Skip to main content

 

มีคนบ่นว่า "ผ่านมาสามปีแล้ว ทำไมคนเสื้อแดงยังไปรวมตัวกันที่ราชประสงค์กันอีก นี่พวกเขาจะต้องระลึกถึงเหตุการณ์นี้กันไปจนถึงเมื่อไหร่" แล้วลงท้ายว่า "รถติดจะตายอยู่แล้ว ห้างต้องปิดกันหมด ขาดรายได้ นักท่องเที่ยวเดือดร้อน" นั่นสิ น่าคิดว่าทำไมการบาดเจ็บและความตายที่ราชประสงค์เมื่อพฤษภาคม 2553 มีความหมายมากกว่าโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

1) โดยทั่วๆ ไป การตายของผู้คนเป็นการตายทางสังคม ไม่ใช่การสิ้นสุดอายุขัยหรือถูกทำให้ตายในทางกายภาพเท่านั้น แต่จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านสถานภาพ จากการตายเชิงกายภาพไปสู่การตายเชิงสังคม และกลายไปเป็นบุคคลใหม่ในชีวิตหลังหลังตายด้วย การตายในระดับสังคมโดยกว้างก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน การตายในระดับสังคมการเมืองทุกครั้งจะสิ้นสุดเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านของสังคมร่วมกัน ในสังคมทั่วไป เราจัดพิธีศพเพื่อส่งผู้ตายและเรียกคนเป็นให้กลับมาสู่สังคม แล้วการตายก็จึงสิ้นสุด แต่ทำไมการตายของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ยังไม่สิ้นสุดเสียที

กรณี 14 ตุลาคม 2516 มีพระราชพิธีศพแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนการตายเมื่อพฤษภาคม 2535 สิ้นสุดที่การลงจากอำนาจของผู้รับผิดชอบ แต่การตายกรณีเมษา-พฤษภา 53 เป็นการตายที่เหมือนกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 คือเป็นการตายที่มีแต่เพียงการตายเชิงกายภาพ ยังไม่มีการเปลี่ยนผ่านทางสังคมเนื่องจากเป็นการตายที่ไม่ได้รับการยอมรับ 

2) แต่การตายกรณีปี 53 มีลักษณะพิเศษอย่างอื่นอีก นี่คือโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่คนจำนวนมากในสังคมไทยเชื่อมโยงด้วย นี่คือการบาดเจ็บล้มตายของคน "ส่วนใหญ่" ของประเทศ เพราะพวกเขามีตัวตน มีอัตลักษณ์ มีจินตนาการต่อสังคมและกลุ่มคนร่วมกันอย่างกว้างขวาง และเชื่อมโยงกับฐานเสียงของพรรคการเมืองที่มีคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดในประเทศ การตายครั้งนี้จึงเป็นการตายของ "มวลชน" ที่สนับสนุนพรรคการเมือง เป็นการตายของสังคมประชาธิปไตยที่มีฐานมวลชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยไทย

การตายที่ราชประสงค์จึงไม่เหมือนกับการตายของนักศึกษาในวันที่ 6 ตค. 19 และไม่เหมือนกับการตายของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ แบบที่ผ่านๆ มาหลายครั้ง ที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับมวลชนน้อยกว่ากันมาก ประชาชนที่ร่วมรู้สึกกับการตายที่ราชประสงค์จึงมากมาย หลั่งไหลมาจากต่างถิ่น ต่างชนชั้นทางเศรษฐกิจ

3) การตายครั้งนี้แตกต่างจากการตายครั้งก่อนๆ ที่ผู้เป็นเหยื่อถูกผลักให้เป็นศัตรูกับกลุ่มคนที่พวกเขาเรียกว่า "อำมาตย์" ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มักแสดงออกว่าเห็นใจใยดีกับประชาชนและคอยปกป้องช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในลักษณะนี้มาก่อน การบาดเจ็บล้มตายครั้งนี้จึงนับเป็นการบาดเจ็บล้มตายทางการเมืองที่ประชาชนรู้สึกถึงการถูกปล่อยปละละเลยมากที่สุด ถูกดูดายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ดังที่พวกเขาประชดประชันว่าเป็น "ลูกที่พ่อแม่ไม่รัก"

4) นี่คือการแสดงออกว่าประชาชนไม่ต้องการให้ถูกดูหมิ่นเหยีดหยามในศักดิ์ศรีอีกต่อไป ลำพังการเยียวยาด้วยเงิน ด้วยมาตรการต่างๆ จึงไม่เพียงพออีกต่อไป ราคาของความสูญเสียของพวกเขาจึงสูงขึ้น สูงมากกว่าราคาของความตายทางการเมืองที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาตรการการเยียวยาใดๆ จึงยังไม่สำคัญเท่ากับว่า พวกเขาจะต้องได้รับความยุติธรรม 

รัฐบาลจึงต้องชั่งตวงวัดให้ดีว่า การนิรโทษกรรมนั้นจะกระทำแบบเหมารวมยกยอดตัดตอนไม่เอาผิดใครเลย ไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้อง่ับผิดเลยนั้น สมควรหรือไม่ สังคมจะยอมรับได้หรือไม่ จะเพียงพอแก่การเยียวยาความเจ็บปวดของสังคมในปัจจุบันได้หรือไม่ หากมีการสะสางคดี มีการดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมที่ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้บังคับบัญชา ด้วย อาจจะสามารถเยียวยาสังคมได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่คิดเพียงแต่ว่าทำๆ ไปแบบในอดีตก็จบ อย่าลืมว่าสังคมเปลี่ยนไปแล้ว

5) การตายนี้ยังใช้เป็นพลังต่อรองทางการเมืองกับกลุ่มการเมืองที่ยังคอยจ้องล้มรัฐบาลของมวลชนคนเสื้้อแดง พวกเขาเห็นว่า ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่สิ้นสุด ยังมีไฟคุกรุ่นที่จะคอยถูกพัดกระพือให้ลุกโชนขึ้นมาได้ทุกเมื่อ การรวมตัวของพวกเขานัยหนึ่งเพื่อรำลึกถึงการตายของมวลชนของพวกเขา แต่อีกนัยหนึ่งก็เพื่อแสดงพลังให้เห็นว่า พวกเขายังพร้อมที่จะต่อกรกับพลังทางการเมืองที่เล่นนอกกติกาของการเลือกตั้ง

6) ในท้ายที่สุดในอนาคต จะต้องมีการสร้างสัญลักษณ์ สร้างอนุสรณ์สถานเพื่อให้สังคมไทยทั้งมวลระลึกต่อเหตุการณ์นี้ สังคมไทยทั้งมวล ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะต้องเข้าใจปรากฏการณ์นี้ให้ดีขึ้น นอกจากนั้น สังคมทั้งมวลจะเปลี่ยนผ่านไปได้ด้วยการกอบกู้ศักดิ์ศรีของผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อ ด้วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์หน้านี้อย่างตรงไปตรงมาและถูกต้อง ให้สังคมทั้งสังคมยอมรับถึงความผิดพลาดของรัฐและสถาบันทางการเมืองที่ดึงดันต่อความประสงค์ของราษฎร และยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน

ตราบใดที่ยังไม่มีการฌาปนกิจความตายที่ราชประสงค์อย่างเหมาะสม สังคมไทยก็จะไม่มีวันผ่านพ้นภาวะความตายนี้ไปได้ มวลชนจะยังคงมาร่วมทำบุญครบรอบให้ศพคนตาย จนกว่าสังคมจะยินยอมเปลี่ยนผ่านความตายนี้อย่างยุติธรรม จนกว่าพลังของ "อำมาตย์" จะมอดหมดไป เมื่อนั้นการชุมนุมที่ราชประสงค์ทุกวันที่ 19 พฤษภาคมก็จะค่อยๆ ซาลงไป

 

 

 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
วานนี้ (13 กพ. 57) ไปเยี่ยมชม Kyoto Museum for World Peace ตามคำบอกเล่าของหลายๆ คน และตามความประสงค์ของผู้ร่วมเดินทาง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้คิด มีถ้อยคำหลอกหลอนมากมาย มีภาพความรุนแรง มีบทเรียนที่มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้ มีการเห็นคนไม่เป็นคน และสุดท้ายสะท้อนใจถึงความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
มาเกียวโตเที่ยวนี้หนาวที่สุดเท่าที่เคยมา (สัก 6 ครั้งได้แล้ว) อุณหภูมิอยู่ราวๆ 0-5 องศาเซลเซียสตลอด แต่นี่ยังไม่เท่าเมืองที่เคยอยู่ คือวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้อยู่ราวๆ -20 องศาเซลเซียส และเคยหนาวได้ถึง -40 องศาเซลเซียส หนาวขนาดนั้นมีแต่นกกากับกระรอก ที่อึดพอจะอยู่นอกอาคารได้นานๆ แต่ที่เกียวโต คนยังสามารถเดินไปเดินมา หรือกระทั่งเดินเล่นกันได้เป็นชั่วโมงๆ หากมีเครื่องกันหนาวที่เหมาะสม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การสัมมนาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อวันที่ 23-24 มค. ยังความรื่นรมย์มสู่แวดวงวิชาการสังคมศาสตร์อีกครั้ง ถูกต้องแล้วครับ งานนี้เป็นงาน "เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 7" หากแต่อุดมคับคั่งไปด้วยนักสังคมศาสตร์ (ฮ่าๆๆๆ) น่ายินดีที่ได้พบเจอเพื่อนฝูงทั้งเก่าทั้งใหม่มากหน้าหลายตา แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือการได้สนทนาทั้งอย่างเป็นทางการ ผ่านงานเขียนและการคิดอ่านกันอย่างจริงจัง บนเวทีวิชาการ กับเพื่อนๆ นักวิชาการรุ่นใหม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อเช้า (26 มค.) ผมไปเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขตจอมทอง ด้วยเหตุจำเป็นไม่สามารถไปเลือกตั้งวันที่ 2 กพ. ได้ ก่อนไป สังหรณ์ใจอยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุไม่ดี ผมไปถึงเขตเลือกตั้งเวลาประมาณ 9:00 น. สวนทางกับผู้ชุมนุมนกหวีดที่กำลังออกมาจากสำนักงานเขต นึกได้ทันทีว่ามีการปิดหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า มวลชนหลักร้อย ดูฮึกเหิม ท่าทางจะไปปิดหน่วยเลือกตั้งอื่นต่อไป ผมถ่ายรูปคนจำนวนหนึ่งไว้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หนังสือ ประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2557) เล่มนี้เป็นผลจากการวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมทำวิจัยชิ้นนั้นก็เพื่อให้เข้าใจงานเขียนทางประวัติศาสตร์ของชาวไทในเวียดนามสำหรับทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก แต่เนื้อหาของหนังสือนี้แทบไม่ได้ถูกนำเสนอในวิทยานิพนธ์
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เดือนที่แล้ว หลังเสร็จงานเขียนใหญ่ชิ้นหนึ่ง ผมกะจะหลบไปไหนสัก 4-5 วัน ระยะนั้นประเด็นวันเลือกตั้งยังไม่เข้มข้นขนาดทุกวันนี้ ลืมนึกไปจนกลายเป็นว่า ตัวเองกำหนดวันเดินทางในช่วงวันเลือกตั้ง 2 กพ. 57 พอดี เมื่อมาคิดได้ เมื่อวันที่ 14 มค. ก็เลยถือโอกาสที่ที่ทำงานให้หยุดงานไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตตนเอง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ได้เอกสารมาเก็บไว้ รอไปเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มค.
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เหตุที่ประโยค Respect My Vote. กลายเป็นประโยคที่นำไปใช้ต่อ ๆ กันแพร่หลายกินใจผู้รักประชาธิปไตยในขณะนี้ ไม่เพียงเพราะประโยคนี้มีความหมายตามตัวอักษร แต่เพราะประโยคนี้ยังเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองของประชาชน ที่ประกาศว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันที่ 9 มกราคม 2557 เวทีเสวนาประชาธิปไตยภาคใต้ ได้จัดอภิปรายเรื่อง "ปฏิรูปประเทศไทย : ปาตานีในระยะเปลี่ยนผ่าน" ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผมกับอาจารย์เอกชัย ไชยนุวัติ ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนจากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยไปร่วมบรรยายกับวิทยากรชาวปัตตานีและชาวสงขลา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมอยู่ในแวดวงวิชาการ พร้อม ๆ กับทำกิจกรรมบริการทางสังคมด้านสิทธิ-เสรีภาพ การบริการทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทางวิชาการ นอกเหนือจากการสอน การทำวิจัย และการเขียนงานวิชาการ แต่ในโลกทางวิชาการไทยปัจจุบัน เมื่อคุณก้าวออกมานอกรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว คุณจะกลายเป็น "คนมีสีเสื้อ" ไม่ว่าปกติคุณจะใส่เสื้อสีอะไร จะมีสติ๊กเกอร์ติดเสื้อคุณอยู่เสมอว่า "เสื้อตัวนี้สี..." เพียงแต่เสื้อบางสีเท่านั้นที่ถูกกีดกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคือการยึดอำนาจของ กปปส. เพื่อจัดตั้งสภาประชาชน ไม่มีทางที่การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งจะเป็นการปฏิรูปที่ปวงชนชาวไทยจะมีส่วนร่วม เนื่องจาก...
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมเก็บข้อมูลการวิจัยเมื่อปี 2553-2554 จนถึงหลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมมีโอกาสได้สัมภาษ์นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขตของพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อไทย ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ในจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ไม่ใช่จังหวัดเสื้อแดงแจ๋อย่างอุดรธานีหรือขอนแก่น เขตเลือกตั้งนี้เป็นเขตเลือกตั้งในชนบท เป็นพื้นที่ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงอยู่่พอสมควร แต่ไม่เด็ดขาด ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจอันเนื่องมาจากโยงใยที่ใกล้ชิดกับผู้ที่แนะนำให้ผมติดต่อไปสัมภาษณ์ ผู้สมัคร สส. คนนี้เล่าวิธีการซื้อเสียงของเขาให้ผมฟังโดยละเอียด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิวัติประชาชนของอาจารย์ธีรยุทธไม่ได้วางอยู่บนข้อเท็จจริงของสังคมไทยปัจจุบัน การปฏิวัติประชาชนตามข้ออ้างจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ของอาจารย์ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการปฏิวัติของประชาชนเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมเพราะผูกขาดอำนาจเป็นของตนเอง ตลอดจนเป็นการโค่นอำนาจรัฐที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่ประชาชนเป็นใหญ่มากขึ้น หากแต่เราจะถือว่า “มวลมหาประชาชน” หนึ่งล้านห้าแสนคน หรือต่อให้สองล้านคนในมวลชนนกหวีดเป็น “ประชาชน” ในความหมายนั้นได้หรือไม่