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ดังนั้นรัฐจึงได้ขีดเส้นไว้ไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพจนไปถึงขั้นละเมิดสิทธิของผู้อื่นเอาไว้ในกรอบกฎหมายหลายฉบับ บทความนี้จะพาชาวเน็ตไปสำรวจเส้นพรมแดนที่มิอาจล่วงล้ำให้เห็นพอสังเขป
ทศพล ทรรศนพรรณ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่อดอยากหิวโหยที่นั้นดำเนินการได้โดยตรงด้วยมาตรการความช่วยเหลือด้านอาหารโดยตรง (Food Aid) ซึ่งมีทั้งมาตรการระหว่างประเทศ และมาตรการภายใน   ในบทความนี้จะนำเสนอมาตรการและกรณีศึกษาที่ใช้ในการช่วยเหลือด้านอาหารในสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้น แต่ความแตกต่างจากการสงเ