สมมติว่าสาระมีอยู่จริง: สุนัขที่แสนเชื่องของคณะเทวดาผู้ปวารณาตนมาโปรดสัตว์

ในโลกนี้คงไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แม้แต่กับเหตุการณ์ที่ดูไร้เหตุผลที่สุดต่างก็มีเหตุผลอธิบายในตัวของมันเอง น้ำหนักของความมีเหตุมีผลอาจจะขึ้นอยู่กับว่า เราพอที่จะรับกับชุดคำอธิบายเหล่านั้นได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนกับเรื่องบ้างเรื่องเหตุผลก็มีไว้เพียงสร้างความชอบธรรมกับการกระทำบางอย่างที่ระยำตำบอนเท่านั้น

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย และเข้ามาทำงานเป็นนักข่าว มันเหมือนกับว่าพรมแดนชีวิตที่เคยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยค่อยๆ หายไป กับคนรักที่เลิกลา ซึ่งหากย้อนเวลากลับไปได้เราก็คงเลือกตัดสินใจให้มันจบลงเหมือนเดิม กับเพื่อนฝูงที่เคยออกค่าย ชวนกันไม่เข้าเรียนมานั่งแอบหลบมุมใต้ร่มไม้ข้างร้านกาแฟ ถกเถียงกันหลากหลายเรื่องราว ตั้งแต่เรื่องความรัก ชีวิต สังคม รสนิยม เพลง หนัง การเมือง ไล่ลามไปจนถึงเรื่องลามกจกเปรต ก็ค่อยๆ ห่างหายกันไป ไม่ได้มาพบเจอหน้ากันทุกวันเหมือนเดิม

การเริ่มต้นทำงานสำหรับเด็กมหาวิทยาลัยจบใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรจากการเดินออกจากสนามเด็กเล่น เดินเข้าไปสู่โลกจริงที่หลายครั้งมันสร้างแผลไว้ในหัวใจเรานับไม่ถ้วน ไกลบ้าน และห่างเพื่อน คนอื่นอาจจะมองว่านี่คือความกระจอก ที่ไม่สามารถจัดการตัวเองได้อย่างคนทำงานมืออาชีพ แต่ผมเห็นว่านี่เป็นหนึ่งในความเจ็บปวดที่ควรได้รับการเยียวยา มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เป็นกันทุกคน เพียงแต่จะกล้าบอกหรือเปล่าว่าเจ็บปวดอยู่

คงจะเป็นโชคดีที่งานที่ผมทำมันเปิดโอกาสให้เราได้เดินทางเข้าไปในพรมแดนอื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เนื่องจากงานมันเรียกร้องให้เราต้องรู้จักคนเยอะๆ เพื่อที่จะได้มีแหล่งข่าวของตัวเองมากขึ้น ประจวบเหมาะพอดีกับช่วงสถานการณ์ภายหลังการรัฐประหารได้ไม่ถึงปี ภายหลังจากที่กระแสต้าน คสช. เริ่มเบาบางลงไปจนแทบจะไม่เห็นความหวังอะไรเหลืออยู่ นอกเสียจากรอคอยเวลา รอคอยให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกถึงเมื่อไหร่ เพราะพวกเขากำลังทำในสิ่งตรงกันข้าม เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อจัดการกับความขัดแย้ง เขาแค่เข้ามาเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของชั้นนำของตัวเอง เขามีอำนาจ เขามีปืน และเขามีกฎหมาย เขาพร้อมจะกดปราบผู้ท้าทายไม่ละเว้น เขาประสบความสำเร็จในช่วงแรก เขาคุมโทนสังคมไทยด้วยสีดำ ลึกลับ คาดเดาไม่ได้ และสร้างหวาดกลัวเข้าปกคลุม

แต่ไม่นานนักในความมืดมิดที่สิ้นหวังกลับมีคนกล้าลุกขึ้นมาจุดไฟขึ้นอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงแค่ไฟดวงเล็กที่ไกลจะมอดดับก็ตามที พวกเขาไม่ใช่แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในแบบที่เราเคยรู้จัก ไม่ใช่นักการเมืองผู้มีมวลชนคอยติดตามเรือนหมื่น เรือนแสน แต่เป็นแค่นักศึกษา เป็นวัยรุ่นทั่วไปๆ กิน ดื่ม เที่ยว อกหักได้ ร้องไห้เป็น แต่ที่สำคํญคือ ต่อหน้าความหวาดกลัวสีมืดดำที่หลายคนถอดใจและสยบยอม พวกเขากลับยืนจ้องมองมัน และยิ้มเยาะหัวร่อต่ออำนาจ อำนาจที่ 2 ปีถัดมาทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปโดยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน หลายคนเรียนดี หลายคนมีโอกาสที่ดี พวกเขาควรจะไปได้ไกลกว่านี้ แต่กลับชะงักงันติดอยู่ในวังวนของการเมืองไทย ที่มองเห็นประชาชนเพียงไพร่ทาสไม่เปลี่ยนแปลง หากจะมีอะไรที่เปลี่ยนก็เห็นจะมีเพียงการก้าวเดินจากศตวรรษเก่าสู่ศตวรรษใหม่แต่สถานะความเป็นทาสยังถูกตรอกตรึงอยู่ดังเดิม

แม้หน้าที่การงานจะแบ่งเส้นกั้นชัดเจนว่าเราคบหากันได้เพียงแค่สถานะของนักข่าว และแหล่งข่าว แต่พูดอย่างตรงไปตรงมา หัวใจผมบอกว่าคนเหล่านี้คือคนที่เรียกได้ว่าเพื่อนอย่างเต็มปาก แต่การที่กล้าพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่าคนอ่านข่าวสามารถที่จะแยกแยะได้ออกว่าตัวหนังหนังสือที่ปรากฎอยู่ในงานที่ผมทำ อะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรคือความคิดเห็น และเข้าใจว่าหลักการสิทธิมนุษยชน กับความบิดเบือนแตกต่างกันอย่างไร

พยายามจะหาเหตุผลอยู่หลายครั้งว่า เพราะอะไรผมถึงได้มอบคำว่า “เพื่อน” ให้กับพวกเขาได้อย่างสนิทใจ หรือหากถูกใครถามคำตอบที่ผมให้ก็คงไม่เหมือนกันสักครั้ง แต่จุดร่วมหนึ่งที่มีเหมือนกันในทุกคำตอบคือ พวกเขากลายเป็นส่วนเติมเต็มให้ชีวิตที่โหวงๆ แหว่งๆ ชีวิตหนึ่งมันมีความหมายมากขึ้น และวิธีการที่สร้างมิตรภาพขึ้นมาก็ง่ายเสียเหลือเกินเพียงแค่การนัดกันดื่มเบียร์ และพูดคุยกันทุกเรื่องยกเว้นเรื่องการเมือง ใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องต้องห้ามในวงเหล้า แต่มันเหนื่อย เหนื่อยเกินกว่าจะใช้เวลาพักผ่อนมาพูดคุยเรื่องหนักๆ อีก เราพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง อะไรก็ตามที่เป็นความสนใจของคนวัยหนุ่มเราคุยหมด ผู้หญิง SEX รสนิยมทางเพศ ชีวิต ความสัมพันธ์ เกมส์ การวางแผนจีบผู้หญิง และฟุตบอล และหนึ่งในคนที่เคยนั่งคุยกันผ่านแก้วเบียร์อยู่หลายครั้งชื่อของเขาคือ “ไผ่ ดาวดิน”

เอาเข้าจริงแล้วผมกับไผ่ รู้จักกันจริงก็แค่ปีกว่า แต่ผมได้ยินชื่อไผ่มานานแล้ว จากกรณีที่เขาไปทำกิจกรรมช่วยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำที่จังหวัดเลย จนได้มาเห็นหน้าไผ่ในข่าวอีกครั้ง ตอนไปชูสามนิ้วใส่หน้าท่านผู้นำ ผู้นำที่คิดว่าก่อนหน้านั้นจะไม่มีใครต่อต้านเขาอีก หลังจากนั้นก็ได้ไปรู้จักแบบเจอหน้ากันตอนลงพื้นที่ไปทำข่าวเรื่องการขนย้ายอุปกรณ์ขุดเจาะปิโตรเลียมที่บ้านนามูล จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี 58 กว่าจะเรียกกันว่าเพื่อนจริงๆ ก็ต้นปี 59

ไผ่ สอนผมหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องจีบสาว แม้จะไม่เคยใช้ได้ผลเลยสักครั้งก็ตาม ถ้ามองจากวิธีการจีบผู้หญิงที่ไผ่สอน น่าสนใจว่ามันบ่งบอกความเป็นตัวไผ่ได้เยอะมาก เขาบอกให้ผมพูดอะไรออกไปตรงๆ คิดอะไรถ้ามันไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว ความรู้สึกถ้าไม่พูดไปใครเขาจะรู้ ถ้าไม่ได้แฟน มึงก็ได้เพื่อน พี่ น้อง เพิ่มมาอีกคน

แต่การที่พูดอะไรตรงๆ ในสังคมไทยดูจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้สักเท่าไหร่ เพราะนอกจากชีวิตผมจะมีแต่เพื่อน พี่ และน้องแล้ว การพูดอะไรตรงๆ ก็สามารถทำให้คนที่แชร์บทความ และโพสต์เฟสบุ๊ก ติดคุก ถูกถอนประกัน ด้วยเหตุผลที่ฟังดูไม่มีเหตุผล 22 ธ.ค. 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นสั่งถอนสัญญาประกันตัว “ไผ่ ดาวดิน” หนึ่งในเหตุผลที่ถูกบันทึกไว้ในคำสั่งคือ ไผ่ มีพฤติกรรมเย้ยหยันอำนาจรัฐ

ผมพยายามถอดความระหว่างบรรทัดหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสั่งถอนประกันไผ่ ถอดจากเหตุที่ว่า ไผ่เย้ยหยันอำนาจรัฐ โดยปกติแล้ว ในประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย อำนาจรัฐคืออำนาจประชาชน แปลกประหลาดพอสมควรที่ไผต้องติดคุกเพราะเย้ยหยันอำนาจ ที่ส่วนหนึ่งก็เป็นอำนาจของเขาเอง แต่เรื่องอำนาจรัฐเป็นอำนาจของประชาชนเห็นที่จะมีอยู่แค่ในตำนานเรียนเท่านั้น เพราะสำหรับประเทศไทยอำนาจรัฐที่ว่า ไม่เคยถูกชนชั้นนำมองว่าเป็นอำนาจของประชาชนเลยสักครั้ง ผมไม่รู้ว่ามันเป็นอำนาจใคร แต่คงจะศักดิ์สิทธิ์เสียจนแตะต้องอะไรไม่ได้ ดีไม่ดีอาจจะเป็นอำนาจของคณะเทวดา ผู้ปวารณาตนมาโปรดสัตว์ สำหรับพวกเขาอาจจะมองเห็นหัวคนเหมือนหัวหมา เลี้ยงไม่เชื่อง ไม่เชื่อฟัง ก็เฆี่ยนตีให้หลาบจำ เราไม่ต่างจากไผ่ ในสายตาของพวกเขา เราอาจะมีค่าแค่หมาตัวหนึ่ง

จาก 22 ธ.ค. 2559 ถึง 31 มี.ค. 2560 เป็นเวลา 100 วันที่ไผ่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ ผมไม่ได้คำนวณไว้ล่วงหน้าว่าไผ่จะติดคุกครบ 100 วันพอดีวันนั้น แต่ถือว่าเป็นโชคดีที่น้อยนิด ในโชคร้ายที่ใหญ่มหึมา เหมือนฝุ่นผงของเศษดิน ที่ล่องลอยกับสายลมมาจากเทือกเขาทะมึน โชคดีที่ว่าคือผมมีเรื่องที่จะเขียนถึงไผ่ จากลางานและเดินทางมาเยี่ยมเขาที่ขอนแก่นในวันที่ 100 แต่เรื่องที่เลวร้ายคือเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะต้องนับการครบรอบการอยู่ในคุกของไผ่อีกกี่ครั้ง 100 วันผ่านไปแล้ว อาจจะนับอีกครั้งตอนครบ 200 วัน 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือมากกว่านั้น จะช้าหรือจะเร็วขึ้นอยู่กับอะไร ขณะที่คนก่อคดีฆ่าคนตายบางคนได้รับสิทธิการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ระหว่างอุทธรณ์ และฎีกา แต่คนแชร์บทความ และแสดงความคิดเห็นในเฟสบุ๊กกลับถูกตัดสินให้อยู่ในคุกเรียบร้อย ถูกตัดสินให้ถูกจองจำก่อนที่อัยการจะส่งฟ้อง ถูกตัดสินก่อนที่คำพากษาจากศาลจะออกมา ถูกตัดสินเสียแล้วว่าเป็นภัยร้ายแห่งยุคสมัย แม้จะไม่มีใครบาดเจ็บล้มตายกับสิ่งที่เขาทำเลยสักคน อย่าว่าแต่คนเลยแมลงสักตัวก็ไม่ได้รับผลกระทบ

แปลก แต่จริง เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง และไม่ใช่เพียงเฉพาะกับไผ่เท่านั้น คนที่ถูกคุมขังจำจองเพราะความคิดยังมีอีกหลายคน และไม่เพียงเฉพาะคนที่อยู่ภายในคุกเท่านั้น สำหรับผมเขาจับไผ่ 1 คน เพื่อจำจองความคิดคนข้างนอกด้วย และเราหลายคนยินยอมให้มันเป็นไปแบบนั้น เรายอมมา 100 วันแล้ว และเราจะยอมต่อไป ต่อไป ยอมต่อไปจนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนเชื่องเพราะความกลัว และสถานการณ์ที่บีบบังคับให้สยบยอม เห็นจะมีคนเดียวที่ยังสู้อยู่ คนที่ว่าก็คือตัวไผ่เอง เขาสู้กับความคาดหวังของตัวเอง สู้กับความแค้นที่อยู่ในใจ สู้กับบางสิ่งบางอย่างที่จำจองและทำลายความเป็นมนุษย์ของตัวเองลงไปทุกวัน

และก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสเยี่ยมไผ่ สิ่งแรกที่เห็นคือรอยยิ้ม คำแรกที่ได้ยินคือ “ไหวอยู่/ได้อยู่” แต่แววตาบ่งบอกความในใจเสมอ ผมได้คุยกับไผ่หลายเรื่องในช่วงเวลาประมาณ 15 นาที หนึ่งในเรื่องที่คุย ผมเล่าให้เขาฟังว่า เพื่อนที่เปิดร้านคราฟเบียร์อยู่ ทุกวันมันจะเอาช็อคมาขีดกำแพงเป็นเส้นตรงเหมือนนับวันเวลา ครั้งแรกที่เห็นผมถามเพื่อนคนนั้นว่า ขีดเพื่อนับว่าเปิดร้านมาได้กี่วันเหรอ เขาบอกไม่ใช่ และบอกให้ผมลองนับวันดู และคิดดีๆ อีกทีว่ารอยขีดบนผนังร้านต้องการสื่อสารถึงอะไร 3 วันก่อนผมนับ 98 แล้ววันนี้เข้าใจว่ารอยขีดในร้านจะเพิ่มมาอีก 3 ขีด รวมแล้วเป็น 101 ขีด

ไผ่ยิ้มเมื่อรู้ตอนเฉลยของเรื่องรอยขีดบนผนัง เขาฝากบอกเพื่อนคนนั้นด้วยว่า มึงเป็นคนน่ารัก แต่กลับถามแบบติดตลกว่า แล้วผนังร้านจะมีที่พอให้ขีดไหม ผมหัวเราะแก้เขินรับมุขตลกผ่านกระจกและลูกกรงกั้น แต่เหมือนมีมีดปลายคมค่อยๆ สอดแทรกเข้ามาที่หัวใจ เจ็บยิ่งกว่าถูกผู้หญิงบอกเลิกเสียอีก

1 เม.ย. 2560

แม้จะเป็นวันแห่งการโกหก แต่ดูจะใจร้ายกันเกินหากเรายังโกหกความรู้สึกตัวเองกันอยู่