Skip to main content


 

อาจารย์ชูชัย

อธิบายตัวอย่างพีชคณิตบนกระดานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ท่านหันมามองพวกเราสลับกับการบอกความเป็นมา เมื่อได้คำตอบของโจทย์แล้ว ท่านโยนเศษชอล์กกะให้ลงในกล่อง มันลงกล่องได้พอดิบพอดี เป็นครั้งแรกในการโยนราวสิบกว่าครั้ง ท่านยิ้มพอใจในผลงาน ขยับแว่นตานิดหนึ่ง หันมามองพวกเราอีกครั้ง

แค่นี้แหละ...เข้าใจไหม ? ใครไม่เข้าใจตรงไหนถามได้”


ไม่มีใครกล้าบอกว่าไม่เข้าใจ หากจะถามต้องถามให้ดูดี ต้องแสดงให้ท่านรู้ว่า ได้รับความรู้จากท่านมาบ้างแม้ไม่หมดเปลือกจากที่ท่านเพิ่งสอนจบ มีเสียงผู้กล้า ถือว่าเป็นหน่วยลาดตระเวนกล้าตาย

ตอนใกล้จะถึงบรรทัดสุดท้าย...” ผู้กล้าลุกไปชี้ที่กระดาน

ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เพราะอะไรครับ ?” นักเรียนที่กล้าถามชื่อ “เพทาย” มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีกลับมานั่งที่โต๊ะของตน


ท่านจะอธิบายให้ฟังถึงความเป็นมา ทำเช่นนั้นเพราะอะไร ครู่หนึ่งท่านจะเดินสุ่มดูการบ้านที่สั่งให้พวกเราทำ ร่างสูงโปร่งดูสง่าน่าเคารพและยำเกรงยิ่งนัก เดินมาทางซ้ายของห้อง การบ้านมี 8 ข้อ ทุกคนนั่งนิ่ง ใครไม่ทำการบ้านหนาวๆ ร้อนๆ หากทำไม่เสร็จอาจหนาวร้อนไม่มาก บางคนแกล้งใจดีสู้เสือเก็บอาการไว้


พวกเราพอรู้ตื้นลึกหนาบางของทุกคน คาดเดาไม่ยากว่าใครทำไม่ทำ ใครมีโอกาสถูกเคาะหัว ที่อาจารย์ชิงชัยเรียกว่า เคาะเทนชั่น (tension) ซึ่งแปลว่า “ตึงเครียด” นั่นเอง หรือใครจะถูกดุด่า นายวิทยากับนายวัชระโดนสมุดของตนฟาดหัวคนละที พวกเก่งๆในกลุ่มนั้นได้รับคำชมเชยหลายคน ท่านเดินมายังกลุ่มผมที่อยู่ซีกขวาตรงกลางห้อง มาถึงผมตอนแรกก็ทำเสียงพอใจในคอ ที่สุดหนังสือพีชคณิตเล่มหนาก็ถูกยกฟาดโครมลงบนหัวผมกับเพื่อนๆคนละที พร้อมกับเสียงบ่นของท่าน เดินมาหน้าห้องทำหน้าเครียด พวกเราดูออกท่าทางไม่ได้เครียดจริงจังมากมายหรอก เป็นการแสดงสีหน้าเพื่อให้เรารู้ว่า ท่านไม่พอใจนัก พวกเรารู้สึกสำนึกกัน เพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น เวลาผ่านไปอย่างอึดอัด ครู่เดียวท่านเดินมายืนที่หน้าต่างข้างห้อง แล้วเดินเลียบช้าๆไปกลางอาคาร ลงบันไดกลับห้องพักครู

 

พอท่านลับตาไป

พวกเพื่อนๆที่กะล่อน ลุกบิดขี้เกียจ ท่าทางหงอยๆหน้าเศร้าแบบผู้สำนึกบาปหายไป กลายเป็นอีกคนหนึ่ง ร่าเริงสดชื่น แสดงท่าเดินไปมาทำท่าอาจารย์ชิงชัยตรวจการบ้าน แล้วยกสมุดฟาดหัวเพื่อนแรงพอประมาณ ผู้ถูกฟาดลุกขึ้นโต้ตอบพอไม่ให้เสียเชิง อย่างไรก็ตาม อาจารย์ชิงชัยเป็นผู้ที่พวกเราเคารพและเกรงท่านมาก ท่านสอนวิชาคำนวณซึ่งถือว่าสำคัญ ท่านจบปริญญาตรี เอกคณิตศาสตร์ ยุคนั้นผู้ที่จบปริญญาตรี โดยเฉพาะคณิตศาสตร์มีน้อยมาก ใครจะเรียนปริญญาตรีต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ พวกเรายกย่องคนที่เก่งคณิตศาสตร์ เราเชื่อว่า คนนั้นสมองดี ต้องใช้สมองใคร่ครวญ ต้องคิดย้อนไปมา หากไม่เข้าใจก็คิดแก้โจทย์ไม่ได้ ขยันอย่างไรก็ไร้ผล คณิตศาสตร์ไม่ใช่วิชาท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง ดังนั้น จึงมักเห็นว่า คนเก่งคณิตศาสตร์ชอบคิด ใช้เหตุผล แต่มักขี้เกียจ…พวกเราต่างมีครูในดวงใจกันทุกคน


กันชอบอาจารย์ศิลปะชัย ที่สอนวิชาหน้าที่พลเมืองและวิชาวาด ชั่วโมงวาดกันมีความสุข รู้สึกเป็นอิสระ ท่านบอกว่า อยากวาดรูปอะไรก็วาดไป ท่านไม่บังคับต้องวาดรูปนั้นรูปนี้ ท่านจบจากธรรมศาสตร์นะโว้ย ! ไม่ธรรมดา” เพื่อนผมชื่ออานนท์ออกความเห็น


แต่ระวังให้ดีนะ...ถ้าท่านกำลังอธิบายแล้ว ใครไม่ฟัง แปรงลบกระดานจะปลิวเฉียดหัวเลย มึงเอ๋ย !”

เพื่อนผมชื่อทวีพงษ์ ฉายาจอมโวจนลิงเคลิ้ม กล่าวแล้วแสดงท่ายกไหล่บอกอาการหวาดหวั่น อาจารย์ศิลปะชัย จะตัดผมสั้นเกรียน สวมแว่น มาดขึงขัง พูดจาช้าหนักแน่น ท่าทางไม่ผิดนายทหารชั้นนายพลทีเดียว ท่านใช้แปรงลบกระดานปาหัวนักเรียนหลายครั้ง แต่แปลกมาก ไม่ปรากฎว่าใครถูกปาหัวแตกเลือดอาบสักรายเดียว กว่าจะรู้คำตอบว่าเพราะอะไร เราก็เรียนจบกันหมดแล้ว คำตอบก็คือ ท่านปาไม่ให้ถูกหัวลูกศิษย์ของท่าน ปาให้ถูกฝาห้องข้างหลัง เป็นการขู่ขวัญเท่านั้น โอ...ช่างจิตวิทยาสูงจริงๆ


กันชอบอาจารย์พิบูลย์ที่สอนวิชากลศาสตร์มาก ใครฟังไม่ฟัง ท่านไม่ดุไม่ด่าว่าอะไร ตากวาดมองไปทั่วห้อง ปากก็อธิบายการคำนวณการหาคำตอบ เกี่ยวกับพื้นที่ลาดเอียง รอกเดี่ยว รอกคู่ ใช้คำพูดง่ายๆ จากนี่ไปนั่นเพราะอะไร บอกเหตุผล เข้าใจง่าย อารมณ์สม่ำเสมอในการสอน…เวลาเราสงสัย ยกมือถามท่านก็ไม่ดุ อธิบายด้วยน้ำเสียงปรกติ กันเรียนวิชานี้เข้าใจมากกว่าตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ...ชักชอบคำนวณเสียแล้ว มันมีที่มาที่ไป มันใช้เหตุผล”


ส่วนกันชอบอาจารย์ประภาศรี ท่านสอนเรื่องมารยาท ห้ามนั่งไขว้ขาขณะนั่งฟังครูสอน ห้ามล้วง แคะ แกะเกา เขย่าแข้งขาในที่ชุมชน มันน่าเกลียด พวกเราจำท่าทางการพูดของท่านได้ไหม? พูดช้าๆปากเผยอยิ้มตลอดเวลา”

แกล่ะ ! ชอบใคร เจ้ายศศักดิ์ ?” เพื่อนถามผม

กันชอบ อาจารย์สุจิตต์โว้ย ! ท่านมีความรับผิดชอบสูง ตรงเวลา มีระเบียบ เป็นผู้ใหญ่ พูดย้ำพวกเราให้เห็นประโยชน์ของการศึกษา และให้พยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ได้”


กันชอบอาจารย์ศรีวราโว้ย ! สวยก็สวย สูงโปร่งผิวขาวอมชมพู...”

เขาพูดกันถึงคุณสมบัติการเป็นครู เช่นการสอนเป็นอย่างไร อะไรทำนองเนี้ยะ...ไม่ใช่สวยไม่สวย โธ่ !...อ้ายสากกะเบือยันเรือรบ”

เอ่อๆ เข้าใจๆ... นั่นเป็นการเกริ่นนำ เป็นคุณสมบัติพิเศษแถมเข้ามา อาจารย์ท่านสอนเรขาคณิต บอกวิธีพิสูจน์สามเหลี่ยม 2 รูปให้เท่ากันว่า ต้องทำอย่างไร โดยไม่บอกให้เราท่องจำ ให้ใช้การคิดพิจารณา จำเฉพาะสาระที่สำคัญ เช่น มุมแย้งย่อมเท่ากัน มุมประชิดเท่ากับ 180 องศา ไม่ต้องจำทฤษฎีบททุกถ้อยคำ...บางครั้งใช้การวาดรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แสดงมุมที่ฐานย่อมเท่ากันแทนคำอธิบายด้วยวาจาทุกถ้อยคำ...ท่านบอกเหตุผลจากบรรทัดหนึ่งไปอีกบรรทัดหนึ่ง กันเข้าใจดีกว่าก่อนเสียอีก”

 

 

 

บล็อกของ ถนอมรัก เดือนเต็มดวง

ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
วันนี้ เป็นวันแรกของการเป็นครู ผมเตรียมตัวสอนมาเต็มที่ สอนหลายวิชา บอกก่อนว่าเป็นโรงเรียนเอกชนอยู่ใกล้สถานีรถไฟเชียงใหม่ เปิดสอนเด็กเล็กจนถึงมัธยมปีที่สาม ครูที่สอนส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว มีคนแก่คนหนึ่งเป็นฝ่ายการเงิน ครูใหญ่เป็นผู้หญิง เป็นเจ้าของโรงเรียน ไม่สอนแต่อยู่ฝ่ายขายอาหารของโรงเรียน ผมสอน 29 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ว่างเพียง 1 ชั่วโมง ปรกติครูท่านอื่นสอน 24-25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นั่นคือผมสอนมากกว่าท่านอื่น 5 ชั่วโมง ก็ช่วยสอนวิชาเบาๆ ให้พี่ๆ ที่สอนประจำชั้น เช่น พลศึกษาวาดเขียน ร้องเพลง...เป็นมุมหนึ่งในหลายมุมของชีวิตครูเอกชน วันแรก ผมสอน 6 ชั่วโมงเต็ม เป็นหนุ่มร่างกายแข็งแรง…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
คืนนี้ ขึ้น 15 ค่ำ ยังหัวค่ำ พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงนวลอ่อนโยนกระจ่างทั่วทุ่ง แสงเย็นตายังครอบคลุมวิหารวัดทุ่งลมเย็นบรรยากาศในวัดช่างสงบ สงัด ลมทุ่งพัดกระทบต้นไม้ในวัด ใบของมันสะบัดตัวรับดังซู่ซ่าเป็นพักๆ  ความวุ่นวายสับสนเร่าร้อนทั้งมวลของคนเหมือนหมดสิ้นยามย่างเท้าเข้าวัดสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์  พระสงฆ์องค์เจ้าคงจำวัดกันหมดทั้งสามรูป แต่ยังมีอีกคนหนึ่ง จิตใจยังเร่าร้อนเคร่งเครียดแม้จะเหนื่อยจากงานสลากภัตของวัด ก็ไม่อาจข่มตาให้หลับได้  ใครๆเรียกเขาว่า "ลุงคำ" แกเฝ้านึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้วัดทุ่งลมเย็นมีพระ 2 รูป เณร 1 รูปเวลาพระรับนิมนต์ไม่มีใครดูแลวัดเกรงขโมยจะมาลักทรัพย์สิน…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
คนเหนือ หรือชาวเหนือเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เรียกคนกรุงเทพฯซึ่งพูดภาษากลางว่า “คนไทย” ในกลุ่ม “คนเมือง” มักมีวจีที่เกี่ยวโยงการเป็นคนท้องถิ่นเดียวกันว่า “หมู่เฮาคนเมือง” ย้อนหลังไปราว50ปี แม้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งยังแสดงความเป็นตัวตนโดยใช้ชื่อว่าหนังสือพิมพ์ “คนเมือง” สอดคล้องกับข้อความในหนังสือ “ฅนเมืองอู้คำเมือง” ในหน้าที่ 1โดยคุณบุญคิดวัชรศาสตร์ได้เขียนเอาไว้ว่า ...ในอดีตอาณาจักรล้านนามีการปกครองตนเองมีภาษาพูด และภาษาหนังสือใช้เป็นของตนเองมาก่อนและนิยมชมชอบเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เรียกภาษาพูดว่า “คำเมือง” และเรียกภาษาหนังสือว่า “ตัวหนังสือเมือง” และล้านนาประกอบด้วย…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
แม่เกิดลูก ออกมาหลายตัว ขนสีต่างๆ กัน ส่วนใหญ่ตัวอ้วนขนฟู แม่นอนตะแคงในกรง ลูกตัวอื่นคลานต้วมเตี้ยมเข้าไปกินนมแม่เร็วกว่า เจ้าตัวผอมเล็ก ลำตัวมันยังไม่นิ่งนัก เพราะขายังไหวขณะเดิน ด้วยยังไม่แข็งแรงพอ เจ้าตัวผอมเล็กต้องรอให้บางตัวอิ่ม แล้วคลานออกมา มันจึงคลานเข้าไปกินได้ นมแม่อุ่นหวาน เต้านมนุ่มตึงเต็มปากของมัน มันถูกแม่อุ้มด้วยปากมากินนมบ่อยๆ ลูกตัวใดคลานไปไกล แม่หมาจะใช้ปากคาบเบาๆ ตรงหนังบริเวณคอ นำมาไว้ในกรงเสมอ ทุกวันเมื่อบรรดาลูกๆกินนมอิ่ม มันก็นอนกอดก่ายกันหลับไปมองดูเหมือนเด็กเล็กๆ น่าเอ็นดู เจ้าของกรง และบ้านเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง ตอนเช้า เวลานายผู้ชายเดินลงบันได…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
เด็กชายสันทัด นั่งยองๆ บนกำแพงวัด ตาจ้องเขม็งที่ร่างชายคนหนึ่ง ซึ่งนอนคว่ำ ไม่สวมเสื้อบนพื้นศาลาวัด บนเสื่อผืนหนึ่ง คางวางบนหมอนเก่าคร่ำมือประสานรองรับคาง วันนี้เป็นวันที่ 15 เมษายน เป็นวันพญาวันคนทางเหนือนิยมสักยันต์กันในวันนี้ เพราะเชื่อกันว่า ทำพิธีทางไสยศาสตร์ในวันนี้จะเข้มขลังนัก ภิกษุรูปหนึ่ง นั่งคุกเข่าข้างชายผู้นั้น ยกเหล็กแหลมเล็งไปยังกลางหลัง แล้วก็แทงจึกลงไป เหล็กกระทบเนื้อไปเรื่อยๆ ปากท่านก็ขมุบขมิบว่าคาถาประกอบ ชายที่นอนคว่ำ หน้าตาปรกติ ไม่แสดงอาการเจ็บปวด ชายฉกรรจ์อีก 4-5 คน ถอดเสื้อรอคิวสัก เขาจ้องดูชายคนแรกอย่างสนใจ ทุกคนกระตือรือร้นอยากสัก ไม่มีใครแสดงอาการหวาดหวั่น…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
กรมศิลปากรประกาศผลศิลปิน ผู้ได้รับรางวัล “เพชรในเพลง” ประจำปี 2551 เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2551 (29 ก.ค.) รางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต ประเภทเพลงไทยสากล ได้แก่ “เพลงเรือนแพ” ผู้ประพันธ์นายชาลี อินทรวิจิตร เพลง “เรือนแพ” เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “เรือนแพ” สร้างเมื่อ พ.ศ.2504 เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ สุริวงศ์ เชียงใหม่ โรงภาพยนตร์นี้ เดิมอยู่ตรงข้ามกับประตูท่าแพ ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว ผมได้เข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ขณะเรียนชั้นมัธยมต้น เป็นภาพยนตร์ที่แสดงถึง ความรักของเพื่อนสามคน ประกอบด้วย ไชยา สุริยัน แสดงเป็น นักมวย ส.อาสนะจินดา แสดงเป็น ตำรวจ จินฟง…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ดวงอาทิตย์ ค่อยโผล่พ้นขอบดอยที่อยู่ไกลลิบช้าๆ หมอกเมฆปรากฏจางๆ ช่วยกรองแสง ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์ เป็นทรงกลมสีแดงอ่อน เป็นเช้าที่สวยงาม บ้านไม้หลังเก่าสีโอ๊ก ปลูกบนเนินดิน ที่สูงกว่าถนนหน้าบ้าน และสูงกว่าทุ่งกว้างที่ด้านหน้าบ้านเล็กน้อย มีเก้าอี้โยกเป็นหวาย ที่ระเบียงด้านข้างบ้าน ซึ่งมีบันไดทอดสู่พื้นด้านหน้า มองเห็นทุ่งกว้าง ปรากฏตอข้าวสีเหลืองกระจายทั่วผืนนา ทุ่งกว้างนี้ ปูลาดไปจนถึงถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ข้ามถนนเป็นทุ่งนาอีกเช่นกัน มองไกลออกไปอีกนิด เป็นหย่อมต้นไม้สีน้ำเงินปนดำ สูงขึ้นไปอีก จะเห็นแนวดอยสลับซับซ้อน ลมเย็นจากทุ่งโล่ง ทะยอยพัดมาระเรื่อย สู่บ้านของผม บ้านคนเมือง…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
พ่อคงไม่รักผมเพราะพ่อตีผมบ่อยๆ บางครั้งหนักๆ ไม่เคยกอด ไม่เคยเล่นกับผม แวบหนึ่ง...ผมอยากออกบ้านไปให้พ้น...แกเพียงพูดว่า“เมื่อแกมีลูก แกจะรู้เอง” วันนี้ผมมีลูกชายวัย 3 ขวบ 1 คน กำลังซนตอนเย็นวันหนึ่ง แกกินยาป้องกันหนูและแมลง ที่มีรูปแบนเป็นวงกลม แหว่งไปนิดหนึ่ง ผมบอกแกให้อ้าปาก คายออกมาให้หมด แกอ้าปาก ถ่มน้ำลาย ผมยังไม่หมดกังวล บอกให้แม่บ้านเอาเงินมาให้ผมเร็ว จะพาลูกไปโรงพยาบาล ผมคว้าเสื้อมาสวม กลัดกระดุม 2 เม็ด ไม่ตรงรูของมัน ชายเสื้อข้างหนึ่งสั้น ข้างหนึ่งยาว อุ้มลูกวิ่งลงบันได เกือบลื่นล้ม วิ่งออกประตูบ้าน สู่ถนนใหญ่โรงพยาบาลใหญ่ที่สุด เป็นโรงพยาบาลที่ผมมุ่งไปหา โบกรถสี่ล้อรับจ้าง…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ระยะนี้ กลางคืนนอนกรนตื่นง่ายตื่นนอนตอนเช้า มีอาการไม่ดี คล้ายหลับไม่อิ่ม เหมือนจะเป็นไข้เล็กน้อย ผมอยากนอนต่ออีกสักงีบ ขอสัก 20-30 นาทีน่าจะดีคิดถึงระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานแล้วท้อใจ จากบ้านอำเภอแม่แตงถึงอำเภอฝาง ที่ทำงานราว 111 กิโลเมตร พาหนะเป็นรถกระบะ พวงมาลัยธรรมดาปวดบ่าเอวไม่น้อยเลย สังขารผ่านวัยหนุ่มมาแล้ว อาการดังกล่าวเป็นบ่อยๆบางครั้งต้องโทรลาปรึกษาภรรยาแล้วไปหาหมอตรวจรักษาดีกว่า ไปคลินิกที่โรงพยาบาลมหาราชเร็วดี ยาดี แม้จะแพงก็ยอมเล่าอาการให้หมอฟังหมอให้ยามากินและนัดดูอาการราวเดือนครึ่ง ได้ไปหาหมอ หมอสอบถามผลการรักษา แล้วให้ยามารับกิน ทำอย่างนี้หลายครั้งแต่ละครั้งให้ไปเจาะเลือด…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ในวัยเด็ก ราวชั้นประถมศึกษา ผมยังจำได้ เมื่อมืดค่ำ ที่บ้านจะจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดทุกหลังคาเรือนก็เช่นกัน แม่บอกให้เอาการบ้านมาทำ ถ้าวิชาเดียวก็เสร็จเร็วหน่อย ถ้าสองวิชาก็ดึกหน่อย ดึกนั้นคงราวสองทุ่มเศษ ผมวางสมุดลงบนโต๊ะเล็กๆ นั่งขัดสมาธิบนเสื่อ แม่นั่งข้างหน้า แม่สอนจริงจัง มีตึงมีผ่อน มีเทคนิคในการสอน ขู่บ้างปลอบบ้าง คำพูดที่พูดประจำก็คือ “คัดไทย ช่องไฟต้องพอดี หัวทอทหารต้องกลมอย่าให้บอด” “ห้าคูณเจ็ดเป็นเท่าไร สามสิบห้าหรือสามสิบหก” ตอนจบแม่ให้ท่องสูตรคูณ ถ้าท่องได้ให้ไปนอน ท่องไม่ได้เอาให้ได้ ตาผมชักลืมไม่ขึ้น แม่ใช้ไม้ตีปับตรงแขน “ท่องไม่ได้ไม่ต้องนอน” แม่สำทับเสียงเข้ม
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
โลกหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วเท่าเดิม เข็มนาฬิกากระดิกตัวด้วยความเร็วปกติ ผู้มีความทุกข์ ความผิดหวัง พิเคราะห์เวลาเหมือนเชื่องช้า เนิ่นนาน ผู้มีสุขสมหวัง มีเสียงหัวเราะกลับพูดว่า เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เวลาเป็นของมีค่า ในเวลาเพียง 1 นาที มีคนเกิดคนตายเท่าไร มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดทุกมุมโลกมากมาย เมื่อเวลามีค่า เราก็สมควรทำอะไร ให้ตัวเอง ให้สังคม ให้ผู้คนรอบข้าง และควรดำเนินชีวิตอย่างไร ให้ชีวิตมีค่าเหมือนเวลา น่าจะเป็นเช่นนั้น ผมอ่านหนังสือหลายเล่ม ฟังผู้รู้หลายท่าน ใช้เวลาใคร่ครวญ เพื่อให้ความคิดตกผลึกว่า คนดีคือคนอย่างไร คนดีที่สุดต้องทำอะไร ได้ข้อสรุปว่า คนดีที่สุด คือคนที่คิด…
ถนอมรัก เดือนเต็มดวง
ทุกคนคงเคยไปหาหมอ อาจเป็นหมอคลินิกหรือหมอโรงพยาบาล เมื่อยื่นบัตรคนไข้ผ่านฝ่ายคัดกรองแล้ว ท่านก็ต้องไปยังห้องที่รักษาพยาบาลเฉพาะโรค นั่งรอคิวพยาบาลเรียก ถ้าเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนจะเร็วมาก แต่ก็ต้องจ่ายเงินมากเช่นกัน ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐต้องทำใจ จ่ายเงินน้อยแต่คนมาก คงต้องเสียสละเวลาให้ 1 วัน บางทีอาจครึ่งวัน คนไข้มากมาย ห้องตรวจทุกห้องคนไข้เต็มหมด คนไข้มากมายกว่าห้างสรรพสินค้า