Skip to main content

เมื่อเดินทางจากลำปาง
มาอยู่กับท่านเศรษฐีใจบุญที่กรุงเทพ ท่านให้ผมเรียกท่านว่า "นายพ่อ" ท่านได้สอนให้ผมร้องเพลงเล่นกับวงดนตรีคนพิการของท่าน รวมทั้งสอนให้ขายล็อตเตอรี่ด้วย เพื่อให้ออกไปหาเงิน ผมก็ไป ไม่เคยอิดออดอะไร เพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือและมีชีวิตที่ดีขึ้น...

บางวัน ฝนจะตกแดดจะออกอย่างไรก็ไม่มีวันหยุดพัก นายพ่อจะขับรถพาคณะดนตรีของเรา ไปเล่นตามข้างสะพานลอย ตามข้างฟุตบาทแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือตามบริเวณตลาดต่างๆ

พอถึงเวลานายพ่อจ่ายเงินเดือน  ผมก็ขอให้นายพ่อเป็นธุระช่วยส่งเงินไปให้ยายที่ลำปาง ผมดีใจมาก...ที่สามารถหาเงินส่งไปให้ยาย ที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ยังแบเบาะ...ยายได้รับแล้วก็เขียนจดหมายมาบอกผมว่า ถ้าไม่จำเป็นอะไร ไม่ต้องส่งมาก็ได้ เพราะยายอยู่กับวัด แทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ให้หลานเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนเถิด แต่ผมก็ยังส่งไปให้แทบทุกเดือน...                       

วันเวลาผ่านไป
จนกระทั่งย่างเข้าปีที่ 5 ที่ผมได้มาใช้ชีวิตกับนายพ่อในเมืองหลวง ผมอายุย่าง 16 ปี แล้ว แต่ผมก็ยังไม่ได้เรียนอักษรเบลล์ ยังคงต้องตระเวนออกไปร้องเพลงกับคณะรุ่นพี่เขา ที่ แขน ขา พิการ แต่ตาดี นายพ่ออ้างว่าต้องอายุครบ 17 ปีเต็ม จึงจะเข้าเรียนอักษรเบลล์ได้ ผมจึงได้แต่บอกตนเองว่า ให้อดทนเพียงแค่ปีเดียว เราก็จะได้เล่าเรียนหนังสือ และเคยขอร้องนายพ่อ ให้พาผมกลับไปเยี่ยมยายที่จังหวัดลำปางบ้าง แต่นายพ่อกลับว่าบอกไม่มีเวลา ให้สุทัศน์ขยันทำงานฝากเงินไปให้ยายก็พอแล้ว...

ด้วยความอ่อนเขลาต่อโลก
ผมจึงไม่คิดอะไรมาก ได้แต่ฝันเอาไว้ว่า เรียนหนังสือจบเมื่อไหร่ จะไปรับยายมาอยู่ด้วย ที่บ้านนายพ่อ ผมมีเพื่อนสนิทมากที่สุดคนหนึ่ง เธอชื่อจันทร์ มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกันตลอด ไม่ว่าทุกข์หรือสุขจันทร์คนเดียวเท่านั้นที่ผมคิดว่า เธอคือเพื่อนตายของผม จันทร์เธอขาขาดไปข้างหนึ่ง แต่ใส่ขาเทียม วันหนึ่ง จันทร์ไปเจอจดหมาย ที่ยายเขียนมาถึงผมในถังขยะ จันทร์จึงเอามาอ่านให้ผมฟัง

"...สุทัศน์หลานรักของยาย เกือบปีแล้วนะ ที่เอ็งไม่ได้ติดต่อมาหายาย เอ็งอยู่สุขสบายดีหรือ นายพ่อบอกยายว่า เองไปเป็นลูกบุญธรรมของฝรั่งใจบุญคนหนึ่ง เอ็งคงสบายดีนะลูก วันหลังถ้ามีเวลา อย่าลืมมาเยี่ยมยายบ้างนะยายคิดถึงเอ็งเสมอ..."
พอผมได้ฟังข้อความที่จันทร์อ่านให้ฟัง ผมแทบเป็นลม ทำไม นายพ่อถึงสร้างเรื่องราวเช่นนี้ไปหลอกยายผม...

ผมค่อยๆตั้งสติ ระงับอารมณ์โกรธ
บอกตนเองให้ใจเย็นๆ และตัดสินใจเข้าไปต่อว่าต่อขานนายพ่อ เพราะหลายปีที่นายพ่อไม่เคยพาผมไปเยี่ยมยายที่ลำปางเลย และบอกว่า ถ้านายพ่อไม่พาไป ผมจะชวนจันทร์ไปเป็นเพื่อน หากเจอยายแล้วผมจะกลับมา นายพ่อพยามพูดหว่านล้อมผมต่างๆนาๆ  และบอกว่าพรุ่งนี้จะพาผมไปเยี่ยมยายเอง วันนี้ให้ไปพักผ่อนก่อน แล้วนายพ่อก็สั่งให้หลานชายที่ชื่อไอ้ภิญโญ ซึ่งเป็นคนดุร้าย จิตใจหยาบช้า นำผมไปกักขังไว้อีกห้องหนึ่ง และลงไม้ลงมือทุบตี ข่มขู่ ผมต่างๆนาๆ ผมถามเขาไปว่า แค่ไปเยี่ยมยายแค่นี้ ผมผิดอะไรนักหนา ถึงต้องมาทำผมขนาดนี้...

ตลอดระยะเวลาหลายปี ที่นายพ่อแสดงตนว่าเป็นนักบุญ ที่แท้มันก็แค่เปลือกนอกเท่านั้นเอง เขาขู่ผมว่า ถ้าหากนำเรื่องนี้ไปบอกตำรวจหรือบอกใครก็แล้วแต่  จะต้องตายทั้งยายและหลาน ผมกลัวว่ายายของผมจะได้รับอันตราย จึงจำยอมอดทนทำงานให้ท่านต่อไป...

ชีวิตผมช่วงนั้น
ต้องทนกล้ำกลืนฝืนใจ นำความพิการของตนเองไปทำงานและก็งาน ไม่มีวันนี้หรือพรุ่งนี้ และไม่มีอีกแล้วอักษรเบลล์ที่ผมใฝ่ฝันจะได้เรียน ผมถูกใช้งานหนักกว่าเมื่อก่อน ที่นายพ่อยังแสดงบท - เมตตาสงสารคนพิการตาบอดอย่างผม...

ยิ่งมารับรู้ในภายหลังอีกว่า ตลอดระยะเวลา 8 - 9 ปี ที่อยู่กับนายพ่อ รายได้ที่เคยคิด...ว่าได้ หลังจากสองสามเดือนแรกๆที่มาอยู่กับนายพ่อแล้ว ไม่เคยไปถึงมือยายของผมเลย และต่อมา หัวใจของผมก็แทบแตกสลาย เมื่อจันทร์และเพื่อนๆในคณะดนตรี ได้แอบเอาจดหมายของยาย ที่เขาขยำทิ้งในถังขยะมาอ่านให้ผมฟังอีกว่า...

ยายได้เสียชีวิตแล้ว
!
ยิ่งทำให้ผมทุรนทุราย จะไปหายายที่จังหวัดลำปางให้จงได้ !
นายพ่อจึงดุด่าผม - หาว่าเป็นคนเนรคุณข้าวแดงแกงร้อน ผมจึงเถียงนายพ่อว่า เกือบสิบกว่าปี ที่ผมทำงานหาเงินให้นายพ่อและครอบครัวร่ำรวยและอยู่สุขสบาย ผมนี่นะหรือ...เป็นคนเนรคุณ มิหนำซ้ำยังมาหลอกผม ว่าส่งเงินไปให้ยาย และหลอก...หลวงพ่อกับยาย ว่าจะส่งเสียผมเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอด ที่จนป่านนี้ ชื่อโรงเรียนผมก็ยังไม่รู้จัก นายพ่อจะทำอะไรผมก็ทำเถิด ผมปลงแล้ว..ยายของผมก็ตายแล้ว แต่ขอให้ผมได้ไปกราบศพยาย  แล้วผมจะไม่นำเรื่องราวเหล่านี้ ไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด...
พอผมพูดเช่นนี้ออกมา นายพ่อก็มีอาการโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟ และสั่งให้หลานชายจับผมไปขังและทุบตีผม...

ต่อมา
จันทร์ ได้ยินนายพ่อกับหลานชาย พูดกันว่า ไอ้นี่...ชักจะเหิมเกริมใหญ่ จำเป็นต้องเก็บมันเสียแล้ว ถึงแม้จันทร์จะเป็นหลานแท้ๆของนายพ่อ แต่จันทร์ก็รักและเมตตาต่อผมมาเสมอ  จันทร์จึงแอบนำปืนและมีดมาให้ผม ช่วยกันฆ่าหลานชายของนายพ่อ ก่อนที่มันจะลงมือฆ่าผม จันทร์เล่าให้ผมฟังว่า หลานชายนายพ่อต้องการฆ่าผมให้ตาย...คืนนี้ และจะนำศพผมไปนั่งยางเผา ยิ่งทำให้ผมโกรธแค้น จนลืมนึกถึงความผิดชอบชั่วดี จันทร์ได้แอบอยู่ใต้เตียงในห้องกับผม จนกระทั่ง หลานชายนายพ่อที่ชื่อภิญโญเข้ามาในห้อง และเริ่มเตะต่อยทุบตีผม พลางสำรากวาจาใส่ผม
"ไอ้สัตว์นรก ! ชีวิตมึงมันไม่มีค่าอะไรหรอก อย่าอยู่แม่ง...ให้หนักโลกเลยว่ะ !"

ผมไม่รู้ว่า เขาเตรียมเอาอาวุธอะไรมาฆ่าผม ผมรู้แต่ว่าขณะที่เขาเตะต่อยทุบตีผมอย่างเมามัน ผมก็ได้ยินเสียงดังสวบ และเสียงไอ้ภิญโญร้องเสียงดังลั่น
"มึงแทงกูอีจันทร์ ! มึงแทงกูอีจันทร์ !"
ติดตามมาด้วยเสียงปืน...ระเบิดขึ้นนัดหนึ่ง ผมตกใจแทบสิ้นสติ พยายามจะช่วยเหลือจันทร์และบอกให้จันทร์ส่งปืนมาให้ผม  ผมกำปืนไว้แน่น ได้ยินเสียงจันทร์วิ่งออกไป ได้เสียงคนร้องโวยวายที่หน้าห้อง ได้ยินเสียงนายพ่อร่ำไห้ และโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ผมยิงปืนขึ้นฟ้านัดหนึ่ง และร้องตะโกนว่า ใครขืนเข้ามาตาย... ผมเหมือนคนเสียสติในขณะนั้น รู้เพียงแต่ว่าคงต้องตาย หรือไม่ก็ต้องถูกจับติดคุกแน่ๆ...

ตำรวจที่มาล้อมจับ พยายามหว่านล้อมผมต่างๆนาๆให้วางอาวุธ ในขณะที่นายพ่อเอาแต่ก่นด่าผมไม่ขาดปาก ผมคิดว่าการออกจากที่นี่ไปอยู่ในคุก  ยังจะดีกว่า...เป็นข้าทาสดีอยู่ที่นี่ให้เขาสับโขกขูดรีด...
                          

                           โอ้ เจ้าลูกนกขมิ้นเหลืองอ่อน 
                            ค่ำลง เจ้ายังมีพ่อแม่คาบเหยื่อมาป้อน 
                            และคอยปกป้องภัยเอาไว้ใต้ปีกอันอบอุ่น 
                            แต่เด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการ
                            ซ้ำยังตาบอดพิการอย่างผม หามีใครไม่ 
                            มียายที่รักผมอยู่คนเดียว 
                            ยายก็มาตายจาก...โดยไม่ได้พบปะหน้าค่าตากัน 
                            หวังจะพึ่งนายพ่อที่ใครเขาว่าเป็นคนใจบุญ
                            แทนอ้อมกอดของพ่อที่แท้จริง 
                            กลับต้องมาตกนรกทั้งเป็น
!    

ผมตัดสินใจยอมวางปืน และออกไปให้ตำรวจจับ และให้การในเวลาต่อมาว่า ผมเป็นคนที่ฆ่านายภิญโญเอง   ตำรวจบอกว่าตามองไม่เห็น ทำไมถึงยิงถูก ผมบอกว่า เขาเอามีดเข้ามาจะแทงผมแบบประชิดตัว ผมก็ยิงมั่วไป   ถึงตาผมจะบอดแต่ประสาทหูของผมไม่บอด...

และให้รายละเอียดต่อมาอีกว่า ผมเตรียมจะฆ่าเขามานานแล้ว ผมทนไม่ได้ที่เขารังแกผม  ผมจึงต้องสู้โดยไม่กลัวตายสักนิด เพราะคิดว่าชีวิตนี้เกิดมาทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ขอตายไปพร้อมคนชั่วแบบนี้ดีกว่า เจ้าภิญโญมันก่อกรรมทำเข็ญกับผมมานาน มันสมควรตาย...

ผมเล่าเรื่องทุกสิ่งให้กับตำรวจฟัง โดยไม่ยอมพาดพิงถึงจันทร์ จันทร์ได้มาเยี่ยมผมที่โรงพัก เราจับมือกันมั่น เราสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน ผมยอมรับผิดและติดคุกคนเดียว ดีกว่าให้จันทร์มาติดด้วย นายพ่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตา เส้นสายก็มากโข  นายพ่อวิ่งเต้นคดีอย่างไร ผมไม่รู้  ผมรู้แต่ว่า ผมถูกศาลพิพากษาตัดสินสั่งจำคุกตลอดชีวิต !

30 มีนาคม 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
"นางแบบภาพประกอบ สุธาทิพย์ โมราลาย คอลัมนิสต์วรรณกรรมกุลสตรี ถ่ายโดยผู้เขียน" สมัยหนึ่ง ขงจื๊อกับศิษยานุศิษย์เดินทางไปรัฐชี้ เส้นทางผ่านป่าใหญ่เชิงภูเขาไท้ซัว ได้ยินเสียงร่ำไห้ของสตรีนางหนึ่งแว่วมาแต่ไกล ขงจื๊อหยุดม้า นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “เสียงร้องไห้ฟังโหยหวนน่าเวทนานัก หญิงผู้นั้นคงได้รับทุกข์แสนสาหัสเป็นแน่” จื๊อกุงศิษย์ผู้ใกล้ชิดรับอาสาไปถามเหตุ หญิงนั้นกล่าวแก่จื๊อกุงว่า “น้าชายของฉันถูกเสือขบตายไม่นานมานี้ ต่อมาสามีของฉันก็ถูกเสือกินอีก บัดนี้เจ้าวายร้ายก็คาบเอาลูกชายตัวเล็กๆของฉันไปอีก” จื๊อกุงถามว่า “ทำไมท่านไม่ย้ายไปอยู่เสียที่อื่นเล่า” เธอตอบสะอื้น “ฉันย้ายไม่ได้ดอก” “…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเกาะติดสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้มาแบบวันต่อวัน ตั้งแต่นปช.คนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพมาเผชิญหน้ากับรัฐบาลเมื่อกลางเดือนมีนา และเป็นเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งในหน้าบล็อกกาซีนของเว็บประชาไท ที่คอยประสานเสียงกับผู้คนอีกมากมายหลายฝ่ายในสังคม ที่พยายามตะโกนบอกทั้งฝ่ายคนเสื้อแดงและรัฐบาลให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่จะทำให้ผู้คนล้มลงตายและบาดเจ็บ เพราะเชื่อกันว่า ยังมีทางเลือกที่สามารถตกลงกันได้ โดยไม่ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน... จนกระทั่งเว็บถูกฝ่ายควบคุมสื่อมวลชนของรัฐเข้ามาบล็อกเว็บ…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หลังจากการเจรจากัน เรื่องการยุบสภาระหว่างรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กลุ่ม นปช. - คนเสื้อแดง ที่ขัดแย้งกันเพราะตกลงกันไม่ได้ในเรื่องเงื่อนไขของเวลา ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะต้องยุบสภาภายในเวลา 15 วัน และฝ่ายรัฐบาลบอกว่ายุบสภาก็ได้แต่ต้องรออีก 9 เดือน ผ่านไปสองครั้ง และยังไม่สามารถตกลงกันได้
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเกาะติดสถานการณ์ การชุมนุมเรียกร้องของมวลชนคนเสื้อแดง ที่พยายามกดดันเรียกร้องให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 53 เรื่อยมาจนถึงวันนี้ (24 มีนา 53) ซึ่งทีแรก หลังจากที่รัฐบาลถูกราดเลือดตอบโต้คำปฏิเสธแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีทีท่าว่า จะหันหน้ามาเจรจาตกลงกันด้วยสันติ แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ล้มเหลว เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถจะยอมรับกันได้ ด้วยเหตุผลที่เป็นหลักใหญ่ที่ขัดแย้งอย่างสุดๆ  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ใช่หรือมิใช่ นอกจากอำนาจนิติรัฐ และอำนาจจากกองทัพทหารตำรวจ ที่คอยแวดล้อมปกป้องครองรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีอำนาจที่น่ากลัวอีกอำนาจหนึ่ง ที่สามารถกำหนดชัยชนะและความพ่ายแพ้ของมวลชนคนเสื้อแดง นั่นคือ อำนาจ ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เราไม่รู้ว่า รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดผิดหรือคิดถูก ที่ใช้อำนาจนิติรัฐสั่งยึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร แล้วยังหมายมาดจะใช้อำนาจนี้ ขย้ำขยี้ด้วยคดีอาญาอีกมายหลายคดี เพื่อทำลาย ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวแบบไม่ให้ได้ผุดได้เกิด ราวกับว่ารัฐบาลนี้จะยึดกุมอำนาจการบริหารประเทศแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง ไปจนตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  อ่าน ดู และฟัง เรื่องราว ของ ทักษิณ ชินวัตร จากมุมมอง คนรัก ทักษิณ ชินวัตร สื่อสาร อ่าน ดู และฟังแล้ว ก็น่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง ตามที่เขาว่า ทักษิณ ชินวัตร มิได้เป็นคนโกง แต่ถูกเขากลั่นแกล้งทำลาย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  26 ก.พ. 53 พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ ของ ทักษิณ ชินวัตร คน คน คน คน คนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอดู ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ของ ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้อำนาจศาลสถิตยุติธรรมของสังคมไทย ว่าเขาจะถูกศาลพิพากษาตัดสินอย่างไร ถูกยึดเอาทรัพย์ทั้งหมด ถูกยึดเอามากเหลือไว้แต่น้อย ถูกยึดเอาไปเพียงบางส่วน หรือไม่ถูกยึดเลยแม้แต่สลึงเดียว... คน คน คน คน คนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอดู
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  “ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว” ใครคนหนึ่งนิยามในเชิงสรุปเรื่องนี้ขึ้นมาลอยๆ หลังจากนั่งพูดคุยกันมามากมายหลายเรื่อง แล้วมาลงเอยที่เรื่องราวความเจ็บปวดในชีวิต ที่เราซึ่งต่างโตเป็นผู้ใหญ่ ต่างก็ได้ประสบกันมาคนละมิใช่น้อย จากประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต เช่น ความรัก ความหวัง ความฝัน ความทะเยอทะยาน หน้าที่การงาน อุบัติเหตุ การถูกทำร้าย ความเจ็บไข้ได้ป่วย หนี้สิน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวบางเรื่อง ที่ทำให้เราขัดแย้งกับตัวเอง ฯลฯ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมจำได้ว่า ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ตามหลักของพุทธศาสนาในระดับศีลธรรม ด้วยความเชื่อว่ามันเป็นสัจธรรมของชีวิต แล้วมีผู้แย้งมาในทำนองที่ว่า ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นกฎอันเฉียบขาดของโลกและชีวิตมนุษย์ เพราะบ่อยครั้งที่เขาทำดี...แล้วไม่เห็นได้ดี จนเขานึกท้อที่จะทำความดี
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  คุณค่าผลงานวรรณกรรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลายประเภท นับตั้งแต่ข้อเขียนบรรยายภาพ คอลัมน์ในนิตยสาร เรื่องสั้น นวนิยาย และงานเขียนปกิณกะอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีงานร้อยแก้วที่มีลักษณะลีลาของร้อยกรองปลอดฉันทลักษณ์ หรือร้อยกรองรูปแบบอิสระปรากฏอยู่ เป็นช่วงสั้นๆในนวนิยายบางเรื่องด้วย ผลงานหลากประเภทดังกล่าวมีจำนวนมากมาย เฉพาะงานเขียนที่รวมเล่มแล้วมีจำนวนประมาณ 100 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้น บทความ และข้อเขียนจากคอลัมน์ต่างๆ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมนึกแปลกใจ ที่งานเขียนนวนิยายหลายเล่มของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่าน นักเขียน นักวิเคราะห์วรรณกรรม หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่ประกาศยกย่องเชิดชูให้เขาเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรม ปี 2538 ต่างมีความเห็นตรงกันว่า นวนิยายที่เป็นงานโดดเด่น หรือที่ภาษาทางศิลปะเรียกกันว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ นวนิยายเรื่องสนิมสร้อย ใต้ถุนป่าคอนกรีท เสเพลบอยชาวไร่ ผู้มียี่เกในหัวใจ ฯลฯ โดยเฉพาะสนิมสร้อยนั้น ดูเหมือนจะถูกยกย่องไว้สูง จนไม่มีเรื่องใดมาเทียบได้ และหลงลืมหรืออาจจะจงใจหลงลืม นวนิยายเรื่องหนึ่งของเขาที่ชื่อว่า “คืนรัก”