Skip to main content

กลางเดือนกุมภาพันธ์

ดูเหมือนแดดจะแผดแสงก่อนที่ดวงตะวันจะขึ้นเสียอีก

ความร้อนแห่งวันเริ่มต้นพร้อมกับเสียงไก่ขัน

เด็กๆ ไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ก็จับจอบจับเสียมเตรียมตัวไปไร่

 

หลังจากฤดูหนาว(กว่าปกติ)ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว หน้าร้อนปีนี้ ก็เข้าแทนที่อย่างแทบไม่ทันตั้งตัว แต่ชีวิตคนใต้ท้องฟ้า จะร้อนจะหนาวแค่ไหนก็ได้แค่บ่น แล้วก็ทนๆ กันไป

กระนั้น ความร้อนตามทุ่งนา ป่า เขา ก็ยังพอมีร่มให้หลบ มีลมเย็นพัดโชยให้คลายได้บ้าง


ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังลุกลามไปทั่วประเทศราวกับไฟป่าออสเตรเลีย อีกมุมหนึ่งของประเทศ ชาวนาก็กำลังตัดสินใจว่า จะทำนาปรังปีนี้ดีหรือเปล่า

...ทางชลประทานเขาก็บอกมาแล้ว ว่ามีน้ำน้อย แล้วมีคลองตั้งสามสายจะเปิดให้หมดทุกสายพร้อมกันคงไม่พอ ก็เลยต้องแบ่งเปิดสายละสามวัน...ข้าก็เลยไม่อยากจะเสี่ยงทำนาปรังหรอก เดี๋ยวน้ำไม่พอละก็ เสร็จเลย...” ลุงเผย ปรับทุกข์กับเพื่อนวัยเดียวกันในวงกาแฟตอนเช้า

...ส่วนข้าไม่ต้องคิด ที่ข้าอยู่ห่างจากคลองตั้งเยอะ หน้าน้ำยังต้องรอทีหลังเขา หน้าแล้งนี่ยิ่งไม่ต้องคิดทำเป็นอันขาด...” ทิดเป้า พูดบ้าง

...แต่ที่เอ็ง...” ลุงเผย หันไปทางน้าอู๊ด “...อยู่ติดคลองนี่นา คงได้ทำนาปรังสินะ เออ...น่าอิจฉาจริงเว้ย ข้าวกำลังราคาดีเสียด้วย...”


แต่น้าอู๊ด ส่ายหน้า

...ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้หรือเปล่า คงจะต้องแบ่งทำ เพราะกลัวว่าน้ำจะไม่พอ...นี่ก็คิดอยู่ว่า จะปลูกมะเขือเทศ หรือแตงกวาคงจะเหมาะกว่า...” น้าอู๊ดสารภาพตามตรง

ทิดเป้า ดูดกาแฟสองที แล้วเปรยว่า

...เออ...หน้าแล้งบ้านเรา มันก็ต้องเอานาไปปลูกมะเขือเทศ แตงกวา แตงโม กันหมดนั่นละนะ ถ้าโชคดี ก็คงพอคืนทุนบ้าง ถ้าโชคร้ายราคาร่วง ก็คงได้กู้สหกรณ์กันอีกแล้ว...”

ลุงเผย หัวเราะ ปลอบใจกึ่งกระเซ้าว่า

...กู้สิดี ไม่มีหนี้ ไม่มีหน้า...มีหนี้สิน ก็เท่ากับมีเครดิตนะเว้ย...”


การปลูกแตงกวา มะเขือเทศ แตงโม ถั่วฝักยาว บวบ ฟัก มะระขี้นก ในฤดูแล้ง เป็นที่นิยมในแถบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากพอเข้าหน้าแล้ง บางปีน้ำน้อย ทำนาปรังไม่ได้ จึงเอาที่นามาปลูกพืชล้มลุกนานาชนิดแทน


ในพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร ตลอดคลองสามสายที่ขนานกันไปจนกระทั่งออกทะเล ที่นาถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแปลงผัก พอเพาะกล้าจนโต ก็ยกร่อง คลุมพลาสติก ปักหลักไม้รวกแล้วขึงตะคัด รดน้ำให้ปุ๋ย ดูแลให้ต้นอ่อนเติบโต เตาะแตะต้วมเตี้ยม ไต่ตามผืนตะคัดขึ้นไป เมื่อเติบใหญ่จนออกดอก ออกผล จึงได้เวลาเก็บเกี่ยว


ว่ากันอย่างขำๆ

ปีกลาย ยายจง ปลูกมะเขือเทศ ได้ราคาดีเหลือหลาย กิโลละยี่สิบห้าบาท มีเท่าไรแม่ค้าเหมาหมด ช่วงแรกยายจงจึงทำเงินไปได้หลายหมื่น แต่ผ่านไปไม่นาน มะเขือเทศราคาตกเหลือกิโลละสองบาท แม่ค้ายังไม่ค่อยอยากจะเอา ยายจง เลยต้องเอามาแจกเพื่อนบ้านไว้เชื่อมกิน


ปีก่อนนู้น น้าโชติกับครอบครัว ช่วยกันปลูกมะเขือเทศ จังหวะดี มะเขือเทศแพง น้าโชติได้มาสามแสน ปลดหนี้สินไปจนหมด แถมถอยรถกระบะมือสองมาอีกหนึ่งคัน แต่ปีถัดมา มะเขือเทศราคาตก น้าโชติก็กลับไปเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง


สำหรับเกษตรกร(บางชุมชน) การปลูกอะไรสักอย่างก็เหมือนซื้อหวย เพียงแต่มันมีความเสี่ยงกว่ากันเยอะ ถ้าโชคดีก็อาจหมดหนี้ ถ้าโชคไม่ดีก็แค่พอถูไถได้กำไรพอคุ้มเหนื่อย ถ้าโชคร้ายก็เพิ่มหนี้เข้าไปอีก ความคิดที่ว่า ทำแต่พอดี เหนื่อยแต่พอดี ขาดทุนหรือได้กำไร ก็เอาแต่พอดี เป็นได้แค่ความคิด


เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับชาวบ้าน(บางชุมชน) ทั้งที่ยังเป็นหนี้ และทั้งที่รวยแล้ว จึงไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะคำว่า “พอ” ไม่เคยเกิดขึ้นจริง


ก็ต้องเสี่ยงกันไป...อยู่เฉยๆ มันจะไปมีอะไรดีขึ้นมา” ป้าจิ๊บว่าอย่างนี้

แล้วทำไมต้องทำตั้งเยอะแยะล่ะ เปลืองปุ๋ย เปลืองยา เหนื่อยก็เหนื่อย เกิดราคาตกก็ขาดทุนสิ...ทำน้อยๆ ลงทุนน้อยๆ ก็ไม่ต้องเสี่ยงมาก” ลูกสาวแนะนำ

อ้าว...ทำน้อยๆ เวลาขายก็ขายได้น้อยๆ ด้วยสิ เรื่องอะไร มีที่ตั้งเยอะ ไม่ใช้ก็เสียเปล่าสิ” ป้าจิ๊บ ไม่เห็นด้วย แล้วแกก็ตั้งหน้าตั้งตา ทำแบบเยอะๆ ของแกต่อไป


ปลายสัปดาห์นั้นมีข่าวดี เมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศออกเสียงตามสายว่า ทางชลประทานนั้น ได้มีมติแล้วว่าจะเปลี่ยนแปลงให้มีการเปิดน้ำนานสองสัปดาห์ และจะปิดอีกหนึ่งสัปดาห์สลับกันไป ซึ่งน่าจะพอเพียงแก่การทำนาปรัง


ชาวบ้านได้ยินข่าวดังนั้น ที่ไม่คิดจะทำนาปรังก็เลยต้องรีบไปจองรถไถกันใหญ่

ใครเอาที่ไปปลูกแตงกวา ปลูกมะเขือเทศแล้ว ก็ไม่มีสิทธิปรับเปลี่ยน ส่วนใครที่ยัง หากต้องการทำนาก็ต้องรีบดำเนินการ

งานนี้ใครไวก็ได้เปรียบ

ทำทั้งมะเขือเทศ ทั้งแตงกวา ทั้งนา มันจะไหวหรือแม่...” ลูกสาวถามอย่างเป็นห่วง

เออน่ะ...ข้าทำของข้าได้” ยายจิ๊บยืนยันอย่างคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง


ลูกสาวได้แต่เป็นห่วง เพราะกะเพรา โหระพา ก็ยังออกเต็มไร่หลังบ้าน แม้ราคาจะตกเหลือกิโลกรัมละห้าบาทหกบาท แต่ทำคนเดียวก็ไม่ค่อยจะทันแล้ว ไหนจะต้องคอยวิ่งไปช่วยแม่ดูแลแตงกวา กับ มะเขือเทศ อีก


แล้วมันจะพอเพียงได้ยังไง...” ลูกสาวบ่นอย่างเหนื่อยหน่าย


บล็อกของ ฐาปนา

ฐาปนา
“...ที่สุดแล้ว ปัญหาการเมืองรวมถึงปัญหาส่วนตัวทุกเรื่อง เมื่อสืบเสาะลงไปให้ลึกที่สุดจะพบว่า เป็นปัญหาทางจิตวิญญาณทั้งนั้น ทุกชีวิตเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ฉะนั้นปัญหาทุกอย่างของชีวิตจึงมีต้นตอมาจากจิตวิญญาณและจะแก้ไขได้ด้วยวิธีทางจิตวิญญาณ สงครามเกิดขึ้นเพราะใครบางคนมีสิ่งที่อีกคนอยากได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้คนบางคนทำสิ่งที่อีกคนไม่อยากให้ทำความขัดแย้งทุกชนิดเกิดจากการวางความปรารถนาไว้ผิดที่สินติเดียวที่จะยั่งยืนได้ในโลกหล้าคือศานติภายในให้แต่ละคนค้นพบสันติในใจตน เมื่อนั้นเธอจะพบว่า เธอไม่ต้องพึ่งพาอะไรอีก...”(สนทนากับพระเจ้าเล่ม 2 หน้า 204)
ฐาปนา
เมื่อครั้งยังเด็ก ผมเคยเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีชะตากรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทุกๆ อย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ทุกๆ อย่างถูกลิขิตไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เกิดจนตาย พอเติบโตขึ้น ความเชื่อเรื่องชะตากรรมก็เปลี่ยนไป ผมเชื่อว่ามีแค่สามสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วและเราไม่อาจล่วงรู้ได้ นั่นคือ การเกิด คู่ครอง และการตาย ไม่นานมานี้ ผมมองชะตากรรมอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ชะตากรรม คือ สิ่งที่เข้ามาสู่ชีวิตเพื่อให้เราเลือก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และมันจะส่งผลต่อเรา เราจะเรียนรู้และเติบโตจากมัน เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากมุมมองที่เรามีต่อมัน ลองย้อนมองกลับไปถึงอดีตของเราแต่ละคน สิ่งที่เราเลือก เสมือนจุดๆ หนึ่ง…
ฐาปนา
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ลมหนาวคลายความยะเยือกลง เหลือเพียงลมเย็นโชยเฉื่อย เจือกลิ่นหอมของไม้เมืองหนาวหลายชนิดที่ยังคงผลิดอกแม้ฤดูหนาวสิ้นสุด แล้วเมืองเชียงใหม่ก็เข้าสู่ช่วงเวลาพิเศษของคนหนุ่มสาวอีกครั้ง“วันแห่งความรัก” (Valentines Day) ที่ใครหลายคนรอคอยอันที่จริง แม้จะเรียกกันว่า วัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของสังคมเปลี่ยนไป ด้วยอานุภาพแห่งความรักและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความรัก จึงไม่อาจจำกัดให้วันแห่งความรักอยู่แค่เพียง วันที่ 14 ของเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น วันแห่งความรักได้ขยายช่วงเวลาเป็น สัปดาห์แห่งความรัก จนกระทั่งเป็น เดือนแห่งความรัก ในที่สุด นอกจากบรรยากาศแห่งความรัก…
ฐาปนา
ไม่ทราบว่าใครเป็นเหมือนผมบ้างหลังจากข้าวของพาเหรดกันขึ้นราคา แต่รายได้มันไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้องปรับตัวทุกทางเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้ถีงขั้นต้องใช้คำว่า “เพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้” นั่นละครับเพราะรายได้ที่ไม่แน่นอน ไม่มากมาย บวกกับสภาพหนี้ทั้งงานราษฎร์งานหลวง จากที่เคยตามใจปากตามใจตัวได้บ้างก็ต้องกลายมาเป็น “งด” แทบจะทุกรายการ จะกินขนมสักสิบยี่สิบบาทก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารญี่ปุ่นสำหรับคนจน (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ดีกว่านี่ก็แว่วว่า บะหมี่ซองเหล่านี้จะขึ้นราคากันแล้วเราคงต้องไปหาดินอร่อยๆ กินกันแทนข้าวแล้วกระมัง ก่อนที่ดินอร่อยๆ จะได้รับความนิยมขึ้นมา แล้วดินก็จะขึ้นราคาอีก
ฐาปนา
“...ยังไม่เคยเห็นธนาคารไหนในโลกให้ดอกเบี้ยร้อยเปอร์เซนต์ ฝากพันให้พัน ฝากหมื่นให้หมื่น ฝากล้านให้ล้าน ไม่เคยเห็น แต่ธรรมชาติจะให้มากกว่านั้นแทบทุกเรื่อง ถ้าเราฝากธรรมชาติ อย่างเช่น ถ้าเราเอาเงินสิบบาทไปฝากธนาคาร ถ้าเขาให้ดอกร้อยเปอร์เซนต์ สิ้นปีก็ได้สิบบาท รวมที่ฝากเป็นยี่สิบบาท คือสูงสุดแล้ว แต่ถ้าฝากธรรมชาติ ก็เหมือนฝากให้คนอื่นทำงาน สมมติต้นกล้วยห้าบาท ค่าปลูกกล้วยอีกห้าบาท รวมเป็นต้นทุนสิบบาท พอสิ้นปีได้ปลีกล้วยมาอันหนึ่ง เครือกล้วยอีกเครือหนึ่ง หน่อกล้วยอีกสองหน่อ อันนี้ไม่รู้ราคาเท่าไรแล้ว ถามว่ามันได้ร้อยเปอร์เซนต์ หรือกี่ร้อยเปอร์เซนต์…
ฐาปนา
กิจกรรมส่วนที่สองของโครงการ one year # 2 ของมูลนิธิที่นา ที่ผมเข้าร่วม คือกิจกรรมเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ เริ่มต้นด้วยการประชุมแนะนำโครงการและให้ผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนวาดรูปพืช ที่ตนเองอยากปลูก หรือ สัตว์ที่ตนเองอยากเลี้ยง ซึ่งในช่วงเวลาสามเดือนของกิจกรรมส่วนที่สองนี้ ทุกคนจะต้องดูแลสิ่งมีชีวิตของตนเองสองวันต่อมา เราเดินทางไปชมการทำเกษตรกรรมอินทรีย์และการดูแลสุขภาพวิถีไทที่ “สวนสายลมจอย” อำเภอสันกำแพง พื้นที่ไม่ถึงสิบไร่แห่งนี้ ถูกปรับเปลี่ยนจากพื้นที่นามาเป็นร่องสวน และบ่อเลี้ยงปลา, เต็มไปด้วยมะพร้าว พืชผล พืชผัก และสมุนไพรนานาชนิดจากการทำนาทำสวนที่ใช้สารเคมีในอดีต…
ฐาปนา
หวังให้ประเทศเล็กที่มีพลเมืองน้อยมีอาหารพอที่จะเลี้ยงดูพลเมืองมากกว่าที่เขาต้องการถึงสิบเท่าร้อยเท่าให้ประชาชนเห็นคุณค่าของชีวิตและไม่ท่องเที่ยวพเนจรไปไกลถึงแม้จะมีพาหนะเรือและรถก็ไม่มีใครปรารถนาจะขับขี่ถึงแม้จะมีเกราะและอาวุธก็ไม่มีโอกาสจะใช้ให้กลับไปใช้การจดจำเรื่องราวด้วยการผูกเงื่อนแทนการเขียนหนังสือให้เขานึกว่าอาหารพื้นๆนั้นโอชะเสื้อผ้าอันสามัญนั้นสวยงามบ้านเรือนธรรมดานั้นสุขสบายประเพณีวิถีชีวิตนั้นน่าชื่นชมในระหว่างเพื่อนบ้านต่างเอาใจใส่ซึ่งกันและกันจนอาจได้ยินเสียงไก่ขันสุนัขเห่าจากข้างบ้านและตราบจนวันสุดท้ายของชีวิตจะไม่มีใครได้เคยออกไปนอกประเทศของตนเลย(บทที่ 80 ประเทศในฝัน,…
ฐาปนา
หากให้ลองย้อนคิดดูว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไปเราได้ทำอะไรไปบ้าง คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะระบุให้ครบถ้วน เพราะการกระทำเป็นรูปธรรม มีผลลัพธ์ชัดเจน มีร่องรอยที่ติตตามได้แต่หากให้ลองย้อนคิดดูว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป เราได้ "พูด" อะไรไปบ้าง ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ เว้นเสียแต่ว่า วันนั้นเราจะพูดน้อยจนนับคำได้คำพูด คือความคิดที่แสดงออกเพื่อสื่อสาร ซึ่งเนื้อแท้ของสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นก็คือ ความรู้สึก ความรู้สึกคือภาษาของวิญญาณ เป็นหัวใจเป็นแก่นแกนกลางของการสื่อสารทุกชนิด แต่เราก็มักจะหลงลืมหัวใจของการสื่อสารนี้ไป และไปให้ค่ากับคำพูดเสียมากกว่าฉะนั้น หากเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่า ในหนึ่งวันที่ผ่านไป…
ฐาปนา
 ผมเพิ่งจะไปเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพมาครับ หลังจากไม่ได้ไปมาเป็นเวลาร่วมสิบปี  ครั้งสุดท้ายที่ขึ้นไปคือตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย พอย้ายมาอยู่ทางเหนือก็ไม่ได้โอกาสเสียที มาสบโอกาสเอาก็ตอนลมหนาวเริ่มมาเยือนนี่เอง ขับมอเตอร์ไซต์ขึ้นดอยตอนเช้า อากาศเย็นสบาย ใช้เวลาสัก 20-30 นาทีเท่านั้นวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสถานที่อันดับแรกที่ใครต่อใครที่มาเชียงใหม่จะต้องมาเยือนมาชม มากราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง ที่นี่จึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายตลอดเวลา ยิ่งในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว ดูเหมือนว่า ดอยสุเทพคือสถานที่แรกที่ทุกคนต้องมา…
ฐาปนา
คืนหนึ่งผมฝันถึงสถานที่หนึ่งซึ่งผมไม่เคยคาดคิดว่าจะฝันถึงสถานที่แห่งนั้นเป็นทางเดินที่ทอดยาว เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปสู่อาคารหนึ่งผมเดินไปตามทางนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด ประหลาดเพราะรู้ว่านี่คือความฝัน แต่ทั้งรู้ว่าฝันผมกลับตื่นตื่นโพลงอยู่ในความฝัน ผมเดินไปตามทางด้วยความตื่นโพลง และรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในภาพวาดซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้แต่ใบไม้แห้งก็แทบจะไม่ไหวติง ผมรู้จักสถานที่แห่งนั้นดี มันคือทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารพักอาศัยไปยังอาคารปฏิบัติรวมของศูนย์วิปัสสนาธรรมอาภา สถานที่ที่ผมไปอบรมวิปัสสนาเป็นเวลาสิบวันผมพยายามหาเหตุผลว่า ทำไมผมจึงฝันถึงสถานที่แห่งนั้น…
ฐาปนา
หากได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับยุโรป พร้อมเงินติดกระเป๋าไปเที่ยวฟรีๆ 10 วัน เป็นใครย่อมไม่รอช้า ทั้งพร้อมจะเลื่อน – ลา – หยุด ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไป มันคงเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตที่น้อยคนจะมีโอกาส แต่ด้วยเงื่อนไขเดียวกันนี้ หากเปลี่ยนจากไปเที่ยวยุโรป 10 วัน เป็นการไป ‘วิปัสสนา’ 10 วันแทน หลายคนคงต้องคิดหนัก เราหมายใจจะท่องเที่ยวไปให้ทั่วประเทศ ทั่วทวีป ทั่วโลก จากทะเลลึกถึงภูเขาที่สูงที่สุด จากมหานครสู่ป่าดิบ จากกลางตลาดที่คราคร่ำด้วยผู้คนสู่ทะเลทรายเวิ้งว้าง แต่เรากลับไม่สนใจที่จะท่องเที่ยวสำรวจ ‘จิต’ ของเราเอง ... แปลกมั้ย ?ในฐานะชาวพุทธ ไม่ว่าจะกล่าวด้วยความภาคภูมิ…
ฐาปนา
ผมสมัครเข้าร่วมโครงการหนึ่งปี “ชุมชนทดลอง # 2” ของมูลนิธิที่นา [1] ด้วยความไม่รู้ กล่าวคือ ไม่รู้เรื่องวิปัสสนา ไม่รู้เรื่องศิลปะ และไม่รู้เรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ  ความไม่รู้นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะถ้ารู้แล้วคงไม่ต้องมาเมื่อได้คุยกับทีมงานหลายท่านก่อนเริ่มโครงการ ก็ได้รับความห่วงใยเกรงว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะคาดหวังมากเกินไป เนื่องจาก the land ไม่ใช่ utopia ซึ่งผมก็เข้าใจ ขณะเดียวกันผมเองก็ห่วงใยเกรงว่า ทีมงานจะคาดหวังกับผู้เข้าร่วมโครงการมากเกินไปเช่นเดียวกันเพราะในความต่างของปัจเจกที่มาอยู่ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขหลวมๆ นี้ หากผู้เข้าร่วมไม่มีความชัดเจนในจุดประสงค์ของตนเอง…