Skip to main content

สังคมไทยมีสังคมแบบหนึ่งที่แทรกซ้อนอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ คือสังคมดัดจริต สังคมดัดจริตไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่เป็นสังคมของคนชั้นกลางและคนใหญ่คนโตที่กำลังเสื่อมอำนาจ สังคมดัดจริตคอยผลิตวัฒนธรรมดัดจริตเพื่อทำให้ตนเองดูดีมีหลักการ เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจริตจะดัด และเหนืออื่นใดคือเพื่อปกป้องฐานะอำนาจของตนเอง 

ตัวอย่างล่าสุดของความดัดจริต คือการลุกขึ้นมาปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกกรณีที่ละครทีวี "เหนือเมฆ 2" ถูกงดฉายกระทันหัน แต่หากเราพิจารณาความดัดจริตกรณีอื่นๆ เราจะพบแบบแผนบางอย่างของปรากฏการณ์ที่ผมเรียกว่าวัฒนธรรมดัดจริต

(1) วัฒนธรรมดัดจริต มักอ้าง "หลักการ" เพื่อปกป้อง "หลักกู" วัฒนธรรมดัดจริตอาศัยหลักการงดงามสวยหรูเพื่อทำลายศัตรูคู่ตรงข้าม เพื่อให้ตนเองดูดี อยู่เหนือคนอื่นด้วยถ้อยคำแถๆ

เวลาพวกดัดจริตละเมิดกฎหมาย (เช่น หนีทหาร หรือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีส่วนในการสั่งการให้ใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุมจนมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย) ก็จึงทำได้อย่างไม่มียางอาย เพราะในที่สุดเขาจะสามารถใช้วาทศิลป์แถหลักการใดๆ มาปกป้องตนเองได้เสมอ เพื่อให้ตนเองดูดี พ้นผิดในสายตาพวกดัดจริตด้วยกันเอง  (เช่นแถว่าตนไม่ได้เป็นคนทำหลักฐานปลอม ไม่เห็นต้องรับผิดชอบเรื่องหนีทหาร หรือแถว่านายกรัฐมนตรีไม่เห็นต้องรับผิดชอบเมื่อมีคนตายในการสลายการชุมนุมขณะที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่) 

(2) วัฒนธรรมดัดจริต จะไม่นำหลักการสวยหรูไปใช้กับทุกๆ เรื่องกับทุกๆ คนที่ประสบปัญหาเดียวกัน วัฒนธรรมดัดจริตจะใช้หลักการนั้นเฉพาะเมื่อตนเองถูกละเมิด ที่เห็นได้ชัดคือ พวกดัดจริตจะไม่ใช้หลักการนั้นกับคนจน กับคนที่ด้อยอำนาจกว่า กับคนที่ไม่มีใครปกป้อง เพราะวัฒนธรรมดัดจริตมองไม่เห็นหัวคนเหล่านั้น

เวลาที่พวกดัดจริตเดือดร้อนเรื่องการเซ็นเซอร์ละคร พวกเขาจึงไม่ได้กำลังเดือดร้อนกับการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกโดยทั่วๆ ไป จริงๆ หรอก เพราะที่ผ่านมา ไม่เห็นพวกเขามาต่อสู้ให้กรณีอื่นๆ พวกดัดจริตไม่พร้อมที่จะปกป้องสิทธิในการแสดงออกในทุกๆ เรื่องอย่างเป็นสากล (universal) หรอก ไม่ใช่ว่าพวกเขาขี้ปอด แต่เพราะพวกเขาพร้อมที่จะปกป้องสิทธิในกรณีที่กระทบกับตนเอง หรือกรณีที่สามารถใช้แซะฝ่ายตรงข้ามกับตนเองได้เท่านั้น

เวลาที่พวกดัดจริตวิจารณ์นโยบายรถคันแรก พวกเขาไม่ได้ห่วงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ห่วงเรื่องวินัยการคลัง ไม่ได้ห่วงเรื่องการกระจายรายได้หรอก พวกเขาหงุดหงิดว่ามีคนมาแย่งใช้ถนนที่รถ 3-4 ค้นที่พวกเขาครอบครองอยู่ก่อนแล้วมากกว่า หรือไม่พวกดัดจริตก็หงุดหงิดว่าตนไม่ได้โอกาสในการครอบครองรถเอาไว้ไปจ่ายตลาดอีกคันนึงเท่านั้นเอง

เวลาพวกดัดจริตแสดงท่าทีเดือนร้อนเรื่องสิทธิมนุษยชน พวกเขาไม่ได้กำลังเดือนร้อนเรื่องสิทธิมนุษยชนหรอก แต่พวกเขาเดือดร้อนที่พรรคพวกของเขาถูกละเมิดสิทธิ พวกดัดจริตจึงเลือกให้รางวัลกับคนกลุ่มหนึ่ง มองไม่เห็นว่านักสิทธิมนุษยชนในสังคมที่ต่อสู้เพื่อคนถูกละเมิดคือใครกันแน่ พวกดัดจริตมองไม่ออกว่าการละเมิดชีวิตในกรณีสลายการชุมนุม ปี 52-53 การละเมิดเสรีภาพในร่างกายกรณีนักโทษการเมือง นักโทษคดี ม. 112 โดยรัฐบาลที่เป็นพรรคพวกของเขา และการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก เช่นกรณี ม. 112 เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร

(3) วัฒนธรรมดัดจริต คิดไม่รอบด้าน เข้าใจปัญหาด้านเดียว มักวกวนกลับมาคิดเข้าข้างตนเอง เนื่องจากปัญหาใหญ่คือ พวกดัดจริตไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร ก็เลยขยันคิดขยันอยากทำงานบนความเข้าใจคับแคบของตนเอง (อย่างที่บางคนเรียก "โง่แต่ขยัน")

เวลาที่พวกดัดจริตเดือดร้อนเรื่องการบุกรุกป่า พวกเขาไม่ได้ต้องการปกป้องป่า พวกเขาต้องการปกป้องอำนาจในการดูแลป่ามากกว่า พวกเขาไม่เคยต้องการเข้าใจเรื่องการใช้ป่าของผู้คนที่อาศัยอยู่กับป่า ไม่เข้าใจว่าคนสามารถอยู่กับป่าได้ แต่เวลาพวกเขาเอาป่าไปดูแล ก็กลับเอาป่าไปให้สัมปทาน แล้วป่าก็หมดทุกที

แต่พวกดัดจริตจะชอบคนแบบนี้ พวกเขาจะชอบคนที่ดูขึงขัง ต้องการแก้ปัญหา ดูมีท่าทีเสียสละ แม้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ได้เข้าใจปัญหาอย่างรอบด้าน แต่พวกนั้นก็มักได้ใจพวกดัดจริต กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่เราได้คนพวกนั้นมาทำงานรับใช้พวกดัดจริต แล้วคนพวกนั้นก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้จริงจังสักที แต่กลับก่อปัญหาอื่นต่อไปเรื่อยๆ 

(4) วัฒนธรรมดัดจริต มักกระจุกตัวอยู่ในหมู่ผู้มีอำนาจและชนชั้นกลางระดับบน พวกเขาต่อสู้ทางการเมืองด้วยคะแนนเสียงแล้วพ่ายแพ้ แต่อาศัยที่พวกเขามีวาทศิลป์ และมีปากมีเสียงดังกว่าคนส่วนใหญ่ 

พวกดัดจริตคุมสื่อมวลชนกระแสหลัก พวกเขาไม่ได้ต้องการครอบงำควบคุมคนส่วนใหญ่ พวกเขาเพียงคุมความคิดความอ่านของผู้มีอำนาจ กล่อมเกลาให้คนถือปืนเชื่อฟัง ชักจูงให้คนตัดสินความเป็นความตายผู้อื่นเอนเอียงหลงเชื่อ ป้อยอให้คนลงนามในเอกสารสำคัญๆ คล้อยตามพวกเขาได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องให้คนส่วนใหญ่ดัดจริตตามพวกเขา เพราะพวกเขาไม่เชื่อในคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เท่ากับคุณความดีแบบดัดจริตของพวกเขา

(5) วัฒนธรรมดัดจริต อ้างว่าวัฒนธรรมตนเท่านั้นที่เป็นวัฒนธรรมคนดี มองว่าหลักศีลธรรมของตนเองเท่านั้นที่ดีที่สุด นอกจากไม่เห็นหัวชาวบ้านแล้ว พวกดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมดัดจริตจึงมักอยากควบคุม ปกครองชาวบ้าน ในนามของความรักความเห็นใจชาวบ้าน 

เวลาชาวบ้านต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย พวกดัดจริตจะบอกว่า "พวกเธอยังยากจนอยู่ ไม่รู้หรอกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นอย่างไร" 

พวกดัดจริตชอบใช้วิถีชีวิตตนเองเป็นมาตรฐานวัดความสูงต่ำของชีวิตคนอื่น เวลาเห็นคนจนกินเหล้า ก็จะว่า "จนแล้วไม่น่าโง่เอาค่าข้าวค่ายามาสิ้นเปลืองไปกับค่าเหล้า"

แต่พวกดัดจริตก็รับไม่ได้หากชาวบ้านจะมีความกินอยู่ทัดเทียมกับตนเอง เวลาเห็นชาวบ้านร้านตลาดใช้สมาร์ทโฟน เห็นเด็กๆ บ้านนอกจะได้ใช้แท็บเล็ต เห็นพ่อแม่ผ่อนมอเตอร์ไซค์ให้ลูกๆ ขี่ไปโรงเรียน พวกดัดจริตก็จะบ่นว่า "ชาวไร่ชาวนาทุกวันนี้ถูกวัตถุนิยม-บริโภคนิยมครอบงำ" เวลาเห็นคนจนอยากรวย อยากมีเงิน ก็จะพร่ำสอนว่า "ทำไมไม่รู้จักพอเพียง" 

สังคมดัดจริตเป็นสังคมของคนกลุ่มน้อย แต่เข้าถึงและคลุกคลีกับคนมีอำนาจได้ง่าย คนในสังคมดัดจริตไม่เชื่อในเสียงส่วนใหญ่ ไม่เห็นความดีของคนอื่น ไม่เห็นหัวชาวบ้าน มองว่าคุณความดีแบบตนเองเท่านั้นที่ดีที่สุด และพยายามควบคุมกำกับให้ชีวิตคนอื่นดัดจริตแบบพวกตน 

วัฒนธรรมดัดจริตเป็นอำนาจนิยมในเชิงวัฒนธรรม เป็นการสร้างชนชั้นทางสังคมด้วยคำพูดสวยหรู วัฒนธรรมดัดจริตเป็นวัฒนธรรมของสังคมที่มีความรู้สูง รู้หลักการดีๆ ของสังคมโลกสมัยใหม่ แต่วัฒนธรรมดัดจริตไม่ได้เคารพคุณค่าสากลของหลักการดีๆ เหล่านั้น วัฒนธรรมดัดจริตจึงนำเอาหลักการสากลเหล่านั้นมารับใช้สังคมแคบๆ ของตนเท่านั้น

 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ยามปีใหม่ ยากที่จะหาของขวัญที่ไม่กลายเป็นขยะในชั่วข้ามคืนได้ เพื่อนชาวอเมริกันที่ผมรู้จักหลายคน ซึ่งดูท่าจะทั้งเป็นนักช้อปและเป็นคนช่างมีเหตุผล ก็เลยใช้วิธีให้เด็กๆ เขียนลิสต์รายการสิ่งของที่อยากได้ยามสิ้นปี เพื่อเป็นหลักประกันว่าของที่ซื้อมาให้จะถูกใจผู้รับสักชิ้นหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (24 ธันวาคม 2555) กสทช.เชิญให้ผมไปร่วมแสดงความเห็นในเวทีเสวนาสาธารณะ “1 ปี กสทช. กับความ (ไม่) สมหวังของสังคมไทย” ทีแรกผมไม่คิดว่าตนเองจะสามารถไปวิจารณ์อะไรกสทช.ได้ แต่ผู้จัดยืนยันว่าต้องการมุมมองแบบมานุษยวิทยา ผมจึงตกปากรับคำไป 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อโต้แย้งต่อความเห็นผมจากของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่ลงในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355920241&grpid=03&catid=&subcatid=) ย้ำให้เห็นชัดถึงความอับจนของกรอบคิดของคนกลุ่มนี้ต่อไปนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ไม่เพียงแต่นักเขียนบางคนเท่านั้นที่อาจจะไม่เข้าใจหรือมองข้ามประเด็นความแตกต่างทางชาติพันธ์ุ แต่ผมคิดว่าแวดวงภาษาและวรรณกรรมบ้านเราอาจจะไม่ตระหนักถึงปัญหานี้โดยรวมเลยก็ได้ และในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าซีไรต์เองอาจจะมีส่วนสร้างวัฒนธรรมไม่อ่อนไหวต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน และถึงที่สุดแล้ว นี่อาจจะกลายเป็นข้อจำกัดที่ปิดกั้นโอกาสที่วรรณกรรมไทยจะก้าวเข้าสู่ระดับสากล
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทัศนะของนายแพทย์ที่เป็นตัวแทนของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความคิดคับแคบของผู้มีอำนาจกลุ่มหนึ่ง ที่มักใช้อำนาจก้าวก่ายชีวิตผู้คน บนความไม่รู้ไม่เข้าใจไม่อยากรับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่ละเอียดอ่อน และบนกรอบข้ออ้างเรื่องคุณธรรมความดีที่ยกตนเองเหนือคนอื่น
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แทนที่จะเถียงกับอีกท่านหนึ่งที่วิจารณ์ผมต่อหน้ามากมายเมื่อวาน ผมขอใช้พลังงานเถียงกับข้อเสนอล่าสุดของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีจากข่าวในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354935625&grpid=01&catid=&subcatid=) ดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นึกไม่ถึงและนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ทำไมคนเปิดร้านขายหนังสือในปลายศตวรรษที่ 20 - ต้น 21 จะมีความคิดแบบนี้ได้ นี่แสดงว่าเขาไม่ได้อ่านหนังสือที่เขาขายบ้างเลย หรือนี่แสดงว่าการอ่านหนังสือไม่ได้ช่วยจรรโลงจิตใจนายทุนบางคนขึ้นมาได้เลย*
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 เมื่ออ่านข่าวแอร์โฮสเตสที่เพิ่งถูกให้ออก ผมมีคำถามหลายข้อ ทั้งในมิติของโซเชียลมีเดีย hate speech และสิทธิแรงงาน อย่างไรก็ดี ขอเคลียร์ก่อนว่าหากใครทราบจุดยืนทางการเมืองของผม ย่อมเข้าใจดีว่าความเห็นต่อไปนี้ไม่ได้มาจากความเห็นทางการเมืองที่เอนเอียงไปในทางเดียวกับพนักงานสายการบินคนนี้แต่อย่างใด ข้อสังเกตคือ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ขณะกำลังนั่งกินหอยแครงลวกอยู่เวลานี้ ก็ชวนให้คิดถึงคำพูดของนักวิชาการกัมพูชาคนหนึ่ง ที่เคยนั่งต่อหน้าอาหารเกาหลีจานพิเศษ คือหนอนทะเลดิบตัดเป็นชิ้นๆ ขยับตัวดึบๆ ดึบๆ อยู่ในจานแม้จะถูกตั้งทิ้งไว้เป็นชั่วโมง ตอนนั้น ผมบ่ายเบี่ยงไม่กล้ากินอยู่นาน แม้จะรู้ว่าเป็นอาหารพิเศษราคาแพงที่ศาสตราจารย์ชาวเกาหลีสรรหามาเลี้ยงต้อนรับการมาเกาหลีครั้งแรกของพวกเราหลายคน เพื่อนกัมพูชาบอกว่า "กินเถอะพี่ หอยแครงลวกในเมืองไทยน่ากลัวกว่านี้อีก" ผมจึงหาเหตุที่จะหลบเลี่ยงอีกต่อไปไม่ได้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมนั่งดูบันทึกรายการ The Voice Thailand (เดอะวอยซ์) เป็นประจำ แม้ว่าจะเห็นคล้อยตามคำนิยมของโค้ชทั้ง 4 อยู่บ่อยๆ แถมยังแอบติดตามความเห็นเปรี้ยวๆ ของนักเขียนบางคนที่ชอบเรียกตนเองสวนทางกับวัยเธอว่า "ป้า" ซึ่งหมดเงินกดโหวตมากมายให้นักร้องหนุ่มน้อยแนวลูกทุ่ง แต่ผมไม่ได้รับความบันเทิงจากเดอะวอยซ์เพียงจากเสียงเพลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมพยายามถามตัวเองว่า การจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามที่นำโดย "เสธ.อ้าย" จะมาจากเหตุผลประการใดบ้าง แต่ผมก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจว่า เอาเข้าจริง คนที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสธ.อ้ายจะมีเหตุผลหรือไม่ หรือหากมี พวกเขาจะใช้เหตุผลชุดไหนกันในการเข้าร่วมชุมนุม ยังไงก็ตาม อยากถามพวกคุณที่ไปชุมนุมว่า พวกคุณอยากให้ประเทศเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (20 พฤศจิกายน 2555) นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญไปบรรยายในงานสัมมนา "การเมืองเรื่องคนธรรมดา" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขอตัดส่วนหนึ่งของบทบรรยายของผมที่ใช้ชื่อว่า "การเมืองวัฒนธรรมดา: ความไม่ธรรมดาของสามัญชน" มาเผยแพร่ในที่นี้