Skip to main content

การสัมมนาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อวันที่ 23-24 มค. ยังความรื่นรมย์มสู่แวดวงวิชาการสังคมศาสตร์อีกครั้ง ถูกต้องแล้วครับ งานนี้เป็นงาน "เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 7" หากแต่อุดมคับคั่งไปด้วยนักสังคมศาสตร์ (ฮ่าๆๆๆ) น่ายินดีที่ได้พบเจอเพื่อนฝูงทั้งเก่าทั้งใหม่มากหน้าหลายตา แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือการได้สนทนาทั้งอย่างเป็นทางการ ผ่านงานเขียนและการคิดอ่านกันอย่างจริงจัง บนเวทีวิชาการ กับเพื่อนๆ นักวิชาการรุ่นใหม่

งานนี้มีผู้นำเสนอบทความจำนวนมาก น่าจะมากกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ผมอาสาอ่านงานถึง 3 ชิ้น ชิ้นหนึ่งว่าด้วยสังคม-วัฒนธรรมความกลัวในกระบวนการของการใช้กฎหมาย กรณีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา โดยนพพล อาขามาส อีกงานว่าด้วยอิทธิพลของมาร์กซิสม์สายตะวันตก (Western Marxism) ในประเทศไทยทศวรรษ 2520-2530 โดยธิกานต์ ศรีนารา อีกชิ้นว่าด้วยขบวนการภาคประชาชนในประเทศไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา โดยอุเชนทร์ เชียงเสน ทั้งสามชิ้นเป็นผลงานของนักวิชาการรุ่นใหม่ (อายุปลาย 20 ถึงต้น 30) ที่เพิ่งจบการศึกษาและเพิ่งได้งานทำ

งานทั้งสามชิ้นแสดงให้เห็นถึงการค้นคว้าวิจัยอย่างละเอียด การนำเสนอผลงานอย่างเป็นระบบ การเรียบเรียงด้วยภาษาที่มีระเบียบเรียบร้อย เมื่อเทียบกับการทำงานทางวิชาการของนักวิชาการในต่างประเทศในระดับเดียวกันเท่าที่เคยสัมผัสในเวทีการประชุมนานาชาติ ผมขอยืนยันว่า ผลงานวิชาการของนักวิชาการไทยไม่ได้ด้อยไปกว่านักวิชาการต่างประเทศ และยิ่งหากนักวิชาการต่างประเทศคนใดต้องการศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทยในประเด็นที่ใกล้เคียงกับนักวิชาการรุ่นใหม่เหล่านี้แล้ว หากไม่อ่านงานของพวกเขา ก็จะขาดความเข้าใจที่สำคัญไปเลยทีเดียว

ผมเลือกอ่านงานทั้ง 3 ชิ้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการเข้าใจทั้งมุมมอง วิธีการทำงาน และเนื้อหาสาระของผลงานทั้ง 3 แต่นอกเหนือจากนั้น เมื่อได้อ่านงานเหล่านี้แล้วก็พบว่า งานของทั้งสามคนได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของยุคสมัย หรืออาจจะเรียกในภาษาของเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ (Raymond Williams) ได้ว่า "โครงสร้างอารมณ์" ของยุคสมัยได้เป็นอย่างดี 

ผมเติบโตขึ้นมาในยุคสมัยที่งานทั้ง 3 นี้ให้ความสนใจศึกษา ผมอ่านงานมาร์กซิสม์สายตะวันตก (ซึ่งบรรดานักวิชาการรุ่นปัจจุบันแทบไม่สนใจกันแล้ว และนั่นทำให้ผมดูล้าหลังไปแล้ว) ผมเคยคิดว่าจะไปทำงานเอ็นจีโอ (เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่มีปัญญาได้สอนหนังสือ แต่ก็ได้มาสอนหนังสือเสียก่อน) แต่ภายหลังก็มาวิพากษ์เอ็นจีโอแทน ผมเคยร่วมรณรงค์ให้แก้ไข ปมอ. ม. 112 (และโชคดีที่ยังไม่ถูกข้อหาอะไรจากการรณรงค์ดังกล่าว) งานทั้ง 3 ชิ้นให้ภาพเชื่อมโยงช่วงชีวิตที่ผมได้เติบโตขึ้นมาและเข้าไปเกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี และก็น่าจะเป็นอย่างนั้นกับคนอื่น ๆ หลาย ๆ ด้วย

แน่นอนว่างานทุกชิ้นย่อมมีแง่มุมที่ผู้อ่านจะเห็นต่างออกไป หรือเห็นเพิ่มเติมเข้าไป และก็ย่อมมีประเด็นที่ชวนให้คิดต่อเติมไปได้อีกมากมาย แต่มีประเด็นสำคัญ ๆ บางประเด็นที่ผมสนใจเป็นพิเศษและอยากนำเสนอในที่นี้ เช่น ในเรื่อง ม. 112 ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการดำเนินคดี ม. 112 ไม่ได้ขึ้นกับตัวบทกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากแต่ขึ้นกับบริบทแวดล้อมทางการเมือง และโครงสร้างเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยุติธรรมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น หากแต่ขึ้นกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมอย่างยิ่งด้วย

งานเรื่องขบวนการภาคประชาชนถอดรื้อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการเมืองภาคประชาชน ทำให้ไม่ต้องสงสัยกันอีกต่อไปว่า ทำไมเอ็นจีโอบางกลุ่มจึงเลี้ยวซ้าย ทำไมภาคประชาชนบางกลุ่มจึงเลี้ยวขวาไปได้ ข้อเสนอสำคัญอีกข้อคือ การที่ประชาธิปไตยทางตรงเติบโตขึ้นมาและมีที่มีทางในการเมืองไทยได้ ก็ด้วยการเติบโตของประชาธิปไตยแบบตัวแทน ประชาธิปไตยทางตรงจึงไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยตัวแทน และจำเป็นต้องเดินควบคู่กันไป

ส่วนงานเรื่องมาร์กซิสม์สายตะวันตก ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มทางความคิดของปัญญาชน "ฝ่ายซ้าย" ในประเทศไทย แต่กระนั้นก็ชวนให้คิดว่า เมื่อแนวคิดมาร์กซิสม์มาอยู่ในสมองน้อยๆ ของนักคิดฝ่ายซ้ายไทยแล้ว ก็กลับถูกกลืนให้กลายเป็นไทยได้ด้วยแนวคิดพุทธศาสนา (แบบไทยๆ อีกนั่นแหละ) แนวคิดชุมชนนิยม (แบบไทยๆ) การเน้นแนวคิดการครอบงำมากกว่าแนวคิดการต่อต้าน และการเน้นภาคปฏิบัติการมากกว่าการถกเถียงทางทฤษฎี (ซึ่งนี่แตกต่างจากมาร์กซิสม์สายตะวันตกในโลกวิชาการสากลมาก)

นอกเหนือจากความรื่นรมย์ทางปัญญา เฉพาะแค่อาหารใต้ ชานม และโรตี ที่เสิร์ฟในงานอย่างไม่ขวยเขินกับรสชาติท้องถิ่นของตน ก็ทำให้งานวิชาการนี้โดดเด่นกว่างานวิชาการในถิ่นอื่น ๆ ที่เคยไปมามากแล้ว แถมเพื่อนฝูงเจ้าบ้าน "นักวิชาการใต้" ยังให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้ดื่มกินสังสรรค์กันอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง ไม่เหนื่อยหน่าย ช่างเป็นการจัดวางโลกของการลิ้มรสและมิตรภาพ ให้สอดคล้องเหมาะเจาะกับโลกทางปัญญาอย่างยอดเยี่ยม

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์ชัยวัฒน์ครับ ผมยินดีที่อาจารย์ออกมาแสดงความเห็นในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ นี่ย่อมต้องเป็นสถานการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดจริงๆ ไม่เช่นนั้นอาจารย์ก็จะไม่แสดงความเห็นอย่างแน่นอน ดังเช่นเมื่อปี 2553 เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิต 90 กว่าคน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน อาจารย์ก็ยังเงียบงันจนผมสงสัยและได้เคยตั้งคำถามอาจารย์ไปแล้วว่า "นักสันติวิธีหายไปไหนในภาวะสงคราม" 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คำถามที่ว่า "นายสุเทพ เทือกสุบรรณและพรรคประชาธิปัตย์ได้รับสัญญาณอะไรพิเศษหรือไม่จึงกล้าบ้าบิ่นได้ขนาดนี้?" คำถามที่ว่า "เครือข่ายชนชั้นนำเก่าฉวยโอกาสตีตลบหลังเครือข่ายทักษิณ ผ่านอำนาจตุลาการและองค์กรอิสระต่างๆ ด้วยหรือไม่" นั้น ผมไม่มีปัญญาตอบ ขอติดตามการวิเคราะห์ของผู้อื่นที่เข้าถึงข้อมูลแปลกๆ หรือมีทฤษฎีวิเคราะห์การเมืองไทยจากมุมชนชั้นนำทางการเมืองมาเล่าเองดีกว่า ส่วนตัวผมอยากทำความเข้าใจมวลชน หรืออย่างน้อยอยากเข้าใจเพื่อนๆ มากกว่า
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ขอตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์ขณะนี้ 3 ข้อ ว่าด้วย ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ฝ่ายหนุนรัฐบาล และความเสี่ยงของประเทศ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ชีวิตคนมีหลายด้าน คนหลายกลุ่มไม่ได้หมกมุ่นวุ่นวายเรื่องใดเรื่องเดียวกับเรา ผมอยากเขียนถึงคนที่แม่สอด ไม่ใช่เพื่อหลีกลี้หนีจากความวุ่นวายในกรุงเทพ แต่เพื่อบันทึกความประทับใจจากการพบปะผู้คนที่เพิ่งได้ไปเจอมา 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จดหมายเปิดผนึกของคณาจารย์ธรรมศาสตร์เป็นตัวอย่างของการคัดค้านพรบ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยเหมาเข่งอย่างคับแคบ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"พี่จะไปเวียดนามครั้งแรก มีอะไรแนะนำมั่ง" เพื่อนคนหนึ่งเขียนมาถามอย่างนั้นพร้อมส่งโปรแกรมการเดินทางที่กลุ่มเขาจะเดินทางด้วยมาให้ดู ผมเลยตอบไปคร่าวๆ ข้างล่างนี้ เพื่อนยุให้นำมาเผยแพร่ต่อที่นี่ ยุมาก็จัดไปครับ เผื่อเป็นไอเดียสำหรับใครที่จะไปเวียดนามเหนือช่วงนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คงมีใครเคยอธิบายเรื่องนี้ไปแล้วอย่างเป็นระบบและมีการอ้างอิงอย่างเป็นวิชาการอย่างที่สุด แต่ผมก็ยังอยากเขียนเรื่องนี้อย่างย่นย่อในวันนี้อีกอยู่ดี 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แว่บแรกที่ฟังจบ ผมอุทานในใจว่า "ปาฐกถาเสกสรรค์โคตรเท่!" ผมไม่คาดคิดเลยว่าปาฐกถา อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุลในวาระ 40 ปี 14 ตุลาจะเท่ขนาดนี้ ผมว่ามีประเด็นมากมายที่ไม่ต้องการการสรุปซ้ำ เพราะมันชัดเจนในตัวของมันเอง อย่างน้อยในหูและหัวของผม 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข่าวครม.ผ่านร่างพรบ.ว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ชวนให้ผู้เขียนเศร้าใจจนกลายเป็นโกรธและสมเพชรัฐบาลอย่างเกินเวทนา ผู้บริหารประเทศนี้ชักจะบ้าจี้กันไปใหญ่แล้ว ความจริงไม่ใช่นักการเมืองบ้าอำนาจหรอก แต่นักการเมืองประเทศนี้เกรงกลัวสถาบันหลักต่างๆ อย่างไร้สติกันเกินไปแล้ว จนกระทั่งออกกฎหมายป้อยอ ปกป้องกันจนจะบิดเบือนธรรมชาติของสังคมกันไปใหญ่แล้ว
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หลังยุค 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 คนหนุ่มสาวรุ่นหลังมักถูกตั้งคำถามเสมอว่า "นักศึกษาหายไปไหน" กระทั่งสรุปกันไปเลยว่า "ขบวนการนักศึกษาตายแล้ว" แต่ใครจะถามบ้างไหมว่าที่ผ่านมาร่วม 40 ปีน่ะ สังคมไทยมันไม่เปลี่ยนไปบ้างเลยหรืออย่างไร แล้วจะให้ความคิดนักศึกษาหยุดอยู่นิ่งๆ คอยจ้องหาเผด็จการแบบเมื่อ 40 ปีที่แล้วอยู่ได้อย่างไร 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"นี่หรือธรรม..ธรรมศาสตร์ นี่แหละคือธรรม..ธรรมศาสตร์" กร๊ากๆๆ ขำจะตายอยู่แล้ว พวกคุณถามว่าทำไมนักศึกษาสมัยนี้สนใจเรื่องจิ๊บจ๊อย ไม่สนใจเรื่องใหญ่โต แล้วนี่พวกคุณทำอะไร เขาเถียงกันอยู่ว่าจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ดีไหม องค์กรซ้อนรัฐไหนกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างเขื่อน ใครกันที่สำรวจเรื่องเขื่อนแล้วสรุปให้สร้างซึ่งพอสร้างแล้วเงินก็เข้ากระเป๋าเขาเอง..
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เอ่อ.. คือ.. ผมก็เบื่อเรื่องนี้นะ อยากให้จบสักที แต่มันก็ไม่จบง่ายๆ มีอาจารย์ใส่เครื่องแบบถ่ายภาพตัวเอง มีบทสัมภาษณ์ มีข่าวต่อเนื่อง มีเผจล้อเลียน มีโพลออกมา มีคนโต้เถียง ฯลฯลฯ แต่ที่เขียนนี่ อยากให้นักศึกษาที่อึดอัดกับการต่อต้านการแต่งเครื่องแบบนักศึกษาอ่านมากที่สุดนะครับ