Skip to main content

  

สมัยที่ผมยังทำงานเป็นนักดนตรี
ประจำร้าน สายหมอกกับดอกไม้ ของคุณอันยา โพธิวัฒน์ คู่ชีวิตของคุณจรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา ผู้ล่วงลับไปแล้ว ก่อนจะออกมาทำงานเขียนและงานเกี่ยวกับหนังสืออย่างเต็มตัวในทุกวันนี้ ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า ภายในร้านสายหมอกกับดอกไม้ นอกจากเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งภายใน ที่ประกอบด้วย โต๊ะ เก้าอี้ ที่เป็นเครื่องไม้ ภาพเขียน รูปปั้น และ ข้าวของเครื่องใช้ ผลงานเพลงของคุณจรัลในตู้โชว์ ตลอดจนรูปภาพของคุณจรัลตามฝาผนังห้องในอิริยาบถต่างๆแล้ว ยังมีกระจกเงาเก่าแก่บานหนึ่ง กว้างประมาณ สองฟุต สูงท่วมหัว ประดับอยู่ตรงมุมห้องโถงด้านขวามือใกล้ๆกับเวทีเล่นดนตรี ตรงขอบกระจกจากด้านบนลงมา เขียนเป็นลายเครือเถาดอกไม้อะไรสักอย่าง ที่เขียนด้วยสีน้ำมัน ล้อมกรอบบทกวี ที่เขียนด้วยสีน้ำมันเช่นกัน มีข้อความรจนาเอาไว้ว่า...

\\/--break--\>

อยู่เดียวมิควรเหม่อพิงระเบียง

วสันตทัศน์ปลิดโปรย

สายน้ำขุนเขามิรู้สิ้น

ยามจากแสนง่าย พบนั้นยาก

น้ำไหล มาลีโรย วสันต์จากแล้วหนอ

ไปสู่ฟากฟ้าหรือแดนดิน

 

ถ้าหากจำไม่ผิด ดูเหมือนข้างล่างบทกวี เขาจะเขียนกำกับเอาไว้ว่า นิรนาม และไม่แน่ใจ ว่าตัวเอง เคยถามคุณอันยาเจ้าของร้านหรือเปล่า ว่ากระจกนี้ท่านได้แต่ใดมา และนิรนามผู้เขียนกวีบทนี้คือใคร ทำไม - จึงสามารถเขียนบทกวี ที่ผมได้อ่านแล้ว ชวนให้ตระหนักถึงความเป็นอนิจจังของชีวิต และผ่อนคลายความยึดมั่นถือในสิ่งต่างๆของชีวิต ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์...สารพัดความทุกข์ ได้ลงมิใช่น้อย และได้คำตอบว่าอย่างไร เพราะผมจำความหลังได้เพียงแค่นี้...

 

แต่ที่แน่ๆคนที่เคยเขียนกวี และอ่านบทกวีมามากมายทั้งของไทยและต่างประเทศอย่างผม สามารถฟันธงได้เลยว่า บทกวีบทนี้เป็นบทกวีจีนโบราณ ที่มีลักษณะเด่นจนกลายเป็นขนบในการเขียนบทกวีจีนสืบเนื่องติดต่อกันมาแทบทุกยุคทุกสมัย นั่นคือ จะต้องมีฉาก หรือบรรยากาศของธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ขุนเขา ท้องฟ้า ดอกไม้ ฤดูกาล ฯลฯ เป็นองค์ประกอบสำคัญ

 

 

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้

ผมได้อ่านหนังสือ "เดียวดายใต้เงาจันทร์" ของ โกวเล้ง นักเขียนนวนิยายกำลังภายในชาวฮ่องกง ผู้โด่งดังในยุทธจักรของนวนิยายกำลังภายใน ที่นักอ่านบ้านเรา รู้จักกันเป็นอย่างดีจากผลงานเขียนที่ชื่อว่า ฤทธิ์มีดสั้น อันยอดเยี่ยมของเขา ผมจึงได้รู้จักนามของผู้เขียน และความเป็นมาของกวีบทนี้โดยละเอียด จากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งแปลโดย คุณเรืองรอง รุ่งรัศมี ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานและชีวิตของโกวเล้ง ที่นิยามหนังสือในเชิงบทความกวีของโกวเล้งเล่มนี้เอาไว้ว่า "ปรัชญานิพนธ์ของคนเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต" เพราะ โกวเล้ง ได้เขียนถึงผู้เขียนกวีบทนี้ และความเป็นมาของกวีบทนี้ใน "เดียวดายใต้เงาจันทร์" บทที่ชื่อว่า "คนอาภัพ" เอาไว้ดังนี้

 

1.

คนเป็นอันมากต่างคิดว่า ฟ้าไม่น่าจะให้ หลี่โฮ่วจู่ เกิดมาในฐานะของขัตติยราช

เฉิงเหมยกง แห่งราชวงศ์หมิง เคยวิจารณ์ถึงกรณีนี้ว่า

" ฟ้าไยมิให้ หลี่โฮ่วจู่ เกิดมาในฐานะของบัณฑิต แต่จำเพาะให้ต้องมาเกิดเป็นขัตติยราช"

ผู้คนส่วนมากเมื่อได้อ่านแล้ว ต่างก็ถอนใจรันทดด้วยความเสียดาย...

ต่างรู้สึกว่า การที่เขาเกิดมาเป็นขัตติยราชกษัตริย์นั้น เป็นเรื่องอาภัพ

 

2.

การสร้างสรรค์งานของศิลปินคนหนึ่ง ไม่เพียงจะมีส่วนสัมพันธ์กับบุคลิก ภูมิปัญญา และการศึกษาของเขาจะสัมพันธ์ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าประสบการณ์ทั้งทางกายและทางจิตใจของเขา โดยเฉพาะต่อนักประพันธ์ด้วยแล้ว เขามักจะนำความรู้สึกในใจสรรสร้างเป็นตัวหนังสือ หากท่านมิมีประสบการณ์ทางอารมณ์เช่นนั้น ท่านจะเขียนถึงจินตนาการภาวะนั้นได้อย่างไร

 

หลี่ไป๋ มีความสามารถถึงแปดโต่ มักทำตัวตามสบายด้วยความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เพียงเป็นนักดื่ม หากยังเป็นจอมยุทธ ดังนั้นบทกวีที่เขาเขียนขึ้น จึงประดุจอาชาสวรรค์เผ่นโผนอยู่บนฟากฟ้า อีกทั้งดังประดุจสายน้ำแห่งแม่น้ำฮว๋างเหอ กลิ่นสุราหอมฟุ้งกำจาย ลึกซึ้งคมคาย

 

ตู้ฟู่ เป็นคนที่สุขุม และยั้งคิดมากกว่า แม้เขาจะเป็นนักดื่มเช่นกัน แต่จินตภาพในบทกวีของเขา มักจะหยุดในอาการเคลิ้มเมา ความแตกต่างของกวีทั้งสองท่านนี้ แน่นอนว่า ย่อมสัมพันธ์อย่างแนบแน่น กับชาติกำเนิดและประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างมาก

 

3.

หลี่โฮ่วจู่ ใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวัง อยู่ในสวนดอกไม้และตำหนักนางสนม มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงนกขับขานเคล้าคู่ ความสำราญในช่วงเยาว์วัย คงจะมากเสียจนเกินกว่าคนภายนอกราชวังจะสามารถบรรยาย แต่ว่ายังไม่ทันจะสู่วัยกลางคน ประเทศชาติกลับล่มสลายเสียแล้ว จึงจำจักต้อง "เช็ดน้ำตาอาลัยนางด้วยอาวรณ์" ประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้ จะมีใครสักกี่คนในโลกนี้ ที่สัมผัสเข้าใจได้

 

ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เกิดมาในฐานะ "ขัตติยราช" หากเป็นเพียง "บัณฑิต" สามัญชนคนหนึ่ง เขาจะเขียนกวีวรรคที่ว่า

"ในฝันมิรู้ตนคืออาคันตุกะ ละโมบในความรื่นรมย์อยู่เสมอมา" ได้หรือ

...เขาจะเขียนว่า "น้ำไหล มาลีโรย วสันต์จากแล้วหนอ ไปสู่ฟากฟ้าหรือแดนดิน" ได้อย่างไร

 

ครับ

นี่คือ เรื่องราวที่มาที่ไปของผู้เขียนบทกวีบทนี้ ที่มีฐานันดรเป็นถึงขัตติยกษัตริย์ - ระดับจักพรรดิ์ ที่ผมพบในร้าน สายหมอกกับดอกไม้ ซึ่งคุณเรืองรองผู้แปล ได้ให้ประวัติย่อ..ท้ายบทความเอาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า

" หลี่โฮ่วจู่ : ( หลี่อวี้, ค.ศ. 937 - 978 ) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หนานถาง เป็นเจ้าแห่งร้อยกรองประเภทฉือ ช่วงต้นของชีวิตทรงพระสำราญ ไม่สนพระทัยราชการบ้านเมือง หลังจากขึ้นครองราชย์ได้สิบหกปี ราชวงศ์หนานถางก็ถึงกาลสิ้นสุด เมื่อ ซึงไท่จง ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ซ้อง ยกกำลังเข้ามาล้มล้าง และจับตัวเป็นเชลย กวีบทนี้มีชื่อว่า "ลำนำคลื่นกระทบหาดทราย" ฉบับสมบูรณ์ มีข้อความทั้งหมด ดังนี้

 

นอกม่านพิรุณพรำพร่าง

วสันตทัศน์ปลิดโปรย

ห่มผ้าเกินฝืนหนาวยามห้า

ในฝันมิรู้ตนคืออาคันตุกะ

ละโมบในความรื่นรมย์อยู่เสมอมา

ยามจากแสนง่าย พบนั้นยาก

น้ำไหล มาลีโรย วสันต์จากแล้วหนอ

ไปสู่ฟากฟ้าหรือแดนใด.

 

 

ครับ เนื่องจากปีนี้ ผมไม่ได้เขียนบทกวีรำลึกถึงคุณจรัล มโนเพ็ชร เนื่องในวันครบรอบการจากไปของคุณจรัลในวันที่ 3 กันยาที่ผ่านไป เหมือนปีที่ผ่านๆมา จึงขอนำเรื่องในสถานที่ที่คุณจรัลและคุณอันยาเคยใช้ชีวิตร่วมกันมานำเสนอ ส่วนเรื่องที่คุณอันยาไม่สบายใจ ที่ผมได้รับรู้ จากการไปร่วมงานรำลึกถึงคุณจรัล ที่คุณอันยาเลื่อนเวลา และย้ายงานจากร้านสายหมอก และย่องานให้เล็กลง ไปจัดที่บ้านดวงดอกไม้ ตำบลประตูป่า ริมทุ่งหลวง จังหวัดลำพูน ในปีนี้ ร่วมกับมิตรสหายไม่กี่สิบคน ในวันที่ 5 กันยา กรณี ที่มีคนเขาตั้งประเด็นกันขึ้นมาว่า คุณจรัล มโนเพ็ชร อาจจะเป็นคนไม่มีอุดมการณ์อะไรเลยก็ได้...

 

อย่าเก็บมาคิดอะไรให้เสียอารมณ์เลยครับ ผมว่ามันเป็นธรรมดาของคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ที่ต้องถูกพูดถึงทั้งในแง่ลบและแง่บวก เพราะเราไม่สามารถจะไปห้ามคนเขาไม่ให้พูด - ได้หรอกครับ ถ้าหากเขาเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยเฉพาะในแง่ลบนี่...ต้องทำใจนะครับ เพราะคนบางคน บางพวกบางกลุ่ม เขาอาจจะชอบขุดคุ้ยและเสพ - เรื่องที่เป็นความเสียหายของคนอื่น...เป็นอาหาร ทั้งที่โดยเจตนาและไม่มีเจตนา คุณต้องทำใจครับ...

 

เพราะแม้แต่ผม

ที่เพิ่งมีชื่อเสียงในระดับท้องถิ่น เพราะได้รับรางวัลบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาวรรณศิลป์ของอำเภอ ( มีคนล้อเลียนผมอย่างขำๆว่า ได้ซีไรท์ ของอำเภอ ) เมื่อสองสามวันก่อน ยังไม่ทันได้ฉลอง ตามมติที่ขัดขืนไม่ได้ของมิตรสหายและพี่ๆน้องๆ...

 

ครับ

เพียงแค่นี้ ก็ยังอุตส่าห์มีคน ที่เขาเคยเห็นแต่ผม - เล่นดนตรีตามร้านอาหารและร้านขายเหล้า พากันตั้งข้อสงสัยมาเข้าหูผมว่า ไอ้ผมยาว - ที่เคยเล่นดนตรีตามสถานที่อโคจร ที่คนดีๆเขาไม่เข้ากัน ปีแล้วปีเล่า ราวกะสัมภเวสี ที่หาที่ผุดที่เกิดไม่ได้ มันเสือก...ไปได้รางวัลอะไรกับเขาได้ยังไงว่ะ แล้วก็ติดตามมา...ด้วยการสรรหาเรื่องที่ไม่ดีของผมไปเมาธ์กัน จนผมเหวอะหวะ...ไปหมด เพื่อสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ที่เขามองกันว่าเป็นคนเลวและบ้า...ในสายตาของเขา จนคนที่เขารู้จักผม ทนไม่ไหวมาบอกผม เป็นโจทก์ใหม่โดยตรงของผมในขณะนี้ ถ้าทำใจไม่ได้...ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะปาก...ของคนอื่น เราห้ามเขาไม่ได้หรอกครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นคน...แต่มีปากเป็นหมา และชอบกัดคนลับหลัง ต้องทำใจครับ...

 

เพราะนี่คือเรื่องธรรมดาๆ

ในโลกของความเป็นจริง ที่เราจำเป็นจะต้องเผชิญกับมัน เอาชนะมัน และผ่านสันดอนร้ายๆนี้ไปให้จงได้ ด้วยการวางเฉย... เพราะหาไม่เช่นนั้น เราคงจะมีชีวิตอยู่...ในโลกที่มีทั้งเรื่องที่ดีงามและเรื่องที่เลวร้าย ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาในชีวิต - ด้วยความยากลำบาก และเป็นทุกข์กับมันไม่รู้จบ ถ้าหากเราเผลอตัว กระโดดลงไปเต้น..กับมันทุกเรื่อง เพราะโทสะจริต หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่...

 

ขอบคุณมากๆครับ

สำหรับหนังสือ ตำนานเสาไห้ ของแดนอรัญ แสงทอง บันทึกของเสียงใบไม้ร่วง ของ 10 เดซิเบล ที่คุณหมูให้มา รวมทั้ง รักและคิดถึง จรัล มโนเพ็ชร ที่ผมหยิบมา 3 เล่ม และขออภัยที่ไม่ได้บอกลาในคืนนั้น เพราะมัวเพลินเล่นกีตาร์และร้องเพลงกับพวกสาวๆ จนเกือบลืมไปว่า จะต้องไปดูแลน้องชาย ที่เป็นโรคจิตประสาทซึมเศร้าอย่างแรง ที่โรงพยาบาลสวนปรุงวันถัดมา พอนึกออกก็เลยรีบร้อน จนลืมบอกลาเจ้าของงาน และทำของหล่นหายระหว่างทางไปหลายชิ้น บางชิ้นมีค่า...ทำให้ผมนึกเสียดายยังไม่หาย เฮ้อ... ความรีบร้อนนี่...ไม่ดีเลยนะ หวังว่าดอกเบญจมาศสีเหลืองสดใสสิบกว่าดอก ที่ผมห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ไปฝาก คงจะบานชื่นตาชื่นใจไปอีกหลายวันนะครับ - สวัสดี.

 

7 กันยายน 2552

กระท่อม ทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

 

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
"นางแบบภาพประกอบ สุธาทิพย์ โมราลาย คอลัมนิสต์วรรณกรรมกุลสตรี ถ่ายโดยผู้เขียน" สมัยหนึ่ง ขงจื๊อกับศิษยานุศิษย์เดินทางไปรัฐชี้ เส้นทางผ่านป่าใหญ่เชิงภูเขาไท้ซัว ได้ยินเสียงร่ำไห้ของสตรีนางหนึ่งแว่วมาแต่ไกล ขงจื๊อหยุดม้า นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “เสียงร้องไห้ฟังโหยหวนน่าเวทนานัก หญิงผู้นั้นคงได้รับทุกข์แสนสาหัสเป็นแน่” จื๊อกุงศิษย์ผู้ใกล้ชิดรับอาสาไปถามเหตุ หญิงนั้นกล่าวแก่จื๊อกุงว่า “น้าชายของฉันถูกเสือขบตายไม่นานมานี้ ต่อมาสามีของฉันก็ถูกเสือกินอีก บัดนี้เจ้าวายร้ายก็คาบเอาลูกชายตัวเล็กๆของฉันไปอีก” จื๊อกุงถามว่า “ทำไมท่านไม่ย้ายไปอยู่เสียที่อื่นเล่า” เธอตอบสะอื้น “ฉันย้ายไม่ได้ดอก” “…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเกาะติดสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้มาแบบวันต่อวัน ตั้งแต่นปช.คนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพมาเผชิญหน้ากับรัฐบาลเมื่อกลางเดือนมีนา และเป็นเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งในหน้าบล็อกกาซีนของเว็บประชาไท ที่คอยประสานเสียงกับผู้คนอีกมากมายหลายฝ่ายในสังคม ที่พยายามตะโกนบอกทั้งฝ่ายคนเสื้อแดงและรัฐบาลให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่จะทำให้ผู้คนล้มลงตายและบาดเจ็บ เพราะเชื่อกันว่า ยังมีทางเลือกที่สามารถตกลงกันได้ โดยไม่ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน... จนกระทั่งเว็บถูกฝ่ายควบคุมสื่อมวลชนของรัฐเข้ามาบล็อกเว็บ…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หลังจากการเจรจากัน เรื่องการยุบสภาระหว่างรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กลุ่ม นปช. - คนเสื้อแดง ที่ขัดแย้งกันเพราะตกลงกันไม่ได้ในเรื่องเงื่อนไขของเวลา ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะต้องยุบสภาภายในเวลา 15 วัน และฝ่ายรัฐบาลบอกว่ายุบสภาก็ได้แต่ต้องรออีก 9 เดือน ผ่านไปสองครั้ง และยังไม่สามารถตกลงกันได้
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเกาะติดสถานการณ์ การชุมนุมเรียกร้องของมวลชนคนเสื้อแดง ที่พยายามกดดันเรียกร้องให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 53 เรื่อยมาจนถึงวันนี้ (24 มีนา 53) ซึ่งทีแรก หลังจากที่รัฐบาลถูกราดเลือดตอบโต้คำปฏิเสธแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีทีท่าว่า จะหันหน้ามาเจรจาตกลงกันด้วยสันติ แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ล้มเหลว เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถจะยอมรับกันได้ ด้วยเหตุผลที่เป็นหลักใหญ่ที่ขัดแย้งอย่างสุดๆ  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ใช่หรือมิใช่ นอกจากอำนาจนิติรัฐ และอำนาจจากกองทัพทหารตำรวจ ที่คอยแวดล้อมปกป้องครองรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีอำนาจที่น่ากลัวอีกอำนาจหนึ่ง ที่สามารถกำหนดชัยชนะและความพ่ายแพ้ของมวลชนคนเสื้อแดง นั่นคือ อำนาจ ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เราไม่รู้ว่า รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดผิดหรือคิดถูก ที่ใช้อำนาจนิติรัฐสั่งยึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร แล้วยังหมายมาดจะใช้อำนาจนี้ ขย้ำขยี้ด้วยคดีอาญาอีกมายหลายคดี เพื่อทำลาย ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวแบบไม่ให้ได้ผุดได้เกิด ราวกับว่ารัฐบาลนี้จะยึดกุมอำนาจการบริหารประเทศแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง ไปจนตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  อ่าน ดู และฟัง เรื่องราว ของ ทักษิณ ชินวัตร จากมุมมอง คนรัก ทักษิณ ชินวัตร สื่อสาร อ่าน ดู และฟังแล้ว ก็น่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง ตามที่เขาว่า ทักษิณ ชินวัตร มิได้เป็นคนโกง แต่ถูกเขากลั่นแกล้งทำลาย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  26 ก.พ. 53 พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ ของ ทักษิณ ชินวัตร คน คน คน คน คนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอดู ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ของ ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้อำนาจศาลสถิตยุติธรรมของสังคมไทย ว่าเขาจะถูกศาลพิพากษาตัดสินอย่างไร ถูกยึดเอาทรัพย์ทั้งหมด ถูกยึดเอามากเหลือไว้แต่น้อย ถูกยึดเอาไปเพียงบางส่วน หรือไม่ถูกยึดเลยแม้แต่สลึงเดียว... คน คน คน คน คนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอดู
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  “ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว” ใครคนหนึ่งนิยามในเชิงสรุปเรื่องนี้ขึ้นมาลอยๆ หลังจากนั่งพูดคุยกันมามากมายหลายเรื่อง แล้วมาลงเอยที่เรื่องราวความเจ็บปวดในชีวิต ที่เราซึ่งต่างโตเป็นผู้ใหญ่ ต่างก็ได้ประสบกันมาคนละมิใช่น้อย จากประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต เช่น ความรัก ความหวัง ความฝัน ความทะเยอทะยาน หน้าที่การงาน อุบัติเหตุ การถูกทำร้าย ความเจ็บไข้ได้ป่วย หนี้สิน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวบางเรื่อง ที่ทำให้เราขัดแย้งกับตัวเอง ฯลฯ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมจำได้ว่า ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ตามหลักของพุทธศาสนาในระดับศีลธรรม ด้วยความเชื่อว่ามันเป็นสัจธรรมของชีวิต แล้วมีผู้แย้งมาในทำนองที่ว่า ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นกฎอันเฉียบขาดของโลกและชีวิตมนุษย์ เพราะบ่อยครั้งที่เขาทำดี...แล้วไม่เห็นได้ดี จนเขานึกท้อที่จะทำความดี
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  คุณค่าผลงานวรรณกรรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลายประเภท นับตั้งแต่ข้อเขียนบรรยายภาพ คอลัมน์ในนิตยสาร เรื่องสั้น นวนิยาย และงานเขียนปกิณกะอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีงานร้อยแก้วที่มีลักษณะลีลาของร้อยกรองปลอดฉันทลักษณ์ หรือร้อยกรองรูปแบบอิสระปรากฏอยู่ เป็นช่วงสั้นๆในนวนิยายบางเรื่องด้วย ผลงานหลากประเภทดังกล่าวมีจำนวนมากมาย เฉพาะงานเขียนที่รวมเล่มแล้วมีจำนวนประมาณ 100 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้น บทความ และข้อเขียนจากคอลัมน์ต่างๆ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมนึกแปลกใจ ที่งานเขียนนวนิยายหลายเล่มของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่าน นักเขียน นักวิเคราะห์วรรณกรรม หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่ประกาศยกย่องเชิดชูให้เขาเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรม ปี 2538 ต่างมีความเห็นตรงกันว่า นวนิยายที่เป็นงานโดดเด่น หรือที่ภาษาทางศิลปะเรียกกันว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ นวนิยายเรื่องสนิมสร้อย ใต้ถุนป่าคอนกรีท เสเพลบอยชาวไร่ ผู้มียี่เกในหัวใจ ฯลฯ โดยเฉพาะสนิมสร้อยนั้น ดูเหมือนจะถูกยกย่องไว้สูง จนไม่มีเรื่องใดมาเทียบได้ และหลงลืมหรืออาจจะจงใจหลงลืม นวนิยายเรื่องหนึ่งของเขาที่ชื่อว่า “คืนรัก”