Skip to main content


ทักษิณ ชินวัตร

เดินทางลงมาจากยอดเขาสูง
ลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่างเป็นเวลานานนับปีแล้ว
หลังจากต่อสู้ปีนป่าย...ขึ้นไปอยู่บนยอดสุดเป็นเวลานานหลายปี
แต่ทันทีที่เขาก้าวย่างลงมา
เหยียบฝ่าเท้าลงไปแตะผืนแผ่นดินเบื้องล่าง
เขาก็พลันพบว่า...
พื้นดินบนผืนแผ่นดินไทย
มิใช่พื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเขาเสียแล้ว

เช่นเดียวกับ
สนธิ ลิ้มทองกุล
ที่เพิ่งเดินทางลงมาจากยอดเขาสูงอีกลูกหนึ่ง
ที่เขาต่อสู้ปีนป่าย...ขึ้นไปหยัดยืน
ในฐานะคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองหมายเลข  1 ของ ทักษิณ ชินวัตร
ทันทีที่เขาก้าวย่างลงมา
เหยียบฝ่าเท้าลงไปแตะผืนแผ่นดินเบื้องล่าง
เขาก็พลันพบว่า...
พื้นดินบนผืนแผ่นดินไทย
มิใช่เป็นเพียงพื้นที่อันตราย ของ ทักษิณ ชินวัตร คู่ปฎิปักษ์ของเขาเท่านั้น
แต่ยังเป็นพื้นที่อันตรายอย่างยิ่งของเขา...อีกคนหนึ่ง - ในวันนี้

ใช่
เมื่อพื้นทางการเมืองบนท้องถนนนอกรัฐสภา
ได้ปรากฏโฉมหน้าตัวละครการเมืองชุดใหม่
ที่มีผู้รู้เชื่อกันว่า
เป็นตัวละครชุดเดียวกันกับที่ส่งคนไปวางคาร์บอม
หมายจะระเบิดบึ้ม ! เอาชีวิต ทักษิณ ชินวัตร ให้ฉีกขาดย่อยยับ
แต่ก็ยังไม่มีใครยอมเชื่อ...
ณ กรอบเวลาและสถานการณ์ที่สับสนในตอนนั้น
เพิ่งมาเชื่อกันสนิท
เมื่อพวกเขาได้ปรากฏตัว
ออกมาปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง...ที่เพิ่งผ่านไปอย่างสดๆร้อนๆ
เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 17 เมษายน 2552 ณ บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม
โดยใช้อาวุธสงคราม เอชเค อาก้า เอ็ม 16 และ เอ็ม  79
รุมซัลโวรถยนต์ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่หวุดหวิดรอดตายอย่างเหลือเชื่อ
จากห่ากระสุนปืนนับร้อยกว่านัด...
ท่ามกลางพื้นที่การประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สนธิ ลิ้มทองกุล
แม้เขาจะประกาศหลังจากการรอดตายว่า
มีอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ - บวกกับอำนาจความดีที่เขาได้กระทำ...คุ้มครองชีวิตเขาเอาไว้
แต่กระนั้น...
คนที่กล้าหาญจนน่าขนลุก
เพราะไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ
และไม่เข้าไม่ออกใครอย่างเขา
นอกจากความดีงามและความถูกต้องตามทัศนะความเชื่อของเขา
ก็ยังเกริ่นกล่าวออกปากเลือก...ที่จะเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอน
แทนการยืนหยัดต่อสู้บนผืนแผ่นดินไทยเช่นเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร
ท่ามกลางความดีงามและความถูกต้องอีกมากมายหลายชุด - หลายทัศนะความเชื่อ
ที่แต่ละคน - แต่ละสังคม แต่ละฝักแต่ละฝ่าย - แต่ละพรรคแต่ละพวก

เกือบร้อยทั้งร้อย...
ต่างก็กำหนดกันขึ้นมา "ยึดมั่นถือมั่น" เป็นความเชื่อของตัวเอง
บนพื้นฐานผลประโยชน์ ของใครของมัน
ใช่หรือมิใช่...
นี่คือความดีงามและความถูกต้อง - ในโลกของความเป็นจริง
ที่เห็นได้ชัดจากความขัดแย้งทางการเมือง
ตั้งแต่ชั้นบนสุดในรัฐสภาลงมาจนถึงท้องถนน  
โอ้
ตัวละครชุดใหม่
พวกเขาเป็นใคร
มาจากอำนาจฝ่ายใด
เหตุใด...จึงไม่เอาทั้งทักษิณ ชินวัตร และ สนธิ ลิ้มทองกุล
และคิดกำจัดเขา ถึงขั้นต้องลงมือเข่นฆ่ากัน...อย่างเย้ยฟ้าท้าดิน
นี่ คือโจทย์ชุดใหม่ของการเมืองในสังคมไทย
สังคมที่เต็มไปด้วยอำนาจสารพัดอำนาจ
ผลัดเปลี่ยนกันโผล่หน้าออกมาแสดงพลัง

ใช่
พลัง พลัง พลัง พลัง พลัง พลัง
พลังที่มีผู้รู้...
กล่าวกันให้อับอายขายหน้าฟ้าดิน
แหละขุนเขาศิขริน...มาเย้ยหยันให้เจ็บใจ - แทนคนไทยทั้งชาติว่า
คนไทยเรานั้น...ช่างแสนรู้เหลือเกิน
ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก
เพื่อเรียกร้องเอาโน่นเอานี่ได้สารพัดอย่าง - ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
แต่ไม่รู้ อยู่อย่างเดียวเท่านั้น
นั่นคือ...
ไม่รู้จักขอบเขตในการแสดงออกสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง
ว่าควรจะทำกันได้มากน้อยแค่ไหน
และไม่แยแสว่าบ้านเมืองจะพังพินาศสักปานใด
ซึ่งเรื่องนี้...
เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งกว่า
การรู้จักการใช้สิทธิและเสรีภาพในการเรียกร้องมากมายหลายเท่า
เพราะนี่คือ...การรู้จักเคารพและรับผิดชอบ - ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นเขา
ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
มิให้พลอยเดือดร้อนไปด้วย นั่นเอง

ใช่
พวกเขาคือโจทย์ชุดใหม่
ที่ใครต่อใครคงเฝ้ารอคอยการเฉลยคำตอบ
ด้วยความระทึกใจ...ยิ่งกว่าตัวละครทุกชุด
ที่เคยโผล่หน้าออกมาแสดงบทบาทบนเวทีการเมืองในวันนี้
เพราะพวกเขาทำราวกับว่า...
การลงมือปฏิบัติการแบบกองโจรผู้ก่อการร้ายสากลของเขา
ไม่มีอำนาจใดๆในสังคมไทยจะเอื้อมมือไปถึง
ถึงขนาด...นักวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง
ผู้เปรื่องปราด - รายสัปดาห์ท่านหนึ่ง ฟันธงฉับเอาไว้ว่า
ยิ่งรู้ยิ่งเห็นเป็นใคร - ก็ยิ่งมืดมนและต้องรีบหดมือ - ล่าถอยออกมา...
โดยเทียบเอาจากประวัติศาสตร์สังคม - ที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
กับบุคคลสำคัญทางการเมืองบางท่านในอดีต...ที่เคยถูกฆ่าปิดปาก
และไม่อาจจับมือใครดมได้
จากสถานการณ์ทางการเมืองแบบเดียวกันนี้ !

แน่นอน
วันนี้...
ทั้งทักษิณ ชินวัตร และ สนธิ ลิ้ม ทองกุล ย่อมต่างมองเห็นแล้วว่า
เหนือฟ้ายังมีฟ้าอีกชั้นหนึ่งปรากฏอยู่
และคงต่างตระหนักอย่างแน่ชัดเช่นเดียวกันว่า
แท้จริงแล้ว...
เขาทั้งสองคน...หาใช่ศัตรูที่แท้จริง และน่าสะพรึงกลัวของกันและกันไม่
หลังจากลงจากยอดเขาสูงลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่าง
และยากจะยืนอยู่ได้บนผืนแผ่นดินไทย
พร้อมกับราคาของคำตอบราคาแพงที่สุดในโลก
ที่เขาถูกเรียกร้องให้จ่ายด้วยชีวิต !

ใช่
คงมีเขาทั้งสองคนเท่านั้นแหละที่รู้ดีว่า
เป็นเวลาที่ยังไม่สาย...หรือว่าสายไปเสียแล้ว !
สำหรับการรับรู้และมองเห็น - ฟ้าที่อยู่เหนือฟ้าขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ซึ่งได้แสดงออกมาให้รู้เช่นเห็นชาติ...กันอย่างชัดเจนแล้วว่า
มันมิได้มีความรักให้แก่เขาทั้งสองคน
ที่ต่างเคยประกาศ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
บนผืนแผ่นดินที่กำลังลุกเป็นไฟนี้ !
อำนาจ
อำนาจ อำนาจ อำนาจ อำนาจ อำนาจ อำนาจ
อำนาจนี้...มาจากฝ่ายใด
เป็นอำนาจที่ไม่มีใคร...สามารถเอื้อมมือไปแตะต้องได้จริงหรือ

ใช่
ถ้าคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่รอดตาย...อาจเป็นเช่นนั้น !
เพราะคงจะหาคนกล้าหาญจนน่าขนลุกอย่างเขา...มาแทนตัวเขาไม่ได้อีกแล้ว
แต่นี่เขากลับรอดตายราวกับปาฏิหาริย์...
แล้วคิดหรือ...ว่าคนกล้าอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ที่มี ASTV
เป็นกระบอกเสียงที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการเปิดโปง ตอบโต้ และโค่นล้ม
จะปล่อยให้คนที่เล่นเกมกับเขาอย่างรุนแรง - แบบเอากันให้ถึงตาย...
เป็นความลับที่มืดดำอำมหิต !

ใช่
แน่เสียยิ่งกว่าแน่
ถ้าหากการวิเคราะห์ระบบความคิดจิตใจของเขา
ไม่ผิดพลาด
การคิดล่าถอย...ของเขาในครั้งนี้
ย่อม หาใช่การล่าถอย...ไปขุดหลุมหลบภัยอย่างเด็ดขาด !
แต่มันคือการล่าถอยไปตั้งหลัก - เพื่อเตรียมตัวรุกและเปิดโปง และตอบโต้ครั้งใหญ่
เพราะขนาดเขายังไม่ได้เริ่มต้นถอย...ไปตั้งหลักที่ไหนเลยสักก้าว
ทันทีที่เขาลุกขึ้นมาพูดได้ !
เขาก็เริ่มแพลมๆออกมา
จนคนสำคัญหลายคน - ที่ถูกเขากล่าวพาดพิงถึงแทบจะบ้า...ดังที่ปรากฏออกมาเป็นข่าว
ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
และบางทีตั้งแต่นี้ต่อไป
คำว่าเอื้อมมือไม่ถึง "อำนาจมืด"...
อาจจะไม่มีอยู่...ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของสังคมไทยอีกต่อไป
แต่คงต้องแลกเอาด้วยความรุนแรงกันอีกต่อไป
ไม่รู้จักจบสิ้น

ใช่
เมื่อคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล รอดชีวิต
จงระวังเอาไว้ให้ดี !
เพราะคนที่เอาจริง...และเต็มไปด้วยลูกบ้าติดเทอร์โบ - ทุกเที่ยวบินแบบนี้แลหนอ...  
คือคนชนิดพิเศษ...ที่โลกได้กล่าวเอาไว้ว่า
คนที่เอาจริงแบบนี้แหละ
ที่แม้แต่พระเจ้าก็ยังเกรงใจ - และทรงหลีกทางให้ !

ยกเว้นเสียแต่ว่า
เขาจะยอมลดละอัตตาปัญญาทางโลก
( ที่เริ่มต้นและจบลง...ด้วยการทำลายกันและกันให้พินาศไปข้างหนึ่ง )
พลิกกลับมาใช้ธรรมะปัญญาของพระพุทธองค์ที่ว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร"
ที่เขากำลังรู้ซึ้ง...อย่างถึงที่สุดในชีวิตของเขาในขณะนี้ - มาแก้ปัญหา
ซึ่งดูเหมือนว่า
ตัวเขาเองก็มีท่าทีในการคิด...
ที่จะแก้ปัญหาในเชิงบวกที่ดียิ่ง...ในช่องทางนี้ - อีกทางหนึ่ง                  

และเราได้แต่ภาวนา...
ขอให้เขาจงเลิกล้มระบบความคิดแบบ "ปากต่อปาก ฟันต่อฟัน"
ที่ยิ่งจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด
หันหน้ามาใช้ธรรมะปัญญาบทนี้ของพระพุทธองค์ - มาแก้ปัญหา
และยุติ...การเริ่มต้น จองเวรจองกรรมกันและกัน - ในรอบใหม่
ให้สิ้นสุดกันเพียงแค่ประโยคเหลือร้าย
ที่เขากล่าวออกมาเปิดฉาก - ทิ่มแทงแสยงใจใครต่อใครว่า
"คนเรานั้น โกหก ใครก็ได้ แต่ โกหก กับตัวเขาไม่ได้หรอก"

ใช่
เราอยากจะเห็นปาฏิหาริย์...
ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ในครั้งแรก - จาก สนธิ ลิ้มทองกุล อีกสักครั้ง
เพื่อพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธองค์บทนี้
และเพื่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมภายในประเทศ
ที่กำลังนอนป่วยร่อแร่อยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู.
สาธุ !

7 - 13 พฤษภาคม 2552
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
บุญญฤทธิ์ ตุลาพันธ์พงศ์นามนี้เป็นที่รู้จักกันมานาน และยังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในวงการสื่อมวลชนภาคเหนือตอนบน ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอาวุโสของจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักเขามานาน ก่อนที่เขาจะเป็นนักหนังสือพิมพ์เสียอีกนั่นคือ รู้จักเขาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่มเอวบางร่างน้อย จากดินแดนแห่งขุนเขาและม่านหมอกอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่เดินทางจากบ้านเกิดหน้าที่ว่าการอำเภอ ไปบวชเรียนเป็นเณรอยู่ที่วัดธรรมมงคล ถนนสุขุมวิท ต.บางจาก อ.พระโขนง กรุงเทพฯ ภายใต้ร่มเงาพุทธธรรมของท่านอาจารย์วิริยังค์ ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติชื่อเสียงโด่งดัง สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เมื่อคนสองคนหรือผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง ที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้เกิดความขัดแย้งกัน  ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็แล้วแต่ แล้วต่อมา ความขัดแย้งนี้ได้ลุกลามถึงขั้น โกรธ เกลียด และแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย แล้วต่างฝ่ายต่างก็ตั้งหน้าตั้งตา ดุด่า ใส่ร้ายป้ายสี ทะเลาะวิวาทกัน  เพื่อเอาชนะคะคานกัน เพื่อทำลายกันให้พินาศไปข้างหนึ่งเมื่อปรากฏการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้เกิดขึ้น แทนการยุยงส่งเสริม หรือเข้าไปร่วมถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างที่พวกเรามักจะเป็นกันเพราะมีอคติ รักหรือว่าชอบ-คนนั้นพวกนั้น  ผิด ถูก ชั่ว ดี อย่างไร ก็ขอเข้าข้างกันเอาไว้ก่อนแต่เรื่องนี้…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
   
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ภาพจาก http://gotoknow.org/file/i_am_mana/DSC04644.1.jpg คุณที่รักผมลงมือเขียนต้นฉบับนี้ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งนับจากวันนี้ไปอีก 3-4 วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง แต่จนป่านนี้ ผมซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศที่มีสิทธิไปลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.ในเขต 2 อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ยังนึกไม่ออกเลยว่าควรจะใช้สิทธิอันชอบธรรมนี้ไปเลือกใครหรือพรรคใด หรือว่า...ควรจะโนโหวต คือไม่เลือกใครเลยเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเป็นเพราะว่า ผมเป็นคนที่หน่อมแน้มในเรื่องการเมืองจริง ๆ  จึงไม่สามารถวิเคราะห์และตัดสินด้วยตัวเองได้อย่างเชื่อมั่น ว่าใครหรือพรรคการเมืองใดเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเป็นคนที่วิตกกังวลกับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมวิตกว่าตัวผมผอมไป วิตกว่าผมจะร่วงจนหมดศีรษะ กลัวไปว่าแต่งงานแล้วจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ไม่พอ กลัวว่าจะเป็นพ่อที่ดีของลูก ๆ ไม่ได้ และเพราะเหตุที่ตัวผมเองมีชีวิตไม่ค่อยเป็นสุขนัก ผมจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพพจน์ของตัวเองที่ปรากฏต่อคนอื่นเพราะความวิตกกังวล ทำให้ผมเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ผมทำงานไม่ไหวอีกต่อไปต้องหยุดงานอยู่กับบ้าน ผมวิตกกังวลมากเกินไปจนเลยขีดขั้นจำกัด คล้ายกับหม้อน้ำเดือดที่ปราศจากวาล์วปิดกั้น จนทำให้ผมต้องเป็นโรคประสาทอย่างหนัก ผมไม่สามารถพูดกับใครได้เลย แม้แต่กับคนในครอบครัวของผมเอง ผมควบคุมความคิดของตัวเองไม่อยู่ และรู้สึกหวาดกลัวไปหมด…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
โอ้ นางฟ้าของคนยากจากไปแล้วดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่นผาจากไปไกลลิบลับไม่กลับมาจากไปแล้วหนา...วนิดา คนดีคนดีของคนยากของแผ่นดินยุคทมิฬ รัฐ บรรษัท ทำบัดสีถืออำนาจอยุติธรรมคอยย่ำยีขยำขยี้คนจนปล้นทรัพยากรสารพัดในนามของความผิดที่เขาคิดมากล่าวหามาถอดถอนเพื่อขับไล่ไสส่งจากดงดอนจากสิงขร จากน้ำฟ้า ป่าบรรพชนด้วยกฎหมายที่เขาตราขึ้นมาเองใช้เป็นเหตุยำเยงทุกแห่งหนที่มาดหมายครอบครองเป็นของตนขับไล่คนเหมือนหมูหมาเหมือนกาไก่เธอจึงเกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้อยุติธรรมแด่ผู้ที่ยากไร้ทั้งชีวิตอุทิศทั้งกายใจควรกราบไหว้ควรเชิดชู ควรบูชาโอ้ นางฟ้าของคนยากจากไปแล้วดั่งดวงแก้วตกต้องแผ่นผาจากไปแล้วคุณคนดี วนิดาต่อแต่นี้น้ำตา...…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
- สวัสดีครับ- สวัสดีค่ะ- ต้องการพูดกับใครไม่ทราบครับ- ดิฉันต้องการพูดกับ คุณแดนทิวา คนที่เป็นนักเขียนบทกวีค่ะ- ผมกำลังพูดกับคุณอยู่พอดีครับ- โอ๋ ดีจังเลย- เอ...ผมรู้สึกว่า ผมไม่เคยได้ยินน้ำเสียงนี้ทางโทรศัพท์มาก่อนเลยนะ - ถูกต้องค่ะ- ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณกับผมเคยเป็นคนรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่านะ- คุณไม่รู้จักดิฉันหรอกคะ แต่ดิฉันบังเอิญรู้จักคุณจากหนังสือรวมบทกวีเล่มหนึ่งของคุณ ที่ดิฉันได้มาจากร้านขายหนังสือเก่าแห่งหนึ่ง พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของคุณค่ะ- (หัวเราะ) แค่นี้เองหรือครับที่คุณรู้จักผม- ค่ะ แค่นี้เองค่ะ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
คนที่ผ่านโลกและชีวิตมาอย่างโชกโชนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นคนที่เข้าใจมนุษย์ พวกเขามักจะมีคำตอบที่เกี่ยวกับชีวิตอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง ชนิดที่เราฟังแล้ว...บางทีถึงกับสะอึก และต้องจดจำไปจนชั่วชีวิต เพราะมันเป็นคำตอบที่เต็มไปด้วยพลังทะลุทะลวงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจวันหนึ่งนานมาแล้วผมขับมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านเข้าเมือง ไปส่งคุณแพรจารุ พูดคุยเรื่องงานกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ในซอยที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะคุณแพรและอาจารย์เลี่ยงไปคุยกันอีกมุมหนึ่งในห้องรับแขก ผมก็นั่งดูหนังจาก ยูบีซี ที่ท่านอาจารย์เปิดค้างไว้  รู้สึกว่าจะเป็นหนังจากยุโรป เรื่องอะไร…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หลังจากที่ จรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาได้จากไป เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 ตราบจนกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลา 6 ปีเต็ม ๆ ผมคิดว่านอกจากบทเพลงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวามากมายหลายชุด ที่เขาทิ้งไว้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่ทำให้เราคิดถึงถึงเขา ยามได้ยินบทเพลงของเขา ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ยังมีสถานที่และผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องผูกพันกับชีวิตของเขา บางสถานที่บางบุคคล ที่ทำให้เราคิดถึงเขา ยามได้ไปเยือนสถานที่แห่งนั้น และได้พบใครบางคนดังกล่าว เช่นร้านอาหาร สายหมอกกับดอกไม้ที่ตั้งอยู่ริมถนนเชียงใหม่ 700 ปี หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ มีใครต่อใครมากมายหลายคนบอกผมเป็นเสียงเดียวกันว่า…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ทำไมนะคนเราจึงมักมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่นและชอบกล่าวคำประณามตัดสินลงโทษเขาราวกับว่าตัวเองไม่เคยทำความผิดบาปใด ๆครั้งหนึ่งเมื่อองค์พระคริสต์ทรงเสด็จประทับสอนฝูงชนอยู่ ณ มหาวิหารของกษัตริย์ซาโลมอนราชโอรสของกษัตริย์ดาวิด ผู้ที่มีความชอบเฉพาะพระเจ้าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายซึ่งต่อต้านคำสอนของพระองค์ด้วยความเชื่อที่ต่างกันว่า-พระเจ้าของเขาคือการแก้เเค้นตามคำสอนดั้งเดิมของโมเสสณ…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมมีความเชื่อว่าคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาบ้านเรา ถ้าหากไม่หลงไปปฏิบัติผิดที่ผิดทาง ท่านคงจะรู้กันดีทุกคนนะครับ ว่าเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติเพื่อลดละและปล่อยวาง  ความยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นตัวของเรา – เป็นของของเรา ซึ่งทางพุทธบ้านเราถือว่าเป็นต้นตอรากเหง้าของความทุกข์ทางใจทั้งหลายทั้งปวงส่วนจะเป็นทุกข์มากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับใจของเรา ที่เข้าไปยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นตัวกำหนด พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเข้าไปยึดถือมากก็ย่อมเป็นทุกข์มาก ถ้าเข้าไปยึดถือน้อยก็เป็นทุกข์น้อยนั่นเองครับนี่เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมที่เข้าใจได้ยาก…