Skip to main content

6


หลังจากงานศพของพ่อแล้ว

เขาก็เริ่มตกเข้าไปอยู่ในวังวน - ของการหมกมุ่นครุ่นคิด...เป็นทุกข์อยู่กับหนี้สินอีก และพยายามต่อสู้กับตัวเองอย่างถึงที่สุด ระหว่างการคิดทำลายตัวเองตามพ่อไป เพื่อหนีความทุกข์ปัญหาอันหนักหนาสาหัส และการพยายามคิดหาเหตุผลต่างๆนานาที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป...

 

12 ธันวาคม 2542

พ่อครับ ลูกเหนื่อย ลูกล้า และท้อมาหลายเดือนแล้ว วันนี้ลูกกำลังจะติดตามพ่อไปแล้ว พ่ออยู่บนฟากฟ้าหรืออยู่บนสวรรค์ชั้นใด มารับผมหน่อยได้ไหม ปืนของเพื่อนกระบอกนี้... มันกำลังจะทำหน้าที่ของมัน


เฮ้ย...นี่เราจะเป็นจะตาย... เราจะต้องเลือกวันนี้ด้วยหรืออย่างไร พรุ่งนี้อาจจะดีกว่าวันนี้นะ... เพียงแค่มีหนี้ เราถึงกับคิดจะฆ่าตัวตายเชียวหรือ...


แต่ในขณะที่เขากำลังตกนรกทั้งเป็น และอยู่ระหว่างความเป็นความตายในอุ้งมือของตนเอง ก็มีเหตุทำให้เขาต้องแต่งงานครั้งที่สอง เข้ามาคั่นชะตากรรมชีวิตอันล่อแหลมของเขา


1 มกราคม 2543

ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด ก็เป็นช่วงเวลาที่ใกล้สว่างที่สุด ชีวิตคนก็เช่นกัน ขอเพียงท่านสามารถผ่านยุคมืดอันลำเค็ญของชีวิต ท่านก็จะได้พบความหวังและแสงสว่าง” ว..เมืองลุง


ได้แต่เก็บความรู้สึกหลอกลวงตัวเอง...เอาไว้ในใจ ว่าปีนี้มันจะดีกว่าปีที่ผ่านมา กำลังจะแต่งงานรอบสองแล้วหรือเรา มันช่างเป็นการแต่งงานที่จับพลัดจับผลูเหลือเกิน ตกกระไดพลอยโจนหัวใจหรือเปล่าหนอ... ความรักนะหรือ ตายด้านไปเสียแล้วกระมัง สงสารเธอ...แหละมากกว่า โอ้ ความรักที่เกิดจากความสงสาร ไม่รู้เหมือนกันว่า จุดจบมันจะเป็นเช่นไร ช่างเถิด...งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่งานแต่งงานล่ะ ไม่รู้สิ...ฉันรู้แต่ว่าฉันกลัวความรักของฉันจะเกมเหมือนครั้งแรกเท่านั้น...


ไม่รู้เป็นไง ใจของฉันมันร่ำๆแต่นึกอยากจะแบกเป้ออกไปตะลอนทัวร์


จากประโยคสุดท้ายบันทึกหน้านี้ บ่งบอกให้รู้ว่า เขาได้เริ่มแบกเป้ออกไปช่วยเหลือคน ก่อนที่เขาจะพบปัญหาหนักเรื่องหนี้สินและการแต่งงานครั้งแรก - สักเล็กน้อย เรื่องนี้...น่าจะเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การแต่งงานครั้งแรกของเขาจบสิ้นลงภายในเวลาเพียงแค่สองเดือน


และเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับคนอย่างเขา เพราะน้ำเสียงจากประโยคสุดท้ายของบันทึกหน้านี้ ดูเหมือนว่า เขาจะให้ความสำคัญในเรื่องการแบกเป้ออกไปช่วยเหลือคน ยิ่งกว่าการแต่งงานอีกครั้งหนึ่งของตัวเองด้วยซ้ำ... ถึงแม้เขาจะไม่ได้บันทึกบทบาทในช่วงที่เขาเริ่มต้นออกไปช่วยเหลือคน ด้วยความคิดริเริ่มจากตัวเขาเอง แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้...ก็สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ในภายหลังของเขา ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆว่า “ปลายปี 2539 ผมเริ่มออกไปช่วยเหลือคน ตอนนั้นยังทำงานอยู่ สภ..บ้านหมี่ ลพบุรี...”


16 มกราคม 2543

ฤกษ์แต่งงานเวลา 8.09 . เสียงดนตรีเขมรดังขึ้น ไม่เป็นไร...รักที่ไม่รู้วันจบ และต้องอดทนขอบคุณแขกเหรื่อ ทั้งเพื่อนร่วมงานและญาติพี่น้อง ที่ยังอุตส่าห์มีแก่ใจมาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้...


แม่บอกว่านาที่กักเก็บไว้เป็นที่ผืนสุดท้าย ขายให้พี่สาวไปแล้วนะ ต่อไปแม่ไม่มีที่นาจะขายให้เอ็งแต่งงานอีกแล้ว เพื่อนฝูงบอกว่า ถ้ามึงเสือกแจกการ์ดอีกรอบ มึงอย่าหวังว่าพวกกูจะมางานแต่งงานห่าเหวอะไรของมึงอีก...


สัญญาแก่ตัวเองว่า จะเป็นพ่อคน จะไม่ดิ้นรนไปไหน จะอยู่กับเธอ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอ จนกว่าจะพรากจากกัน อนาคตจะเป็นเช่นไร เราสองคนจะร่วมกันสร้าง...


ผมเข้าใจว่า นอกจากความต้องการลึกๆที่จะออกไปช่วยเหลือคนที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของเขาแล้ว น่าจะเป็นผลจากการแต่งงานครั้งนี้ด้วยแหละ ที่ช่วยยื้อชีวิตเขาเอาไว้ ไม่ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะแต่งด้วยสาเหตุใด และมีอันเป็นไปอย่างไรในอนาคต


แต่การเริ่มต้นชีวิตที่มีผู้หญิงคนหนึ่ง...มาร่วมหัวจมท้ายด้วย คงจะย้ายความคิดของเขาที่หมกมุ่นอยู่กับการคิดทำลายตัวเอง หันหน้าเข้ามามองหาช่องทางแก้ปัญหา...และลงมือแก้ปมปัญหาของตัวเองแบบคนที่กำลังจะจมน้ำตาย...อะไรๆมีให้คว้าก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน เพื่อการอยู่รอด ...และรับผิดชอบชีวิตผู้หญิงที่มาล่มหัวจมท้ายด้วย


หรือบางที...เขาคงจะคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง ก่อนที่เขาจะมีเรื่องต้องแต่งงานอีกครั้ง จนถึงขนาดทำให้แม่จำใจต้องขายที่นาผืนสุดท้ายให้แก่พี่สาว เพื่อนำเงินมาจัดงานแต่งงานให้เขาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากแบ่งที่นาขาย...แต่งให้เขามาแล้วครั้งหนึ่ง

 

แล้วปรากฏว่า

วิธีการแก้ปัญหาของเขา ที่เขียนจดหมายไปบอกเล่าความทุกข์อันหนักหนาสาหัสจากการเป็นหนี้ของตัวเองกับคุณวนัสนันท์ เจ้าของคอลัมน์ “ศาลาคลายร้อน” ในหนังสือ “ชีวิตรัก” ได้รับความช่วยเหลือโดยไม่คาดฝัน และมากเกินกว่าที่เขาคาดคิด... หลังจากที่เขาแต่งงานได้เพียงสองอาทิตย์


และไม่ว่าเขาจะเริ่มลงมือแก้ปัญหานี้ก่อนแต่งงาน หรือหลังจากที่แต่งแล้วไม่กี่วัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุใด ต้องถือว่าช่วงนี้ของชีวิต เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ที่ยืนหมิ่นเหม่อยู่ระหว่างความเป็นและความตาย...


เพราะถ้าหากเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือ...ที่ประจวบเหมาะกับวิกฤตการณ์ของชีวิต...อย่างพอดิบพอดีในช่วงนี้ จากคุณวนัสนันท์ ผมเชื่อว่าชีวิตที่เดินมาถึงทางตันของเขา จะต้องจบลงด้วยน้ำมือของตัวเอง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถึงแม้จะมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้าง แต่ตัวเขายังต้องตกอยู่ในขุมนรกแห่งหนี้สิน ที่เวียนว่ายจนอ่อนล้าปวกเปียกมานานหลายปี...


โชคดี ที่การหันหน้าเข้ามาแก้ปัญหาชีวิตของเขา ได้รับการช่วยเหลือฉุดขึ้นมาจากขุมนรกได้ทันท่วงที จากสายบุญคุณวนัสนันท์ และผู้คนอีกมากมายหลายคน ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังที่เขาได้บันทึกเอาไว้ - ในหน้าบันทึกเดือนกุมภาพันธ์ว่า


1 กุมภาพันธ์ 2543

แล้วเรื่องของฉันก็ลงในหนังสือ “ชีวิตรัก” ฉบับ 907 หนี้สินทั้งของตัวเองและหนี้สินที่ฉันไม่ได้ก่อ แต่ต้องแบกรับเอาไว้ วันนี้ มีทั้งเสียงโทรศัพท์และจดหมายมา ทั้งจากภายในและต่างประเทศ หลั่งไหลเข้ามาให้กำลังใจ บอกให้ฉันเข้มแข็งและอดทน...


วันนี้ ได้รับธนาณัติจากคุณสมใจ จังหวัดสมุทรปราการ 500 บาท ที่เขียนมาบอกว่า เงินที่ส่งมาแม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิด แต่ก็อยากจะช่วยคุณหมู่ตำรวจ ขอบคุณนะครับ ผมไม่รู้หรอก ว่าคุณสมใจเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ผมจะขอจดจำชื่อของคุณเอาไว้ในใจจนชั่วชีวิต หากผมลืมตาอ้าปากได้ ผมจะขอลงไปกราบแทบเท้าคุณ


22 กุมภาพันธ์ 2543

ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับทั้งเงินทั้งข้าวของเสื้อผ้า จากแฟนคอลัมน์ “ ศาลาคลายร้อน ” ของแม่ “วนัสนันท์ ” ในหนังสือ “ ชีวิตรัก” หนี้สินทั้งหมดที่มี ได้รับความช่วยเหลือปลดเปลื้อง จากพี่วรรณ...จากฮ่องกง และพี่แข...จากออสเตรีย


ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดี กับน้ำใจอันใหญ่หลวงของพี่สาวทั้งสองคน จึงเขียนจดหมายไปบอกแม่วนัสนันท์ว่า ลูกชายคนนี้ของแม่ พอแล้วกับน้ำใจของคนไทยทุกๆคน ที่ส่งความช่วยเหลือมาช่วยลูก แม่ครับ ลูกชายคนนี้ของแม่ขอตั้งปณิธานกับแม่ว่า ลูกชายคนนี้จะเป็นตำรวจที่ดี จะไม่รีดไถชาวบ้าน จะขอแบกเป้ตะลอนทัวร์ ช่วยคอลัมน์ของแม่ในหนังสือ ชีวิตรักตลอดไป...


แล้วสองวันต่อมา เขาก็เริ่มเข้าไปช่วยเป็น “ สะพานบุญ ” ให้คุณวนัสนันท์ ดังบันทึกที่เขาเขียนเอาไว้ว่า


24 กุมภาพันธ์ 2543

ส่งเสื้อผ้าข้าวของไปให้เด็กหญิงวาสนา ที่ อ.สามโก้ จังหวัดอ่างทอง ส่งเงินไปช่วยครอบครัวนางสมร จังหวัดมหาสารคาม...


จินตวีร์เอย... จงจดจำใส่ใจเอาไว้ให้ดี ถ้าหากเราอยากได้มิตรภาพยืนยาว เราควรเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ...


ชีวิตมีเวลามืดแล้วสว่าง ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามา แม่ครับ ผมพร้อมแล้วครับ ที่จะเป็นสะพานบุญแบกเป้ตะลอนทัวร์ ช่วยแม่วนัสนันท์ ใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน เพียงแค่เขาอ่านเรื่องราวของลูกในคอลัมน์ของแม่ แล้วเขาก็มีน้ำใจส่งความช่วยเหลือมาให้ลูก ลูกจะจดจำทุกๆคน...ที่เขาหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ลูก - ไปจนตราบชีวิตหาไม่


คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทางเดินชีวิตของเราได้ ลูกพร้อมแล้วครับแม่ พร้อมที่จะเดินบนเส้นทางบุญที่แม่เพียรสร้างมา สักวันหนึ่ง ลูกจะลงไปกราบเท้าแม่ที่ครบุรี...


18 มิ.. - 15 .. 2552

กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่

 

 

 

บล็อกของ ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
"นางแบบภาพประกอบ สุธาทิพย์ โมราลาย คอลัมนิสต์วรรณกรรมกุลสตรี ถ่ายโดยผู้เขียน" สมัยหนึ่ง ขงจื๊อกับศิษยานุศิษย์เดินทางไปรัฐชี้ เส้นทางผ่านป่าใหญ่เชิงภูเขาไท้ซัว ได้ยินเสียงร่ำไห้ของสตรีนางหนึ่งแว่วมาแต่ไกล ขงจื๊อหยุดม้า นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “เสียงร้องไห้ฟังโหยหวนน่าเวทนานัก หญิงผู้นั้นคงได้รับทุกข์แสนสาหัสเป็นแน่” จื๊อกุงศิษย์ผู้ใกล้ชิดรับอาสาไปถามเหตุ หญิงนั้นกล่าวแก่จื๊อกุงว่า “น้าชายของฉันถูกเสือขบตายไม่นานมานี้ ต่อมาสามีของฉันก็ถูกเสือกินอีก บัดนี้เจ้าวายร้ายก็คาบเอาลูกชายตัวเล็กๆของฉันไปอีก” จื๊อกุงถามว่า “ทำไมท่านไม่ย้ายไปอยู่เสียที่อื่นเล่า” เธอตอบสะอื้น “ฉันย้ายไม่ได้ดอก” “…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเกาะติดสถานการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้มาแบบวันต่อวัน ตั้งแต่นปช.คนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพมาเผชิญหน้ากับรัฐบาลเมื่อกลางเดือนมีนา และเป็นเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งในหน้าบล็อกกาซีนของเว็บประชาไท ที่คอยประสานเสียงกับผู้คนอีกมากมายหลายฝ่ายในสังคม ที่พยายามตะโกนบอกทั้งฝ่ายคนเสื้อแดงและรัฐบาลให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่จะทำให้ผู้คนล้มลงตายและบาดเจ็บ เพราะเชื่อกันว่า ยังมีทางเลือกที่สามารถตกลงกันได้ โดยไม่ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน... จนกระทั่งเว็บถูกฝ่ายควบคุมสื่อมวลชนของรัฐเข้ามาบล็อกเว็บ…
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
หลังจากการเจรจากัน เรื่องการยุบสภาระหว่างรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กลุ่ม นปช. - คนเสื้อแดง ที่ขัดแย้งกันเพราะตกลงกันไม่ได้ในเรื่องเงื่อนไขของเวลา ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะต้องยุบสภาภายในเวลา 15 วัน และฝ่ายรัฐบาลบอกว่ายุบสภาก็ได้แต่ต้องรออีก 9 เดือน ผ่านไปสองครั้ง และยังไม่สามารถตกลงกันได้
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมเกาะติดสถานการณ์ การชุมนุมเรียกร้องของมวลชนคนเสื้อแดง ที่พยายามกดดันเรียกร้องให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 53 เรื่อยมาจนถึงวันนี้ (24 มีนา 53) ซึ่งทีแรก หลังจากที่รัฐบาลถูกราดเลือดตอบโต้คำปฏิเสธแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีทีท่าว่า จะหันหน้ามาเจรจาตกลงกันด้วยสันติ แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ล้มเหลว เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถจะยอมรับกันได้ ด้วยเหตุผลที่เป็นหลักใหญ่ที่ขัดแย้งอย่างสุดๆ  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ใช่หรือมิใช่ นอกจากอำนาจนิติรัฐ และอำนาจจากกองทัพทหารตำรวจ ที่คอยแวดล้อมปกป้องครองรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีอำนาจที่น่ากลัวอีกอำนาจหนึ่ง ที่สามารถกำหนดชัยชนะและความพ่ายแพ้ของมวลชนคนเสื้อแดง นั่นคือ อำนาจ ของสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม  
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
เราไม่รู้ว่า รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดผิดหรือคิดถูก ที่ใช้อำนาจนิติรัฐสั่งยึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร แล้วยังหมายมาดจะใช้อำนาจนี้ ขย้ำขยี้ด้วยคดีอาญาอีกมายหลายคดี เพื่อทำลาย ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวแบบไม่ให้ได้ผุดได้เกิด ราวกับว่ารัฐบาลนี้จะยึดกุมอำนาจการบริหารประเทศแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง ไปจนตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  อ่าน ดู และฟัง เรื่องราว ของ ทักษิณ ชินวัตร จากมุมมอง คนรัก ทักษิณ ชินวัตร สื่อสาร อ่าน ดู และฟังแล้ว ก็น่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง ตามที่เขาว่า ทักษิณ ชินวัตร มิได้เป็นคนโกง แต่ถูกเขากลั่นแกล้งทำลาย
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  26 ก.พ. 53 พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ ของ ทักษิณ ชินวัตร คน คน คน คน คนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอดู ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ชะตากรรม ของ ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้อำนาจศาลสถิตยุติธรรมของสังคมไทย ว่าเขาจะถูกศาลพิพากษาตัดสินอย่างไร ถูกยึดเอาทรัพย์ทั้งหมด ถูกยึดเอามากเหลือไว้แต่น้อย ถูกยึดเอาไปเพียงบางส่วน หรือไม่ถูกยึดเลยแม้แต่สลึงเดียว... คน คน คน คน คนทั้งประเทศต่างเฝ้ารอดู
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  “ความเจ็บปวดเป็นเรื่องเฉพาะตัว” ใครคนหนึ่งนิยามในเชิงสรุปเรื่องนี้ขึ้นมาลอยๆ หลังจากนั่งพูดคุยกันมามากมายหลายเรื่อง แล้วมาลงเอยที่เรื่องราวความเจ็บปวดในชีวิต ที่เราซึ่งต่างโตเป็นผู้ใหญ่ ต่างก็ได้ประสบกันมาคนละมิใช่น้อย จากประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต เช่น ความรัก ความหวัง ความฝัน ความทะเยอทะยาน หน้าที่การงาน อุบัติเหตุ การถูกทำร้าย ความเจ็บไข้ได้ป่วย หนี้สิน หรือแม้กระทั่งเรื่องราวบางเรื่อง ที่ทำให้เราขัดแย้งกับตัวเอง ฯลฯ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมจำได้ว่า ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ตามหลักของพุทธศาสนาในระดับศีลธรรม ด้วยความเชื่อว่ามันเป็นสัจธรรมของชีวิต แล้วมีผู้แย้งมาในทำนองที่ว่า ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นกฎอันเฉียบขาดของโลกและชีวิตมนุษย์ เพราะบ่อยครั้งที่เขาทำดี...แล้วไม่เห็นได้ดี จนเขานึกท้อที่จะทำความดี
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
  คุณค่าผลงานวรรณกรรม 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลายประเภท นับตั้งแต่ข้อเขียนบรรยายภาพ คอลัมน์ในนิตยสาร เรื่องสั้น นวนิยาย และงานเขียนปกิณกะอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีงานร้อยแก้วที่มีลักษณะลีลาของร้อยกรองปลอดฉันทลักษณ์ หรือร้อยกรองรูปแบบอิสระปรากฏอยู่ เป็นช่วงสั้นๆในนวนิยายบางเรื่องด้วย ผลงานหลากประเภทดังกล่าวมีจำนวนมากมาย เฉพาะงานเขียนที่รวมเล่มแล้วมีจำนวนประมาณ 100 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้น บทความ และข้อเขียนจากคอลัมน์ต่างๆ
ถนอม ไชยวงษ์แก้ว
ผมนึกแปลกใจ ที่งานเขียนนวนิยายหลายเล่มของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่าน นักเขียน นักวิเคราะห์วรรณกรรม หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่ประกาศยกย่องเชิดชูให้เขาเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรม ปี 2538 ต่างมีความเห็นตรงกันว่า นวนิยายที่เป็นงานโดดเด่น หรือที่ภาษาทางศิลปะเรียกกันว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ นวนิยายเรื่องสนิมสร้อย ใต้ถุนป่าคอนกรีท เสเพลบอยชาวไร่ ผู้มียี่เกในหัวใจ ฯลฯ โดยเฉพาะสนิมสร้อยนั้น ดูเหมือนจะถูกยกย่องไว้สูง จนไม่มีเรื่องใดมาเทียบได้ และหลงลืมหรืออาจจะจงใจหลงลืม นวนิยายเรื่องหนึ่งของเขาที่ชื่อว่า “คืนรัก”