Skip to main content

“นักวิชาการเสื้อแดง” เป็นเสมือนตำแหน่งทางวิชาการอย่างหนึ่ง การตีตราตำแหน่งนี้สะท้อนความเฉยชาและคับแคบต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมของปัญญาชนไทย

ก่อนรัฐประหาร 2549 ผมร่วมขบวนวิจารณ์ทักษิณ ชินวัตรโดยเฉพาะหลังจากที่กองกำลังทหารในสมัยรัฐบาลทักษิณสังหารหมู่ประชาชนที่กรือเซะและตากใบปี 47 แต่ผมก็ไม่เคยชื่นชมขบวนการพันธมิตรฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพันธมิตรฯ ดึงสถาบันกษัตริย์มาสนับสนุนและเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 จนกระทั่งเมื่อเกิดรัฐประหาร ผมเขียนวิจารณ์คณะรัฐประหารและองค์กรต่างๆ ที่เป็นดอกผลของคณะรัฐประหาร ผมเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ถูกเรียกว่า "นักวิชาการสองไม่เอา" "ไม่มีกระดูกสันหลัง"

 

ขณะนั้นขบวนการเสื้อแดงที่ยังไม่ได้ใช้สัญลักษณ์เสื้อแดงเริ่มก่อตัวขึ้น แล้วแกนนำส่วนหนึ่งที่สังกัดพรรคพลังประชาชนได้เข้าร่วมในภายหลัง พอปี 2550 พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง พันธมิตรฯ เร่ิมก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

 

ปี 2551 เนื่องจากเริ่มเห็นทิศทางของการใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมกับเพื่อนนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงร่วมกันตั้ง "เครือข่ายสันติประชาธรรม" เพื่อเรียกร้องให้การเคลื่อนไหวของรัฐบาลสมัคร นปช. และพันธมิตรฯ เป็นไปอย่างสันติ แต่หลังจากสมัคร สุนทรเวชถูกปลดแล้วสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายกฯ พันธมิตรฯ ยังเคลื่อนไหวต่อเนื่อง จนถูกสลายการชุมนุมอันเป็นที่มาของ "งานศพน้องโบว์" แล้วพันธมิตรฯ ก็ปิดสนามบิน

 

จนกระทั่งพรรคพลังประชาชนถูกยุบในปลายปี 2551 แล้วเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล ระหว่างนั้นขบวนการเสื้อแดงเติบโตขึ้นชัดเจนในปี 2552 จนมีการชุมนุมครั้งใหญ่หน้าทำเนียบของนปช. และการสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหารของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อสงกรานต์ 2552 

 

นับตั้งแต่ขบวนการเสื้อแดงเป็นตัวเป็นตนขึ้น ผมไม่ได้ถูกเรียกว่า "นักวิชาการเสื้อแดง" ในทันทีที่ขบวนการนี้เติบโตขึ้น ความจริงผมเคยถูกเรียกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า "กลุ่มคนกลางๆ" เมื่อร่วมกับเพื่อนนักวิชาการและประชาชนจำนวนหนึ่งเรียกร้องในรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาเมื่อปี 2553 ก่อนการสังหารประชาชนกลางถนนเมื่อ 10 เมษายน 2553 และ กลางพฤษภาคม 2553 หลังจากนั้น กิจกรรมที่ผมทำระหว่างปี 2553 ถึงปัจจุบันที่ทำให้ผมยิ่งกลายเป็น “นักวิชาการเสื้อแดง” คงจะมาจากการร่วมทำงานกับศปช. การวิจัยการก่อตัวของคนเสื้อแดง และการร่วมงานกับครก. 112

 

หลังการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อพฤษภา 2553 นักกิจกรรมทางสังคมกลุ่มหนึ่งมาขอให้ผมกับเพื่อนนักวิชาการร่วมก่อตั้ง "ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53" (ศปช.) เพื่อนๆ นักกิจกรรมคือกำลังหลักของศูนย์ข้อมูลนี้ในการหาข้อมูลและลงพื้นที่พบปะผู้ประสบเหตุ ส่วนผมกับเพื่อนนักวิชาการเป็นกำลังหนุนช่วยเขียนงาน ช่วยจับประเด็น และนำเสนอสู่สาธารณะ เราทำงานกันแบบอาสาสมัคร ใช้เวลานอกเวลางาน โดยที่ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ขณะนั้นศปช.ทำงานเป็นองค์กรประชาชนที่ตรวจสอบและเพิ่มเติมข้อมูลด้านที่คอป. ซึ่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ อาจไม่สามารถเข้าถึงได้หรือไม่ต้องการเข้าถึง ย่ิงกว่านั้น ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเองก็ไม่เชื่อถือคอป.จึงต้องการให้ข้อมูลกับศปช.มากกว่า ในที่สุดศปช.ก็เสนอรายงานออกมาหนานับพันหน้า เมื่อเวลาผ่านมาร่วม 3 ปี กลุ่มคนที่ทำงานศปช.ตระหนักชัดขึ้นว่า หากศปช.ไม่ลงแรงทำงานนี้ ข้อมูล ปากคำ เรื่องราวของผู้ประสบภัยจากการสลายการชุมนุมก็จะสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

จากนั้นผมและนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรมส่วนหนึ่งต้องการเสนอความเข้าใจสังคมไทยในภาพใหม่ เนื่องจากงานวิชาการในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือกรอบควาคิดทฤษฎี ไม่สามารถใช้ทำความเข้าใจการลุกฮือของคนเสื้อแดงได้ ผมเห็นว่า การอธิบายว่าพวกเสื้อแดง "เป็นควาย หัวรุนแรง แต่โง่ ถูกหลอก ถูกซื้อมาโดยทักษิณ" ไม่สามารถใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยขนานใหญ่นี้ได้ จึงเกิดโครงการวิจัยขึ้นมาโครงการหนึ่ง ขณะนี้กำลังจะปิดโครงการแล้ว

 

ล่าสุด เริ่มเมื่อปลายปี 2554 คณะนิติราษฎร์ได้ชักชวนเพื่อนนักเขียนและนักวิชาการที่ทำงานศปช. และกลุ่มสันติประชาธรรม ร่วมตั้งคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) ผมเป็นผู้หนึ่งที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้แถลงข่าว ออกสื่อ ชี้แจงเหตุผลทางสังคมและวัฒนธรรมในที่สาธารณะ ว่าทำไมจึงต้องแก้ม.112 ระหว่างนั้น ฝ่ายต่อต้านการแก้ ม. 112 เรียกผมว่า "นักวิชาการล้มเจ้า" บางคนเรียกผมว่า "พวกนิติราษฎร์" ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็นนักนิติศาสตร์สักหน่อย

 

ครก.112 ดำเนินตามขอบเขตของกฎหมาย ระดมรายชื่อพร้อมการลงนามประกอบสำเนาทะเบียนบ้านผู้สนับสนุนขอแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ที่เรียกร้องให้เแก้ไขเพราะเห็นว่าม.112 ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และม.112 ถูกใช้ทางการเมือง มีผลทำให้สถาบันฯ เสื่อมลงเนื่องจากถูกดึงลงมาเกลือกกลั้วกับการเมืองได้โดยง่าย ผลสุดท้าย ครก.112 ได้รายชื่อและหลักฐานที่ตรวจสอบว่าถูกต้องครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ยื่นต่อรัฐสภา แต่ในที่สุดก็ถูกประธานสภาฯ ปัดตก หาว่าไม่เข้าข่ายหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

กระบวนการกลายเป็น "นักวิชาการเสื้อแดง" จึงใช้เวลานานพอสมควร ผมดูแดงขึ้นเรื่อยๆ ดูเลวขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย และส่วนหนึ่งทำให้คนใกล้ชิดผมถูกมองว่าเป็นแดงไปด้วย ถูกตั้งข้อรังเกียจไปด้วย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และยังไม่เดือดร้อนเท่ากับประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแดง แล้วต้องติดคุกฟรี ต้องล้มตายฟรี ต้องถูกจำกัดเสรีภาพ

 

ที่เลวร้ายไม่น้อยกว่ากันคือการที่ผู้คนที่เรียกตนเองว่าปัญญาชน ผู้มีการศึกษาในสังคมไทย รวมทั้งเพื่อนนักวิชาการจำนวนมากไม่อยากคบหากับผม ไม่อยากร่วมทำงานด้วย ไม่อยากมองหน้า ไม่ไว้ใจ อันเนื่องมาจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของของผมข้างต้น 

 

บางคนเห็นว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความขัดแย้งในสังคมไทย แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่คิดบ้างหรอกหรือว่า การนั่งดูอยู่เฉยๆ มันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้อย่างไร บางคนบอกว่า “สังคมไทยขณะนี้ซับซ้อน ชาวบ้านไม่เข้าใจหรอกว่ามันซับซ้อนขนาดไหน เขาจึงตกเป็นเหยื่อ” อ้าว! เห็นพวกคุณเคยบอกว่าชาวบ้านมีภูมิปัญญา ชาวบ้านฉลาด แต่เดี๋ยวนี้ทำไมคุณมาคิดว่าชาวบ้านโง่เสียแล้วล่ะ บางคนบอกว่า “ชาวบ้านเดี๋ยวนี้ไม่ซื่อๆ เหมือนเดิมอีกแล้ว” อ้าว! พอเขาแกร่งกล้าขึ้น พวกคุณกลับไม่ไว้ใจพวกเขาอย่างนั้นหรือ 

 

บางคนบอกว่า “การไปสนับสนุนแสดงออกอะไรช่วงนี้น่ะไม่ดีหรอก เดี๋ยวจะเข้าทางฝ่ายทุนสามานย์” อ้าว! แล้วการนั่งอยู่เฉยๆ ดูคนตาย คนถูกขัง คนถูกใส่ร้าย มันจะช่วยต้านทุนสามานย์ได้ดีกว่าตรงไหน บางคนบอกว่า "เมื่อ "เวลานั้น" มาถึง มันก็จะเปลี่ยนไปเองนั่นแหละ จะต้องมาเร่งปฏิกิริยาตอนนี้ทำไม" อ้าว! ตกลงพวกคุณก็เห็นด้วยกับผม แต่เป็นอีแอบ รอเวลาฉวยเค้กก้อนโตเมื่อโอกาสมาถึงอย่างนั้นหรือ 

 

บางคนบอก “ต้องมองข้ามความขัดแย้งนี้ ด้วยการมองไปยังปัญหาที่ใหญ่กว่า" มองภัยของสังคมความเสี่ยงในระดับโลกบ้างล่ะ ภัยของนีโอลิเบอรัลลิซึ่มบ้างล่ะ ภัยทุนสามานย์บ้างล่ะ ขอโทษ แล้วทุนของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่รอดพ้นวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้ด้วยวิธี “พิเศษ” ที่มีกฎหมาย ม.112 ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพคุ้มครองอยู่น่ะ มันไม่เป็นภัยต่อสังคมไทยตรงไหน ไม่เป็นความเสี่ยงที่ตรงไหน ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยม.112 การสลายการชุมนุมปี 52, 53 ไม่เกี่ยวกับนีโอลิเบอรัลลิซึ่มตรงไหน ไม่หรูหราทางทฤษฎีเพียงพอให้เข้าใจสังคมไทยมากขึ้นอย่างไร เว้นเสียแต่ว่าพวกคุณจะเฉยชาต่อการฉ้อฉลอย่างรุนแรงของสังคมไทยปัจจุบัน หรือไม่ก็จงใจหลบเลี่ยงด้วยความขลาดหากจะไม่ถึงกับเขลา

 

แล้วคนที่ตายอยู่ตามท้องถนนเมื่อเมษา - พฤษภา 53 กับนักโทษ 112 และนักโทษการเมืองอีกมากมายน่ะ เป็นคนน้อยกว่าคนที่พวกคุณเคยปกป้องต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเขาเมื่อ 7 ตุลา 51, พฤษภา 35, ตุลา 19, ตุลา 16 หรือกรณีกรือเซะ-ตากใบปี 47 หรืออย่างไร หรือเพราะคนเสื้อแดงและไม่แดงแต่ถูกลูกหลง พวกเขาตายด้วยคราบไคลของ "ทักษิณ" เท่านั้นหรือ พวกคุณจึงไม่อยากเข้าใจเขา ไม่อยากช่วยเหลือเขา ไม่เห็นเขาเป็นคนเท่าคุณ

 

สำหรับผม ถ้ากิจกรรมที่ผมทำนั้นทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อขยายอำนาจของคนสามัญ เพื่อความเป็นธรรมของสังคม แล้วคนจะเรียกผมว่า "นักวิชาการเสื้อแดง" ผมก็จะใส่เสื้อแดงไปอย่างนี้แหละ จนกว่า humanity, equality, justice จะไม่ใช่หลักการสำคัญของการดำเนินชีวิตในยุคสมัยนี้อีกต่อไป

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
วานนี้ (13 กพ. 57) ไปเยี่ยมชม Kyoto Museum for World Peace ตามคำบอกเล่าของหลายๆ คน และตามความประสงค์ของผู้ร่วมเดินทาง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้คิด มีถ้อยคำหลอกหลอนมากมาย มีภาพความรุนแรง มีบทเรียนที่มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้ มีการเห็นคนไม่เป็นคน และสุดท้ายสะท้อนใจถึงความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
มาเกียวโตเที่ยวนี้หนาวที่สุดเท่าที่เคยมา (สัก 6 ครั้งได้แล้ว) อุณหภูมิอยู่ราวๆ 0-5 องศาเซลเซียสตลอด แต่นี่ยังไม่เท่าเมืองที่เคยอยู่ คือวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้อยู่ราวๆ -20 องศาเซลเซียส และเคยหนาวได้ถึง -40 องศาเซลเซียส หนาวขนาดนั้นมีแต่นกกากับกระรอก ที่อึดพอจะอยู่นอกอาคารได้นานๆ แต่ที่เกียวโต คนยังสามารถเดินไปเดินมา หรือกระทั่งเดินเล่นกันได้เป็นชั่วโมงๆ หากมีเครื่องกันหนาวที่เหมาะสม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การสัมมนาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อวันที่ 23-24 มค. ยังความรื่นรมย์มสู่แวดวงวิชาการสังคมศาสตร์อีกครั้ง ถูกต้องแล้วครับ งานนี้เป็นงาน "เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 7" หากแต่อุดมคับคั่งไปด้วยนักสังคมศาสตร์ (ฮ่าๆๆๆ) น่ายินดีที่ได้พบเจอเพื่อนฝูงทั้งเก่าทั้งใหม่มากหน้าหลายตา แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือการได้สนทนาทั้งอย่างเป็นทางการ ผ่านงานเขียนและการคิดอ่านกันอย่างจริงจัง บนเวทีวิชาการ กับเพื่อนๆ นักวิชาการรุ่นใหม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อเช้า (26 มค.) ผมไปเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขตจอมทอง ด้วยเหตุจำเป็นไม่สามารถไปเลือกตั้งวันที่ 2 กพ. ได้ ก่อนไป สังหรณ์ใจอยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุไม่ดี ผมไปถึงเขตเลือกตั้งเวลาประมาณ 9:00 น. สวนทางกับผู้ชุมนุมนกหวีดที่กำลังออกมาจากสำนักงานเขต นึกได้ทันทีว่ามีการปิดหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า มวลชนหลักร้อย ดูฮึกเหิม ท่าทางจะไปปิดหน่วยเลือกตั้งอื่นต่อไป ผมถ่ายรูปคนจำนวนหนึ่งไว้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หนังสือ ประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2557) เล่มนี้เป็นผลจากการวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมทำวิจัยชิ้นนั้นก็เพื่อให้เข้าใจงานเขียนทางประวัติศาสตร์ของชาวไทในเวียดนามสำหรับทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก แต่เนื้อหาของหนังสือนี้แทบไม่ได้ถูกนำเสนอในวิทยานิพนธ์
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เดือนที่แล้ว หลังเสร็จงานเขียนใหญ่ชิ้นหนึ่ง ผมกะจะหลบไปไหนสัก 4-5 วัน ระยะนั้นประเด็นวันเลือกตั้งยังไม่เข้มข้นขนาดทุกวันนี้ ลืมนึกไปจนกลายเป็นว่า ตัวเองกำหนดวันเดินทางในช่วงวันเลือกตั้ง 2 กพ. 57 พอดี เมื่อมาคิดได้ เมื่อวันที่ 14 มค. ก็เลยถือโอกาสที่ที่ทำงานให้หยุดงานไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตตนเอง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ได้เอกสารมาเก็บไว้ รอไปเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มค.
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เหตุที่ประโยค Respect My Vote. กลายเป็นประโยคที่นำไปใช้ต่อ ๆ กันแพร่หลายกินใจผู้รักประชาธิปไตยในขณะนี้ ไม่เพียงเพราะประโยคนี้มีความหมายตามตัวอักษร แต่เพราะประโยคนี้ยังเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองของประชาชน ที่ประกาศว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันที่ 9 มกราคม 2557 เวทีเสวนาประชาธิปไตยภาคใต้ ได้จัดอภิปรายเรื่อง "ปฏิรูปประเทศไทย : ปาตานีในระยะเปลี่ยนผ่าน" ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผมกับอาจารย์เอกชัย ไชยนุวัติ ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนจากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยไปร่วมบรรยายกับวิทยากรชาวปัตตานีและชาวสงขลา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมอยู่ในแวดวงวิชาการ พร้อม ๆ กับทำกิจกรรมบริการทางสังคมด้านสิทธิ-เสรีภาพ การบริการทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทางวิชาการ นอกเหนือจากการสอน การทำวิจัย และการเขียนงานวิชาการ แต่ในโลกทางวิชาการไทยปัจจุบัน เมื่อคุณก้าวออกมานอกรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว คุณจะกลายเป็น "คนมีสีเสื้อ" ไม่ว่าปกติคุณจะใส่เสื้อสีอะไร จะมีสติ๊กเกอร์ติดเสื้อคุณอยู่เสมอว่า "เสื้อตัวนี้สี..." เพียงแต่เสื้อบางสีเท่านั้นที่ถูกกีดกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคือการยึดอำนาจของ กปปส. เพื่อจัดตั้งสภาประชาชน ไม่มีทางที่การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งจะเป็นการปฏิรูปที่ปวงชนชาวไทยจะมีส่วนร่วม เนื่องจาก...
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมเก็บข้อมูลการวิจัยเมื่อปี 2553-2554 จนถึงหลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมมีโอกาสได้สัมภาษ์นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขตของพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อไทย ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ในจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ไม่ใช่จังหวัดเสื้อแดงแจ๋อย่างอุดรธานีหรือขอนแก่น เขตเลือกตั้งนี้เป็นเขตเลือกตั้งในชนบท เป็นพื้นที่ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงอยู่่พอสมควร แต่ไม่เด็ดขาด ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจอันเนื่องมาจากโยงใยที่ใกล้ชิดกับผู้ที่แนะนำให้ผมติดต่อไปสัมภาษณ์ ผู้สมัคร สส. คนนี้เล่าวิธีการซื้อเสียงของเขาให้ผมฟังโดยละเอียด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิวัติประชาชนของอาจารย์ธีรยุทธไม่ได้วางอยู่บนข้อเท็จจริงของสังคมไทยปัจจุบัน การปฏิวัติประชาชนตามข้ออ้างจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ของอาจารย์ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการปฏิวัติของประชาชนเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมเพราะผูกขาดอำนาจเป็นของตนเอง ตลอดจนเป็นการโค่นอำนาจรัฐที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่ประชาชนเป็นใหญ่มากขึ้น หากแต่เราจะถือว่า “มวลมหาประชาชน” หนึ่งล้านห้าแสนคน หรือต่อให้สองล้านคนในมวลชนนกหวีดเป็น “ประชาชน” ในความหมายนั้นได้หรือไม่