Skip to main content

หากอำมาตย์ชนะ...โลกวิชาการไทยจะเป็นอย่างไร 

ผมไม่ค่อยชอบการอธิบายความขัดแย้งในประเทศไทยขณะนี้ด้วยคำอธิบายแบบ "อำมาตย์-ไพร่" เท่าไรนัก เพราะมันห้วนและสรุปในเชิงชนชั้นสูง-ชนชั้นต่ำมากเกินไป แต่ก็เอาล่ะ หลายคนคงทราบว่าอุปลักษณ์นี้มันถูกอุปโลกน์กันขึ้นมาเพื่อให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางอำนาจมากกว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และถูกใช้อธิบายความเชื่อมโยงกันของเครือข่ายทางการเมืองมากกว่าจะอธิบายเชิงชนชั้น ส่วนหนึ่งมันก็จึงใช้ได้เข้าใจอะไร ใช้บอกเล่าอะไรเร็วๆ ได้อยู่ ก็จึงจะลองใช้คำว่า "เครือข่ายอำมาตย์" มาอธิบายอะไรในแวดวงวิชาการบ้าง

ผมอยากให้ลองนึกดูบนฐานของความเคลื่อนไหวในแวดวงวิชาการขณะนี้ว่า หาก "เครือข่ายอำมาตย์" ชนะในเวทีการเมือง แวดวงวิชาการจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ผลกระทบสำคัญประการแรกคือ การเข้ามายึดกุมอำนาจในการบริหารงานวิชาการ คณะผู้บริหารจะอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายอำมาตย์แทบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารในตำแหน่งสำคัญๆ เช่น คณบดี อธิการบดี คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยต่างๆ ตลอดจนคณะกรรมการบริหารสถาบันเหล่านี้ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัย แต่ยังมีในกระทรวง ในสำนักงานที่ตั้งขึ้นมาพิเศษเพื่อดำเนินการวิจัย และในองค์การมหาชนต่างๆ ที่มีงบประมาณและอำนาจการบริหารงานมากมายและเป็นอิสระกว่ามหาวิทยาลัย

คนเหล่านี้ควบคุมตั้งแต่หลักสูตรการศึกษา เนื้อหาของรายวิชาการที่จัดการเรียนการสอน การรับบุคคลากร ไปจนกระทั่งการไหลเวียนของเงินทุนวิจัย ประเด็นของการศึกษาวิจัย หรือแม้กระทั่งหัวข้อวิทยานิพนธ์ บางคนอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมใครจะมาควบคุมหัวข้อวิทยานิพนธ์เราได้ ก็แน่ล่ะหากคุณไม่ต้องการเงินทุนของพวกเขา คุณก็ไม่ต้องพึ่งอำนาจเขา ไม่ต้องอยู่ใต้การกำกับของเขา แต่ชีวิตคุณก็จะต้องลำบากมากกว่าคนที่ทำยอมทำตามหัวข้อครึๆ แต่ตอบโจทย์ชาวอำมาตย์ได้ดี

อันที่จริงความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นแล้วในสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยต่างๆ หากแต่เชื่อได้ว่า สถาณการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงเมื่อฝ่ายอำมาตย์ประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจครั้งนี้

ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งนั้น คณะผู้บริหารได้สร้างเครือข่ายให้คณบดีและผู้อำนวยการสถาบันจำนวนหนึ่ง เป็นคนในเครือข่ายเดียวกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย พวกเขาย่อมสนองตอบหรือดำเนินนโยบายไปในทำนองเดียวกันกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ดี ในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย ผมยังไม่ได้ยินว่ามีใครสามารถสั่งให้อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงทำตามโดยไม่มีการโต้แย้งได้ง่ายๆ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นัก

ข้อนี้ต่างกับในสถาบันทางวิชาการอีกแห่งหนึ่ง ที่ผมทราบมาว่ามีการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ เพื่อจะให้องค์กรเดินไปในทางที่ "อนุรักษ์นิยม" ปรับตัวให้รับใช้เครือข่ายอำมาตย์มากยิ่งขึ้น ความจริงหากใครติดตามการดำเนินงานของสถาบันวิชาการบางแห่งก็คงจะพอเดาได้ว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

อันที่จริงมีความพยายามจากรัฐบาลไทยสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการผลักดันให้วงการ "ไทยศึกษา" ที่เรียกได้ว่าก้าวหน้าที่สุดในแวดวงสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ข้อนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุหลายประการ เอาไว้มีเวลาจะมาเขียนเรื่องนี้ใหม่ว่าทำไมแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ไทยจึงต่างกับที่อื่นในภูมิภาคทางก้าวหน้ากว่า แต่เชื่อว่าหลายคนก็คงทราบดีกันอยู่แล้ว) ให้กลายเป็นสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์เพื่อการประชาสัมพันธ์สิ่งดีๆ ในประเทศไทย

ความพยายามที่ว่านี้นำมาซึ่งการเดินทางของคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งใน "เครือข่ายอำมาตย์" เพื่อออกไปหว่านล้อมให้มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับ Ivy League ในสหรัฐอเมริกา (ที่จริงรวมทั้งในออสเตรเลียด้วย) ทำโครงการไทยศึกษาที่ลดการวิจารณ์สถาบันประเพณีของไทย รวมทั้งตัดทุนสนุบสนุนมหาวิทยาลัยที่มีบุคคลากรที่ช่างวิพากษ์สังคมไทย แล้วผันเงินนั้นไปให้สถาบันที่โด่งดังมีชื่อเสียงแต่อนุรักษ์นิยม ในการเดินทางครั้งนั้น น่าสมเพชที่บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาไม่เล่นด้วย ก็เลียเสียหน้ากลับกันมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจนักที่บางมหาวิทยาลัยงับเงินอันน้อยนิดแต่มีเส้นสายแน่นหนานั้นไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสถาบันที่ให้ทุนการวิจัยและทุนในการจัดสัมมนาทางวิชาการก็คือการจัดให้ "บรรดาผู้ชรา" กลับเข้าไปเป็นคณะกรรมการบริหารสถาบันวิชาการสำคัญๆ ในประเทศไทย การนี้ทำให้บรรดาศาสตราจารย์ที่เขียนหนังสือปีละไม่ต่ำกว่าหนึ่งเล่ม ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร แล้วรับเอากลุ่มคนที่ แม้แต่นักวิชาอาวุโสในปัจจุบันยังเรียกคนเหล่านั้นว่า "คนแก่ๆ" กลับเข้ามาบริหาร ผลที่เกิดขึ้นแล้วคือประเด็นวิจัย เงินทุนวิจัย รวมทั้งเงินสนับสนุนการจัดงานประชุมทางวิชาการ ถูกใช้ไปในทิศทางที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นแบบนี้มาร่วม 20 ปีแล้ว ลองคิดดูเอาแล้วกันว่ามันจะถดถอยกันไปได้อีกถึงเพียงไหน

เขียนไปเขียนมาชักจะเป็น Hi S หรือ "ซ้อเจ็ด" ในวงวิชาการเข้าไปทุกที เอาเป็นว่า ดูๆ กันไปแล้วกันว่า แวดวงวิชาการในประเทศนี้จะเป็นอย่างไรหากฝ่ายอำมาตย์กลับมาครองอำนาจอีกครั้ง แต่เชื่อแน่ว่า หากเครือข่ายอำมาตย์ชนะ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในแวดวงสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ไทย ไปในทิศทางที่สวนกับพัฒนาการของโลกวิชาการสากลอย่างแน่นอน

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
 พอดีเมื่อสักครู่เพิ่งเห็นภาพภาพหนึ่ง เป็นภาพซอกตึกเมืองเล็กๆ ที่ไหนสักแห่ง มีคำบรรยายภาพว่า “Put down that map and get wonderfully lost.” “วางแผนที่นั่นเสียเถอะ แล้วหลงทางให้อัศจรรย์ใจ” ก็เลยคิดเรื่อยเปื่อยถึงความหมายของการหลงทาง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เพ่ิงกินอาหารเย็นเสร็จ วันนี้ลงมือทำสเต็กเนื้อ เนื้อโคขุนไทยๆ นี่แหละ ต้องชิ้นหนาๆ หน่อย ย่างบนกะทะเหล็กหนาๆ ที่หอบหิ้วมาจากอเมริกา เป็นกะทะเทพมากๆ เพราะความร้อนแรงดีมาก ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที เกรียมได้ที่ทั้งสองด้าน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"การศึกษา" ต้องการพื้นที่ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เมื่อความรู้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสถาบันการศึกษาเพียงเท่านั้น พื้นที่การเรียนรู้ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกการเรียนรู้ ยังมีคนบางกลุ่มดื้อรั้นขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 แน่นอนว่าโฆษณาโปรแกรมเรียนภาษาไทย (บางคนบอกเป็นแค่ตลกล้อเลียน?) ที่เป็นข่าว 2-3 วันที่ผ่านมานั้น ตั้งอยู่บนอคติทางเพศ ดูถูกเพศหญิงว่าเป็นวัตถุทางเพศ ดูถูกเพศชายว่าจ้องเสพสุขทางเพศท่าเดียว (หรือหลายท่า?) สร้างภาพเหมารวมให้คนไทยและสังคมไทยไร้ศีลธรรม (ดูสิ เราออกจะเมืองพุทธ เมืองพระ) แต่ที่ยังน่าจะต้องทำความเข้าใจคือ ปฏิกิริยาที่คนไทยมีต่อวิดีโอล้อเลียนนี้ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อเขียนนี้พยายามทำความเข้าใจตรรกะของพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงไว้ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ว่าพระองค์มีทัศนะต่อแนวคิด The King Can Do No Wrong อย่างไร และมาตรา 112 ควรแก้ไขเพราะเหตุใด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การตัดสินคดีของสมยศ พฤกษาเกษมสุขและอีกหลายๆ คดีก่อนหน้านี้ด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ม.112) ชี้ให้เห็นยิ่งขึ้นทุกวันว่า รัฐไทยกำลังสร้างความรักด้วยการใช้กำลังข่มเหงให้ประชาชนรักประมุขของประเทศ หาใช่การส่งเสริมให้เกิดความรักประมุขจากใจจริงของประชาชนไม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่ดี โดยเฉพาะงานทางมานุษยวิทยา มักมีแรงขับจากอารมณ์ใคร่บางอย่าง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากเรียกร้องเรื่องทรงผม ก็ต้องเรียกร้องเรื่องชุดนักเรียนนักศึกษาด้วย จะได้เป็นก้าวแรกของการอภิวัฒน์การศึกษาไทยอย่างจริงจังเสียที พวกผู้ใหญ่ที่คอยเรียกร้องนักเรียนกับครูอาจารย์ ให้สอนให้เด็กรู้จักคิดน่ะ พวกท่านเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า ชุดนักเรียนนักศึกษาเป็นปราการปิดกั้นเสรีภาพการคิดอย่างไร และเด็กๆ เองก็ควรเข้าใจด้วยว่า การควบคุมเรือนร่างเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแบบอำนาจนิยมอย่างไร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์พัฒนา กิติอาษาเมื่อเช้าตรู่วานนี้ (10 มกราคม 2556) คงไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครนอกแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์มากนัก แต่นี่นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของแวดวงสังคมศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หากพวกคุณวิจัยสำรวจอย่างตรงไปตรงมาจริงๆ พวกคุณก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า ชัยชนะจากคะแนนเสียงที่ "ไม่่่ท่วมท้นนัก" ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มาจากกลุ่มคนที่มีความหวังว่าเพื่อไทยจะเป็นเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างจริงจังเสียที
ยุกติ มุกดาวิจิตร
สังคมไทยมีสังคมแบบหนึ่งที่แทรกซ้อนอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ คือสังคมดัดจริต สังคมดัดจริตไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่เป็นสังคมของคนชั้นกลางและคนใหญ่คนโตที่กำลังเสื่อมอำนาจ สังคมดัดจริตคอยผลิตวัฒนธรรมดัดจริตเพื่อทำให้ตนเองดูดีมีหลักการ เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจริตจะดัด และเหนืออื่นใดคือเพื่อปกป้องฐานะอำนาจของตนเอง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้ คือวันที่ 1 มกราคม 2556 ผมลองคิดบวกดูบ้าง คือคิดแบบเข้าข้างตนเองทบทวนดูว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรใหม่ๆ ให้ตนเองบ้าง คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองผมคือ ได้อ่านหนังสืออะไรที่นับว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วก็คิดไปเรื่อยว่า ได้ทำอะไรที่ให้การเรียนรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ คิดอะไรใหม่ๆ บ้าง