Skip to main content

ปฐมลิขิต: ใครรังเกียจทฤษฎี เกลียดงานเขียนแบบหอคอยงาช้าง ไม่ต้องพลิกอ่านก็ได้นะครับ และเวลาผมใส่วงเล็บภาษาอังกฤษหรืออ้างนักคิดต่างๆ นี่ ไม่ได้จะโอ่ให้ดูขลังนะครับ แต่เพื่อให้เชื่อมกับโลกวิชาการสากลได้ ให้ใครสนใจสืบค้นอ่านต่อได้

"ทำไมจึงยังต้องอ่านงานเกียร์ทซ์" เป็นคำถามหนึ่งจากผู้เข้าร่วมเสวนาหลังการอ่าน Thick Description กับ Deep Play ที่ The Reading Room เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 กค.) ผู้ตั้งคำถามนี้กำลังเรียนปริญญาตรีมานุษยวิทยาที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาเองก็ต้องอ่านงานของ Clifford Geertz (1926-2006) เช่นกัน

คุณนราวัลลภ์ ปฐมวัฒน และคุณ Trin Aiyara ผู้จัดงานตอบว่า เพราะงานของเกียร์ทซ์ในยุคหนึ่งนั้นได้รับการอ้างอิงและกล่าวถึงมาก แถมยังมีงานเขียนเกี่ยวกับเขาในภาคภาษาไทยถึง 2 เล่ม แต่งานเกียร์ทซ์อ่านยากถึงยากมาก จึงอยากให้คนมาแนะแนวการอ่าน

ผู้ร่วมเสวนาอีกคนหนึ่งซึ่งเรียนปริญญาเอกมานุษยวิทยาอยู่ที่ฝรั่งเศสเล่าเสริมว่า ในห้องเรียนวิชาหนึ่งที่ฝรั่งเศส เขาให้เวลากับงาน 2 ชิ้นที่อ่านกันเมื่อวานถึง 3 สัปดาห์ด้วยกัน นั่นคงยืนยันความสำคัญของงานเกียร์ทซ์ข้ามทวีปได้ในระดับหนึ่ง

ในการเสวนา ผมพูดมากมายหลายเรื่อง อาจารย์นิติ ภวัครพันธ์ุผู้ร่วมเสวนาก็พูดหลายเรื่อง และมีประเด็นสนทนาต่อเนื่องอีกหลายเรื่อง แต่ในที่นี้ขอหยิบยกแค่บางส่วนที่ผมพูดมาตอบคำถามข้างต้นก็แล้วกัน

1) แน่นอนว่างานของเกียร์ทซ์หลายๆ ชิ้น โดยเฉพาะในหนังสือรวมบทความ The Interpretation of Cultures (1973) จะดูอนุรักษ์นิยม แม้จะพูดถึงการเมืองอยู่บ้างแต่ก็แทบไม่พูดถึงความขัดแย้ง ไม่พูดถึงประวัติศาสตร์ ขาดการเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับมิติทางเศรษฐกิจ ไม่พูดถึงความแตกต่างทางเพศ และดู naive ไร้เดียงสาในสายตาคนรุ่นปัจจุบันไปมาก โดยเฉพาะกับการที่เกียร์ทซ์ไม่วิพากษ์ตนเอง ไม่เห็นความเป็นนักมานุษยวิทยาในร่มเงามหาอำนาจ 

แต่ความละเอียดอ่อนในงานเขียนของเขาก็สามารถนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ได้เป็นอย่างดี 

เช่นที่เขาเขียนถึงการชนไก่ในบาหลี เขาอธิบายความหมายของไก่ชนและความหมายของการชนไก่อย่างเป็นระบบ ไก่ชนเชื่อมกับความเป็นชายอย่างไร วิธีการพนันไก่ชนของชาวบาหลีเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือชี้ว่าระบบการพนันไก่ชนสอดคล้องกับระบบสังคมบาหลีส่วนหนึ่ง และนั่นคือการอธิบายให้เข้าใจว่า วัฒนธรรมที่แลดูไร้สาระ ไม่มีเหตุมีผลนั้น มีเหตุผลอย่างยิ่ง หากแต่เป็นเหตุผลทางสังคม

ความเข้าใจนี้ช่วยให้เราต้องทำความเข้าใจระบบความหมายของคนในสังคม ของเจ้าของวัฒนธรรมเขาเองอย่างดี ไม่ด่วนตัดสินเขาจากมาตรฐานความเข้าใจของเราเองเพียงเท่านั้น

2) ในโลกวิชาการทางสังคมศาสตร์ เกียร์ทซ์เป็นคนที่นำเอาวิธีการและหลักปรัชญาแบบแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) มาปัดฝุ่นแล้วชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ "ความหมาย" และ "การอ่านความหมาย" เกียร์ทซ์เป็นคนที่เขียนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มากกว่านักมานุษยวิทยาหลายๆ คนในแนวนี้ และเขาเป็นคนที่ทำให้การศึกษาทางมานุษยวิทยาเปลี่ยนโฉมหน้า จากการพิงหลังอยู่กับวิธีการและหลักปรัชญาแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ไปเป็นหลักคิดแบบมนุษยศาสตร์ (humanities)

สรุปสั้นๆ ย่อๆ คือ เกียร์ทซ์เสนอให้เข้าใจการกระทำ (เขาจงใจเลี่ยงคำว่าพฤติกรรม) ของมนุษย์ว่าเป็นการกระทำที่มีความหมาย ถูกใส่ความหมาย ไม่ต่างกับภาษา การกระทำอะไรก็แล้วแต่จึงอยู่ในระบบของความหมาย เป็นสัญลักษณ์ ฉะนั้นใครที่ศึกษาสังคมจึงไม่ได้กำลัง "สังเกต" เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ อยู่ แต่เขากำลัง "อ่าน" หรือ "ตีความ" เพื่อ "ทำความเข้าใจ" ความหมายของผู้กระทำการ หรือของสังคมอยู่

3) การดังกล่าวทำให้กล่าวได้ว่า เกียร์ทซ์ดึงมานุษยวิทยาให้เอนเอียงไปทางมนุษยศาสตร์ (humanities) มากขึ้น แต่ไม่ถึงกับถอดถอนออกมาจากวิทยาศาสตร์ เขาโยงสังคมกับ "ตัวบท" ในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ทัศนะศิลป์ หรือการละคร 

เช่นในบทความ Deep Play ที่อ่านกัน เขาสรุปในตอนท้ายว่า การชนไก่คือตัวบทที่ไม่ได้ช่วยให้คนเข้าร่วมร่ำรวยหรือมีฐานะทางสังคมสูงขึ้นมา แต่การชนไก่คือการแสดง คือการนำเสนอภาพสังคมของชาวบาหลี การที่ชาวบาหลีเข้าร่วมการชนไก่จึงเป็นเหมือนการอ่านหนังสือนิยาย ที่เมื่ออ่านแล้ว ผู้อ่านสะท้อนกลับมายังตนเอง เพราะนิยายไม่ได้เพียงบอกเล่าเรื่องราวของตัวละคร แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของผู้อ่านเอง ชวนให้ผู้อ่านเองเข้าใจหรือระลึกถึงตนเองได้ 

ยิ่งกว่านั้น การชนไก่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่เหมือนกับงานศิลปะ มีพลังเร้าอารมณ์ เพราะมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง งานศิลปะอย่างการชนไก่จึงไม่ใช่สัญลักษณ์ทื่อๆ เงียบๆ แต่ยังมีบทบาทในการให้การศึกษา หรือสร้างความหมายแล้วสอดใส่ลงไปในคนในสังคมบาหลี การชนไก่จึงไม่ใช่ตัวบทที่ถูกอ่านเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวบทที่สร้างความหมายให้คนในสังคมด้วย

งานของเกียร์ทซจึงดึงความเป็นมนุษย์ในมิติของการอยู่กับชุดความหมาย อารมณ์ ศิลปะออกมา แล้วนำมาเชื่อมโยงสังคม วัฒนธรรม ขยับสังคมศาสตร์ให้ค่อนไปในทางมนุษยศาสตร์มากขึ้น ทำให้ต้องเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ด้วยวิธีการทางศิลปะและวรรณกรรมมากขึ้น และยกระดับการถกเถียงเพื่อเข้าใจความหมายทางสังคมไปสู่การถกเถียงทางปรัชญามากขึ้น

The Reading Room ไปง่าย แอร์เย็น มีเครื่องดื่มเย็น-ร้อนสารพัด มีหนังสืออ่านยากมากมายที่คงเป็นอุบายให้ผู้อ่านแวะเวียนมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบเล่มสักที กิจกรรม "re:reading group" ยังมีต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ขอเชิญชวนไปอ่านใหม่กันครับ

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
 พอดีเมื่อสักครู่เพิ่งเห็นภาพภาพหนึ่ง เป็นภาพซอกตึกเมืองเล็กๆ ที่ไหนสักแห่ง มีคำบรรยายภาพว่า “Put down that map and get wonderfully lost.” “วางแผนที่นั่นเสียเถอะ แล้วหลงทางให้อัศจรรย์ใจ” ก็เลยคิดเรื่อยเปื่อยถึงความหมายของการหลงทาง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพ่ิงกินอาหารเย็นเสร็จ วันนี้ลงมือทำสเต็กเนื้อ เนื้อโคขุนไทยๆ นี่แหละ ต้องชิ้นหนาๆ หน่อย ย่างบนกะทะเหล็กหนาๆ ที่หอบหิ้วมาจากอเมริกา เป็นกะทะเทพมากๆ เพราะความร้อนแรงดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เกรียมได้ที่ทั้งสองด้าน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"การศึกษา" ต้องการพื้นที่ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เมื่อความรู้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสถาบันการศึกษาเพียงเท่านั้น พื้นที่การเรียนรู้ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกการเรียนรู้ ยังมีคนบางกลุ่มดื้อรั้นขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 แน่นอนว่าโฆษณาโปรแกรมเรียนภาษาไทย (บางคนบอกเป็นแค่ตลกล้อเลียน?) ที่เป็นข่าว 2-3 วันที่ผ่านมานั้น ตั้งอยู่บนอคติทางเพศ ดูถูกเพศหญิงว่าเป็นวัตถุทางเพศ ดูถูกเพศชายว่าจ้องเสพสุขทางเพศท่าเดียว (หรือหลายท่า?) สร้างภาพเหมารวมให้คนไทยและสังคมไทยไร้ศีลธรรม (ดูสิ เราออกจะเมืองพุทธ เมืองพระ) แต่ที่ยังน่าจะต้องทำความเข้าใจคือ ปฏิกิริยาที่คนไทยมีต่อวิดีโอล้อเลียนนี้ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อเขียนนี้พยายามทำความเข้าใจตรรกะของพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงไว้ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ว่าพระองค์มีทัศนะต่อแนวคิด The King Can Do No Wrong อย่างไร และมาตรา 112 ควรแก้ไขเพราะเหตุใด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การตัดสินคดีของสมยศ พฤกษาเกษมสุขและอีกหลายๆ คดีก่อนหน้านี้ด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ม.112) ชี้ให้เห็นยิ่งขึ้นทุกวันว่า รัฐไทยกำลังสร้างความรักด้วยการใช้กำลังข่มเหงให้ประชาชนรักประมุขของประเทศ หาใช่การส่งเสริมให้เกิดความรักประมุขจากใจจริงของประชาชนไม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ดี โดยเฉพาะงานทางมานุษยวิทยา มักมีแรงขับจากอารมณ์ใคร่บางอย่าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากเรียกร้องเรื่องทรงผม ก็ต้องเรียกร้องเรื่องชุดนักเรียนนักศึกษาด้วย จะได้เป็นก้าวแรกของการอภิวัฒน์การศึกษาไทยอย่างจริงจังเสียที พวกผู้ใหญ่ที่คอยเรียกร้องนักเรียนกับครูอาจารย์ ให้สอนให้เด็กรู้จักคิดน่ะ พวกท่านเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ชุดนักเรียนนักศึกษาเป็นปราการปิดกั้นเสรีภาพการคิดอย่างไร และเด็กๆ เองก็ควรเข้าใจด้วยว่า การควบคุมเรือนร่างเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแบบอำนาจนิยมอย่างไร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์พัฒนา กิติอาษาเมื่อเช้าตรู่วานนี้ (10 มกราคม 2556) คงไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครนอกแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์มากนัก แต่นี่นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของแวดวงสังคมศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากพวกคุณวิจัยสำรวจอย่างตรงไปตรงมาจริงๆ พวกคุณก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า ชัยชนะจากคะแนนเสียงที่ "ไม่่่ท่วมท้นนัก" ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาจากกลุ่มคนที่มีความหวังว่าเพื่อไทยจะเป็นเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างจริงจังเสียที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สังคมไทยมีสังคมแบบหนึ่งที่แทรกซ้อนอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ คือสังคมดัดจริต สังคมดัดจริตไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่เป็นสังคมของคนชั้นกลางและคนใหญ่คนโตที่กำลังเสื่อมอำนาจ สังคมดัดจริตคอยผลิตวัฒนธรรมดัดจริตเพื่อทำให้ตนเองดูดีมีหลักการ เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจริตจะดัด และเหนืออื่นใดคือเพื่อปกป้องฐานะอำนาจของตนเอง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้ คือวันที่ 1 มกราคม 2556 ผมลองคิดบวกดูบ้าง คือคิดแบบเข้าข้างตนเองทบทวนดูว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรใหม่ๆ ให้ตนเองบ้าง คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองผมคือ ได้อ่านหนังสืออะไรที่นับว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วก็คิดไปเรื่อยว่า ได้ทำอะไรที่ให้การเรียนรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ คิดอะไรใหม่ๆ บ้าง