Skip to main content

 

เดินทางมาสัมมนาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ท่าศาลา นครศรีธรรมราช ในงาน "สัมมนาวิชาการ การศึกษาสู่อาเซียน: มิติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์" มาเที่ยวนี้มาเป็นวิทยากรเสนอเรื่องที่เคยเสนอไปหลายเวทีแล้ว แต่เป็นความคิดที่ผมยังพัฒนาไม่เต็มอิ่มดี ยิ่งนำเสนอก็ยิ่งเห็นมุมมองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 
เรื่องที่ว่าคือประเด็นเรื่อง "เพื่อนบ้านศึกษา" ซึ่งตั้งคำถามกับการพัฒนาการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง แต่ขอไม่เล่าเรื่องนี้ในที่นี้ ขอเล่าเรื่องอาหารการกินที่ติดรสหวานของคนถิ่นนี้แทน
 
ปกติอาหารนครศรีธรรมราชที่ผมรู้จักในครอบครัว ไม่เคยเลยที่จะติดรสหวาน แต่มานครฯ เที่ยวนี้แล้วรู้สึกได้ถึงรสหวานที่ดูจะระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะในร้านอาหารที่มีคนกรุงเทพฯ คนต่างถิ่น มากินกัน 
 
เริ่มจากอาหารเย็นวันแรก (2 มีค.) ไปร้านอาหารในเมืองนครฯ กินกันเป็นมหกรรมปลาเลยทีเดียว มื้อนี้มีปลาสดๆ อร่อยๆ เยอะมาก และปรุงมาด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ อินทรีทอด สำลีเผา ดุกอุยร้า ดุกทะเลฉู่ฉี่ กระบอกต้มส้ม จนถึง กุเลาแกงเหลือง อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งจากกรุงเทพฯ ถึงกับเอ่ยปากว่า "ไม่เคยกินปลามากเท่านี้มาก่อนในชีวิตเลย" เพียงแต่อาหารมื้อนั้นรสชาติไม่จัดจ้าน เรื่องจากต้องประคับประคองท้องของผู้ใหญ่ แต่ที่ชวนหงุดหงิดนิดหน่อยคือ อะไรๆ ก็ติดหวาน แม้แต่น้ำพริกแมงดานา
 
แต่เมื่อวาน (3 มีค.) ไปร้านที่คนท่าศาลาแนะนำว่า "อร่อย" ครั้งนี้ไปเป็นรอบที่สองแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าอาหารส่วนใหญ่ออกรสหวานๆ โดยเฉพาะจานเด็ดของเขาคือส้มตำทะเลน่ะ ตัวหวานเลย แม้แต่แกงปลาทรายใบยี่หร่าก็ยังหวานเหลือทน สุดท้ายด้วยความแค้น กะว่าถ้าจานนี้ยังไม่อร่อยอีกล่ะก็ คราวหน้ามาท่าศาลาจะไม่มาร้านนี้อีกแลัว ก็เลยขอให้เขาสั่งแกงส้ม บอกให้ทำแบบอร่อยๆ แบบคนใต้กิน 
 
ทางร้านหายไปนาน พอยกมา ได้แกงเหลืองถ้วยเขื่อง ตักชิมคำแรก โห! แกงส้มปลากุเลาสดๆ ทั้งเผ็ด ท้ังเปรี้ยวจิ้ดจ้าดกำลังดี ปรุงด้วยน้ำมะนาวสด เครื่องแกงถึงขมิ้น ถึงกะปิ ใช้พริกสดปนกับพริกแห้ง ไม่ติดรสหวาน อย่างนี้สิค่อยเรียกว่ามานครฯ หลังจากกินดื่มมาพอสมควรแล้ว ก็เลยต้องยอมกินข้าวปิด ท้ายมื้อ รับผิดชอบอาหารที่สั่งมานั่งกินคนเดียวท่ามกลางเพื่อนๆ อาจารย์อีกสิบกว่าคนที่อิ่มกันหมดแล้ว นับว่าจานนี้ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของร้านเอาไว้ได้จริงๆ
 
ท้ายสุด ยังไปกินน้ำชาร้านดังของท่าศาลาร้านนึงต่ออีก ต้องกำชับเขาว่าไม่เอาหวานมาก ได้ชาร้อนรสจัด ชนิดต้องกินแบบจิบๆ เขากินแกล้มกับขนมปังขาวจืดๆ แทนที่จะเป็นโรตีอย่างแต่ก่อน ก็เลยแขวะขนมปังเขาไปว่ามันเป็นขนมปังให้ปลา แต่น้ำชาเขารสเด็ดมาก
 
เช้านี้ (4 มีค.) ไปกินน้ำชากับโรตีในหมู่บ้านมุสลิมใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ร้านนี้อร่อย โรตีจิ้มแกงหวานนิดหน่อย แต่ตามรสของเขา เพราะเคยกินของพวกนี้ที่ปัตตานี คนมุสลิมทางใต้มักกินติดหวาน ก็รับได้อยู่เพราะเป็นรสแบบของเขา ที่ชอบจานหนึ่งคือข้าวมันราดแกง เข้าใจว่าเขาหุงข้าวใส่กะทิเลยมันๆ ร่วนๆ หน่อย ราดแกงคล้ายพะแนงเนื้อ อร่อยดี หวานนิดหน่อย 
 
ที่เด็ดคือโรตีบางๆ อาจารย์ที่พาไปเล่าว่า มีอีกร้านที่เขาเรียกโรตีทิชชู เพราะบางกรอบมาก แต่ผมชอบแบบที่ร้านนี้แหละ บางแล้วมีกรอบบ้างนิ่มบ้าง กินกับน้ำชาร้อนนมข้น รสชามาตรฐานดี 
 
ไม่รู้ว่าความหวานในอาหารใต้เมืองนครฯ คืบคลานจากเหนือลงมาใต้ หรือจากใต้ขึ้นมาเหนือ แต่มันคงค่อยๆ ทำให้อาหารใต้เปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถึงวันนั้น ผมคงต้องคอยบอกร้านอาหารใต้เหมือนเวลาซื้อกาแฟในกรุงเทพฯ กินว่า "อย่าหวานนะ" 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
รัฐบาลทหารไม่อยากให้ถูกเรียกว่าตนเองเป็นเผด็จการ เพราะยอมรับความจริงไม่ได้ว่า ที่ตนเป็นอยู่นั้นเป็นเผด็จการ เหมือนโจรที่ไม่อยากถูกเรียกว่าโ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเป็นแบบผม คือพยายามข่มอารมณ์ฝ่าฟันการสบถของท่านผู้นำ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตั้งแต่ที่ผมรู้จักงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์มา มีปีนี้เองที่ผมคิดว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีความหมาย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ปี 2558 เป็นปีที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอายุครบ 50 ปี นับตั้งแต่เริ่มเป็นแผนกอิสระในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2508
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เปิดภาคการศึกษานี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นคือ วันแรกที่ไปสอน (ผมสอนอังคาร, พฤหัสบดี ครั้งละ 1 ชั่วโมง 15 นาที) มีนักเรียนมาเต็มห้อง เขากำหนดโควต้าไว้ที่ 34 คน แต่หลังจากผมแนะนำเค้าโครงการบรรยาย คงเพราะงานมาก จุกจิก ก็มีคนถอนชื่อออกไปจำนวนหนึ่ง คืนก่อนที่จะไปสอนครั้งที่สอง ผมก็เลยฝันร้าย คือฝันว่าวันรุ่งขึ้นมีนักเรียนมาเรียนแค่ 3 คน แล้วเรียนๆ ไปนักเรียนหนีหายไปเหลือ 2 คน แต่พอตื่นไปสอนจริง ยังมีนักเรียนเหลืออีก 20 กว่าคน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อได้ทราบว่าอาจารย์เก่งกิจทำวิจัยทบทวนวรรณกรรมด้านชนบทศึกษา โดยลงแรงส่วนหนึ่งอ่านงาน “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “ทบทวนภูมิทัศน์ฯ”) (อภิชาต ยุกติ นิติ 2556) ที่ผมมีส่วนร่วมกับนักวิจัยในทีมทั้งหมด 6 คนในตอนแรก และ 9 คนในช่วงทำวิจัยใหญ่ [1] ผมก็ตื่นเต้นยินดีที่นานๆ จะมีนักวิชาการไทยอ่านงานนักวิชาการไทยด้วยกันเองอย่างเอาจริงเอาจังสักที 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จะให้ผมเขียนเรื่องอุปสรรคขัดขวางโลกวิชาการไทยต่อการก้าวขึ้นสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติไปอีกเรื่อยๆ น่ะ ผมก็จะหาประเด็นมาเขียนไปได้อีกเรื่อยๆ นั่นแหละ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ถ้านับย้อนกลับไปถึงช่วงปีที่ผมเริ่มสนใจงานวิชาการจนเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์ ก็อาจนับได้ไปถึง 25 ปีที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกวิชาการไทย ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สำคัญคือการบริหารงานในมหาวิทยาลัย แต่ขอยกเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะหากค่อยๆ ดูเรื่องย่อยๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็น่าจะช่วยให้เห็นอะไรมากขึ้นว่า การบริหารงานวิชาการในขณะนี้วางอยู่บนระบบแบบไหน เป็นระบบที่เน้นสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการในเชิงปริมาณหรือคุณภาพกันแน่ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บอกอีกครั้งสำหรับใครที่เพิ่งอ่านตอนนี้ ผมเขียนเรื่องนี้ต่อเนื่องกันมาชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ 5 แล้ว ถ้าจะไม่อ่านชิ้นอื่นๆ (ซึ่งก็อาจชวนงงได้) ก็ขอให้กลับไปอ่านชิ้นแรก ที่วางกรอบการเขียนครั้งนี้เอาไว้แล้ว อีกข้อหนึ่ง ผมยินดีหากใครจะเพิ่มเติมรายละเอียด มุมมอง หรือประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป แต่ขอให้แสดงความเห็นแบบ "ช่วยกันคิด" หน่อยนะครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อันที่จริงวิทยานิพนธ์เป็นส่วนน้อยๆ ของโลกวิชาการอันกว้างใหญ่ และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็นนักวิชาการ แต่วิทยานิพนธ์ก็เป็นผลงานที่อาจจะดีที่สุดของนักวิชาการส่วนใหญ่ แต่สังคมวิชาการไทยกลับให้คุณค่าด้อยที่สุด พูดอย่างนี้เหมือนขัดแย้งกันเอง ขอให้ผมค่อยๆ อธิบายก็แล้วกันครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ก่อนเริ่มพูดเรื่องนี้ ผมอยากชี้แจงสักหน่อยนะครับว่า ที่เขียนนี่ไม่ใช่จะมาบ่นเรื่อยเปื่อยเพื่อขอความเห็นใจจากสังคม แต่อยากประจานให้รู้ว่าระบบที่รองรับงานวิชาการไทยอยู่เป็นอย่างไร ส่วนจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร อย่าถามผมเลย เพราะผมไม่มีอำนาจ ไม่ต้องมาย้อนบอกผมด้วยว่า "คุณก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปให้ดีที่สุดก็แล้วกัน" เพราะถ้าไม่เห็นว่าสิ่งที่เล่าไปเป็นประเด็นก็อย่าสนใจเสียเลยดีกว่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมขอเริ่มที่เรืองซึ่งถือได้ว่าเป็นยาขมที่สุดของแวดวงมหาวิทยาลัยไทยเลยก็แล้วกัน ที่จริงว่าจะเขียนเรื่องการผลิตความรู้ก่อน แต่หนีไม่พ้นเรื่องการสอน เพราะนี่เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการทำงานวิชาการในไทยมากถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้