Skip to main content

 

ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิวัติประชาชนของอาจารย์ธีรยุทธไม่ได้วางอยู่บนข้อเท็จจริงของสังคมไทยปัจจุบัน การปฏิวัติประชาชนตามข้ออ้างจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ของอาจารย์ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการปฏิวัติของประชาชนเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมเพราะผูกขาดอำนาจเป็นของตนเอง ตลอดจนเป็นการโค่นอำนาจรัฐที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่ประชาชนเป็นใหญ่มากขึ้น หากแต่เราจะถือว่า “มวลมหาประชาชน” หนึ่งล้านห้าแสนคน หรือต่อให้สองล้านคนในมวลชนนกหวีดเป็น “ประชาชน” ในความหมายนั้นได้หรือไม่ 

<--break->สังคมไทยปัจจุบันมีประชาชนหลายกลุ่ม ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือประชาชนที่เป็นชนชั้นกลางรุ่นเก่า ที่เติบโตขึ้นมาจากดอกผลของการพัฒนาเศรษฐกิจในสมัยสงครามเย็นและสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ใต้ร่มเงาของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 คนเหล่านี้ในที่สุดลุกขึ้นมาต่อสู้กับเผด็จการทหาร โดยการนำของนักศึกษา ที่อาจารย์ธีรยุทธเองมีคุณูปการอยู่มาก ในทศวรรษ 2510 หากแต่หลังจากนั้น เมื่อคนเหล่านี้กลับเข้ามาสู่ระบบ พวกเขากลับกลายเป็นคนมีฐานะทางสังคม ได้รับส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจอย่างมาก จนเติบโตมีอำนาจทางการเมืองขึ้นมา คนเหล่านี้คือคนส่วนใหญ่ของมวลชนนกหวีด ที่ไม่ได้เพิ่งก่อตัว "เริ่มขึ้นเล็กๆ จากคปท." อย่างที่อาจารย์กล่าว แต่เป็นกลุ่มมวลชนที่สืบเนื่องมาตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่ปี 2548

หากแต่ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดการกระจายรายได้ การกระจายอำนาจ และเกิดการปฏิรูปการเมืองให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น หลังทศวรรษ 2530 ก็เกิดประชาชนชั้นกลางรุ่นใหม่ขึ้นมา พวกเขาคือผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย คือผู้สนับสนุนทักษิณ หากการแสดงออกทางการเมืองบนท้องถนนของมวลชนนกหวีดในขณะนี้คือการปฏวิติประชาชนล่ะก็ แล้วการแสดงออกบนท้องถนนของมวลชนคนเสื้อแดงในปี 2552-2553 ล่ะ อาจารย์จะเรียกว่าอะไร พวกเขาไม่ใช่ประชาชนหรืออย่างไร

ที่สำคัญคือ ความขัดแย้งในขณะนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐแบบที่อาจารย์เคยต่อสู้ด้วยเมื่อ 40 ปีก่อน หากแต่เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนสองกลุ่มใหญ่ ที่ต่างฝ่ายต่างหนุนหลัง ต่างฝ่ายต่างมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับชนชั้นนำสองกลุ่ม ทั้งประชาชนและชนชั้นนำสองกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเอาชนะกันได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะว่าเสียงข้างมากชนะเด็ดขาดก็ยัง เพราะไม่อย่างนั้นเสียงข้างมากจะถอยกราวรูดจนสุดซอยเมื่อเสนออะไรที่สังคมรับไม่ได้อย่างยิ่งออกมาหรือ จะว่าเสียงข้างน้อยชอบธรรมกว่าก็ไม่ถูก เพราะประชาชนที่สนับสนุนทักษิณเขาก็ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งตามกติกาที่ชนชั้นนำอีกฝ่ายหนึ่งสร้างขึ้นมาหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เช่นกัน 

ที่ผ่านมา เมื่อฝ่ายหนึ่งครองอำนาจรัฐ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมรับ เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งนั้นใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ผ่านระบอบประชาธิปไตย แต่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นใช้อำนาจนอกระบบ ผ่านการรัฐประหารและการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มาคราวนี้ฝ่ายหนึ่งก็กำลังจะเล่นนอกกติกาประชาธิปไตยอีก ด้วยการใช้การยึดอำนาจโดยมวลชน รอการสนับสนุนจากกองกำลังทหาร เพื่อขึ้นสู่อำนาจทางลัดอีก

เมื่ออาจารย์ตั้งต้นการวิเคราะห์ผิด มีสมมุติฐานว่าใครคือประชาชนที่ผิดฝาผิดตัว ปัญหาของประเทศที่อาจารย์มองเห็นจึงผิดตามไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่าอาจารย์จะให้น้ำหนักกับปัญหาคอร์รัปชั่นของนักการเมืองว่าเป็นปัญหาหลักของประเทศ ทั้งๆ ที่ปัญหานี้เป็นเพียงปัญหาหนึ่งในอีกหลายๆ ปัญหาที่สำคัญในสังคมไทย แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นอาจารย์เสนอกลไกอะไรในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ผ่านมาอาจารย์เคยเสนอเรื่องตุลาการภิวัฒน์ แต่เราอยู่กับตุลาการภิวัฒน์มานาน 7 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นแก้อะไรได้ 

รัฐบาลที่อาจารย์ดูจะมีความหวังให้ คือรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลลานนท์ ซึ่งก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ก็ยังไม่เห็นจะแก้ปัญหาอะไรได้ ซ้ำร้ายรัฐบาลนั้นเองก็มีเรื่องราวการคอร์รัปชั่นเช่นกัน แถมสังคมไทยยังเริ่มสงสัยกับกลไกตุลาการภิวัฒน์มากยิ่งขึ้นทุกวัน แล้วคราวนี้อาจารย์ยังจะสนับสนุนให้มวลชนนกหวีดกับ กปปส. เข้ามาแก้ไข คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นนักการเมืองมาก่อนหรอกหรือ พวกเขาไม่ใช่ตัวปัญหาในการวิเคราะห์ของอาจารย์อยู่ก่อนแล้วหรอกหรือ พวกเขาจะกลับตัวกลับใจได้ชั่วข้ามคืนหรอกหรือ

แทนที่จะทดลองเดินทางลัดที่เพิ่งพาสังคมไทยลงเหวมาแล้วอีก สู้เราลองหาทางสร้างกลไกอื่นๆ กันขึ้นมาใหม่ในระบอบที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วดีไหม เช่น แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยการสร้างช่องทางให้อำนาจยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ปรับองค์กรอิสระให้ถูกตรวจสอบถ่วงดุลง่ายขึ้นและไม่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายองค์กรที่ได้อำนาจจากประชาชนโดยตรง ปรับวิธีการเลือกตั้ง เช่น ข้อเสนอว่าด้วยไพรแมรีโหวต (primary vote) สร้างกลไกควบคุมการทุจริตแบบใหม่ๆ เช่น การไม่อนุญาตให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่ง และเป็นนายกสภา ประธานกรรมการบริหารองค์กรราชการ และกรรมการรัฐวิสาหกิจหลายๆ แห่ง เพื่อกันการสร้างอำนาจอุปถัมภ์ในหมู่ชนชั้นนำ และทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่พ้นไปจากการเมืองด้วยการแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นต้น

ท้ายที่สุด ผมหวังว่าจะเข้าใจอาจารย์ผิดไปหากจะสรุปว่า ข้อเสนอของอาจารย์แฝงนัยดูถูกประชาชนหลายประการด้วยกัน หนึ่ง ดูถูกโดยมองข้ามหัวประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุนทักษิณและยิ่งลักษณ์อยู่ สอง ดูถูกว่าพวกเขาแค่เป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางการเมืองด้วยการหว่านเงินและนโยบายแจกเศษเงินของนักการเมือง สาม ดูถูกว่าการเลือกตั้งของประชาชนไม่มีความหมาย

 

 

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันที่ 30 เมษายน 2558 เป็นวันครบรอบ 40 ปี "ไซ่ง่อนแตก"Ž เดิมทีผมก็ใช้สำนวนนี้อยู่ แต่เมื่อศึกษาเกี่ยวกับเวียดนามมากขึ้น ก็กระอักกระอ่วนใจที่จะใช้สำนวนนี้ เพราะสำนวนนี้แฝงมุมมองต่อเวียดนามแบบหนึ่งเอาไว้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งประเด็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยไทยในหลายจังหวัดว่าจะพัฒนาไปไกลกว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะทางด้าน "สังคมศาสตร์" ผมก็เลยคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมอ่านเรื่องการขายข้าวของ บก.ลายจุด ไปขัดใจคนอีกฝั่งหนึ่งแล้ว ทีแรกก็ไม่ค่อยอยากสนใจนัก เพราะ บก.ลายจุด ขยับทำอะไรที ฝ่ายนั้นก็คอยจ้องโจมตีเรื่อยไปจนน่าเบื่อไปแล้ว แต่พอเสธ.ไก่อูมาสนใจการขายข้าวของ บก.ลายจุด ผมว่า อ้อ อย่างนี้นี่เอง ทำไมการขายข้าวของ บก.ลายจุด จึงน่าสนใจขึ้นมาได้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เห็นโจมตีกระแนะกระแหนส่วนหนึ่งของความเห็นผมกันยกใหญ่ แต่ผมว่าก็ดีนะ มันชี้ขีดจำกัดของความคิดคนดี ก็ไม่ใช่ว่าผมจะพูดถูกหมดหรือพูดครบถ้วนหมดจดหรอก เพียงแต่มีข้อแย้งกับข้อโต้แย้งเหล่านั้นได้มากเช่นกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สิทธิมนุษยชนเป็นแนวคิดที่มีรากฐานอยู่ในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองไทยมาเนิ่นนาน น่าจะนานไม่น้อยไปกว่าแนวคิดประชาธิปไตย หากแต่น่าสงสัยว่า ทำไมแนวคิดนี้จึงยังไม่เป็นที่เข้าใจกันเสียที 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลายวันมานี้ มีนักคิดหลายๆ คนเสนอวิธีทำความเข้าใจสังคมไทยใหม่ๆ มากมาย หลายคนพยายามไม่ตัดสินว่านี่คือการถอยหลังหรือย้อนรอยกลับไปในอดีต เพราะนักศึกษาประวัติศาสตร์สังคมย่อมทราบดีว่า สังคมเปลี่ยนแปลงเสมอ และในเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไป เราจะเข้าใจสังคมปัจจุบันอย่างไร ผมคนหนึ่งล่ะที่พยายามไม่คิดว่านี่เป็นการ "ถอยหลัง" หรือซ้ำรอยอดีตอย่าง deja vu 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เรื่องไม่เป็นเรื่องบางครั้งก็ชวนให้น่ารำคาญ ทำให้ต้องมาคอยอารัมภบทออกตัวมากมาย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมโชคดีที่มีโอกาสได้รับเชิญไปร่วมประชุมวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อวันศุกร์สัปดาห์ก่อน ทั้งหมดเป็นประสบการณ์แปลกใหม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แนวโน้มของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ลดอำนาจของประชาชนลง แนวโน้มนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผู้เฝ้าติดตามการเมืองไทยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกระบวนการต่อเนื่องของการทำลายประชาธิปไตยในประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อการเลือกตั้งทั่วไปปี 2557 ที่เกิดปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือการชุมนุมทางการเมืองและใช้กำลังรุนแรงของมวลชนเข้าไปปิดล้อมทำลายการเลือกตั้ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมไม่จำเป็นต้องสาธยายคุณูปการของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลต่อสังคมไทย หากคุณไม่เห็นคุณูปการของอาจารย์สมศักดิ์ คุณก็คือคนที่ไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังกรอกยาฝิ่นใส่ปากตัวเอง แล้วเมายาอยู่จนหลงคิดไปว่ากำลังดื่มโอสถบำรุงกำลัง หากคุณไม่คิดอย่างนั้น ก็ไม่ต้องอ่านต่อไปแล้วไม่ต้องมาพยายามเถียงกับผมให้เสียเวลาเปลืองอารมณ์ที่จะต้องคุยกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันศุกร์ที่ผ่านมา (20 กพ. 58) ผมไปร่วมกิจกรรม 4 กิจกรรมด้วยกัน ทั้งหมดเกี่ยวกันบ้าง ไม่เกี่ยวกันบ้าง แต่อยากเล่าให้ฟังว่ามันชวนคิดและชวนตกใจมากทีเดียว 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อเห็นข่าวว่ามีการพูดถึงคนไทยมาจากเขาอัลไตกันขึ้นมาอีก ผมก็ระลึกขึ้นมาทันทีว่า เรื่องนี้ได้ข้อตกลงกันไปชัดเจนนานแล้วนี่นาว่า เป็นความรู้ที่ผิดพลาด