Skip to main content

มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งประเด็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยไทยในหลายจังหวัดว่าจะพัฒนาไปไกลกว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะทางด้าน "สังคมศาสตร์" ผมก็เลยคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง 

ผมไม่เห็นด้วยทั้งหมด ไม่ใช่เพราะตัวเองสังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ หรอก และไม่ได้คิดกลัวเกรงว่านักวิชาการรุ่นใหม่จะแซงหน้าหรอก ผมอยากเห็นความก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วอยู่แล้ว เพียงแต่ก็อยากจะคิดหลายๆ ตลบหน่อยว่า อะไรหรืออย่างไรที่จะทำให้มหาวิทยาลัยไทยไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ไหนก้าวหน้า
 
โดยภาพรวม บนพื้นฐานของสังคมไทยหรือพูดให้ตรงๆ ไปเลยคือบนฐานการเมืองไทยที่ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ทุกวันนี้ ผมมองไม่เห็นอนาคตที่สดใสของมหาวิทยาลัยไทยเอาเสียเลย ผมมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยเลย โดยเฉพาะทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
 
ผมพูดหลายโอกาสแล้วว่า เสรีภาพทางวิชาการคือเสรีภาพของสังคมทั้งสังคม เป็นเสรีภาพที่จะพูด ที่จะแสดงความเห็น ทุกวันนี้เสรีภาพนี้ตกต่ำที่สุด ที่ผ่านมาดีกว่านี้ แต่ความขัดแย้งทางการเมือง การเลือกข้างทางการเมือง ความหวาดระแวงทางการเมือง ได้บ่มเพาะภาวะเน่าเฟะของมหาวิทยาลัยไทยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่เป็นจุดตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งของมหาวิทยาลัยไทย
 
ดูได้จากอะไร พูดไปก็ซ้ำความเห็นเดิมๆ ก็คือดูได้จากการที่ผู้บริหารเข้าไปร่วมมือกับคณะเผด็จการทหารครั้งนี้อย่างออกหน้าออกตา ยินดีประดา แถมยังส่งเสริมการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกในมหาวิทยาลัยเสียอีก อาการนี้เป็นทั้งในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด อาการนี้ไม่ใช่เพิ่งเป็นหลังรัฐประหาร แต่มีแนวโน้มอย่างนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว และที่รัฐประหารครั้งนี้สำเร็จและอยู่รอดมายาวนานขนาดนี้ ก็ด้วยความร่วมมือของผู้บริหารมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วยอย่างสำคัญทีเดียว 
 
เท่าที่มองออกตอนนี้ แนวโน้มนี้ไม่น่าจะดีขึ้นในอีก 10 ปีแน่ๆ และผมก็อยากแนะนำว่า ถ้าใครมีทางทำมาหากินอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะครับ หรือใครอยากทำงานวิชาการจริงๆ จังๆ แล้วล่ะก็ ควรขวนขวนขวายหาทุนรอนจากต่างประเทศ เพื่อจะได้ไม่เป็นหนี้มหาวิทยาลัยไทย แล้วหากมีโอกาสก็หางานทำในต่างประเทศเสียเลย จะเป็นประโยชน์กับทั้งสังคมไทยและมนุษยชาติมากกว่า ส่วนผมไม่มีทางออกจากระบบนี้ได้ง่ายๆ ก็ต้องสู้กันข้างในต่อไป
 
ยังไม่นับว่ามีนักวิชาการไทยจำนวนมากคิดสันโดษทำงานคนเดียวไปลำพังโดยไม่สนใจระบบอะไร เขาก็สามารถเอาตัวรอดไปลำพังคนเดียวได้ อย่างนี้ทำงานไปเรื่อยๆ ขยันๆ หน่อยไม่ต้องเก่งมาก ไม่ต้องสร้างงานใหม่มาก ทำงานครบถึงหน้ากระดาษเท่าที่เขาต้องการได้ ยังไงก็เติบโตส่วนตัวไปได้เรื่อยๆ แต่ไม่ว่ากันครับ เพราะผมก็ยังเชื่อว่าปัจเจกนักวิชาการก็สำคัญเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าจะกอบกู้วงวิชาการไทยแล้ว มันต้องทำอย่างเป็นระบบควบคู่ไปด้วย
 
ที่นี้หันมามองอะไรที่ยุ่งยากมากขึ้นหน่อย หากจะประเมินกันจริงๆ จังๆ ว่าสถาบันไหนก้าวหน้าไปอย่างไรแค่ไหน ผมว่าต้องดูอะไรหลายๆ อย่าง การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร ผลผลิตของสถาบันทั้งที่เป็นบุคคลและผลงานวิชาการ การตีพิมพ์ การถูกอ้างอิง ผลงานวิจัย ความรู้ใหม่ๆ ความรู้ของอาจารย์ ความเชื่อถือของสังคมและของชาวโลก การบริการสังคม การบริหารงาน เรื่องจิปาถะเหล่านี้ต้องนำมานับด้วยทั้งหมด 
 
ซึ่งจะว่าไป นั่นก็แทบจะไม่ต่างจากที่ระบบประเมินต่างๆ ตอนนี้ใช้กันอยู่หรอก เพียงแต่หากสายสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์สร้างระบบขึ้นมาเอง แล้วเป็นระบบที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐได้ด้วย ผมว่าน่าจะสร้างอำนาจทัดทานกับระบบของรัฐได้ และยังช่วยสร้างความเข้มแข็งของแวดวงวิชาการจากภายในกันเอง สามารถตอบโจทย์แบบที่ต้องการของตัวเองได้ดีกว่า และจะเป็นประโยชน์กับสังคมมากกว่าเพราะต้องคิดถึงเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อความก้าวหน้าของสังคมมากกว่าเฉพาะเพื่อสนองความต้องการของรัฐ
 
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ เงินทุน ซึ่งก็ต้องกลับไปที่อำนาจการบริหาร และถึงที่สุดก็โยงกลับไปที่การเมืองที่ชักใยอยู่อีก เรื่องพวกนี้ถ้าไม่คิดสะสางกันจริงๆ มันไปถึงไหนไม่ได้หรอก
 
ผมกำลังคิดอยากลองอีกทางหนึ่ง คือการสร้างอำนาจวิชาการนอกรัฐขึ้นมา ไม่ใช่การนำ "มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ" แบบที่เขาทำๆ อยู่ทุกวันนี้นะครับ แบบที่เขาทำกันทุกวันนี้น่ะมันต้มคนดู ออกนอกระบบแต่เงิน ส่วนการบริหารยังรวมศูนย์อยู่และมีทิศทางว่าจะยิ่งรวมศูนย์มากขึ้นอีกเรื่อยๆ จะเรียกว่าออกนอกระบบได้อย่างไร 
 
การทำงานวิชาการต้องคิดเรื่องการเมืองด้วยนะครับ นักวิชาการเก่งเรื่องคิดถึงการเมืองระดับชาติ การเมืองท้องถิ่น ออกแบบการเมืองให้ชาวบ้าน แต่การเมืองของงานวิชาการเองแทบไม่คิด หลายคนคิดแต่จะเล่นการเมืองด้วยการไต่เต้าเป็นผู้บริหารตามระบบ ต่อให้คิดดีนะครับ ต่อให้ไม่ได้อยากไต่เต้าเพื่ออำนาจแต่เพื่อนำอำนาจมาพัฒนางานวิชาการ แต่เมื่อขึ้นไปถึงที่สุดก็จะไปเจอทางตัน ชั่วชีวิตน้อยๆ ของผมเห็นทิศทางของนักวิชาการรุ่นใหญ่ๆ มาแล้วพอสมควร เห็นทั้งสองแนวสองแบบ แต่คิดว่ามีบางแบบที่ยังน่าจะทำแต่ยังไม่ได้ทำกันดี 
 
เมื่อคิดมาทางนี้แล้ว ผมคิดว่าน่าสนใจเหมือนกันหากว่าจะมีการจัดตั้งสมาคมประเมินคุณภาพการศึกษาของนักวิชาการมหาวิทยาลัยกันขึ้นมาเอง ผมไม่เคยคิดโมเดลนี้มาก่อน แต่น่าทดลองดูว่า หากตั้งสมาคมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วสร้างความเป็นสถาบันขึ้นมา เพื่อในที่สุดจะคงความเป็นอิสระของการประเมินคุณภาพทางวิชาการของนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กันเอง
 
คิดทางนี้แล้วก็พอจะมีหวังอยู่บ้าง เพียงแต่ต้องลงแรงอย่างหนัก พร้อมๆ กับต้องต่อสู้กับการตรากตรำทำงานในระบบเดิมด้วย ถ้ายังไม่ท้อแท้หรือบ้าบอไปเสียก่อน ก็คงจะทำอะไรใหม่ๆ กันได้บ้างล่ะครับ

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
วานนี้ (13 กพ. 57) ไปเยี่ยมชม Kyoto Museum for World Peace ตามคำบอกเล่าของหลายๆ คน และตามความประสงค์ของผู้ร่วมเดินทาง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้คิด มีถ้อยคำหลอกหลอนมากมาย มีภาพความรุนแรง มีบทเรียนที่มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้ มีการเห็นคนไม่เป็นคน และสุดท้ายสะท้อนใจถึงความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย
ยุกติ มุกดาวิจิตร
มาเกียวโตเที่ยวนี้หนาวที่สุดเท่าที่เคยมา (สัก 6 ครั้งได้แล้ว) อุณหภูมิอยู่ราวๆ 0-5 องศาเซลเซียสตลอด แต่นี่ยังไม่เท่าเมืองที่เคยอยู่ คือวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้อยู่ราวๆ -20 องศาเซลเซียส และเคยหนาวได้ถึง -40 องศาเซลเซียส หนาวขนาดนั้นมีแต่นกกากับกระรอก ที่อึดพอจะอยู่นอกอาคารได้นานๆ แต่ที่เกียวโต คนยังสามารถเดินไปเดินมา หรือกระทั่งเดินเล่นกันได้เป็นชั่วโมงๆ หากมีเครื่องกันหนาวที่เหมาะสม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การสัมมนาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อวันที่ 23-24 มค. ยังความรื่นรมย์มสู่แวดวงวิชาการสังคมศาสตร์อีกครั้ง ถูกต้องแล้วครับ งานนี้เป็นงาน "เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 7" หากแต่อุดมคับคั่งไปด้วยนักสังคมศาสตร์ (ฮ่าๆๆๆ) น่ายินดีที่ได้พบเจอเพื่อนฝูงทั้งเก่าทั้งใหม่มากหน้าหลายตา แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือการได้สนทนาทั้งอย่างเป็นทางการ ผ่านงานเขียนและการคิดอ่านกันอย่างจริงจัง บนเวทีวิชาการ กับเพื่อนๆ นักวิชาการรุ่นใหม่
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อเช้า (26 มค.) ผมไปเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขตจอมทอง ด้วยเหตุจำเป็นไม่สามารถไปเลือกตั้งวันที่ 2 กพ. ได้ ก่อนไป สังหรณ์ใจอยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุไม่ดี ผมไปถึงเขตเลือกตั้งเวลาประมาณ 9:00 น. สวนทางกับผู้ชุมนุมนกหวีดที่กำลังออกมาจากสำนักงานเขต นึกได้ทันทีว่ามีการปิดหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า มวลชนหลักร้อย ดูฮึกเหิม ท่าทางจะไปปิดหน่วยเลือกตั้งอื่นต่อไป ผมถ่ายรูปคนจำนวนหนึ่งไว้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
หนังสือ ประวัติศาสตร์ไทดำ : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2557) เล่มนี้เป็นผลจากการวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมทำวิจัยชิ้นนั้นก็เพื่อให้เข้าใจงานเขียนทางประวัติศาสตร์ของชาวไทในเวียดนามสำหรับทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก แต่เนื้อหาของหนังสือนี้แทบไม่ได้ถูกนำเสนอในวิทยานิพนธ์
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เดือนที่แล้ว หลังเสร็จงานเขียนใหญ่ชิ้นหนึ่ง ผมกะจะหลบไปไหนสัก 4-5 วัน ระยะนั้นประเด็นวันเลือกตั้งยังไม่เข้มข้นขนาดทุกวันนี้ ลืมนึกไปจนกลายเป็นว่า ตัวเองกำหนดวันเดินทางในช่วงวันเลือกตั้ง 2 กพ. 57 พอดี เมื่อมาคิดได้ เมื่อวันที่ 14 มค. ก็เลยถือโอกาสที่ที่ทำงานให้หยุดงานไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตตนเอง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ได้เอกสารมาเก็บไว้ รอไปเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ที่ 26 มค.
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เหตุที่ประโยค Respect My Vote. กลายเป็นประโยคที่นำไปใช้ต่อ ๆ กันแพร่หลายกินใจผู้รักประชาธิปไตยในขณะนี้ ไม่เพียงเพราะประโยคนี้มีความหมายตามตัวอักษร แต่เพราะประโยคนี้ยังเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองของประชาชน ที่ประกาศว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
วันที่ 9 มกราคม 2557 เวทีเสวนาประชาธิปไตยภาคใต้ ได้จัดอภิปรายเรื่อง "ปฏิรูปประเทศไทย : ปาตานีในระยะเปลี่ยนผ่าน" ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผมกับอาจารย์เอกชัย ไชยนุวัติ ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนจากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยไปร่วมบรรยายกับวิทยากรชาวปัตตานีและชาวสงขลา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมอยู่ในแวดวงวิชาการ พร้อม ๆ กับทำกิจกรรมบริการทางสังคมด้านสิทธิ-เสรีภาพ การบริการทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทางวิชาการ นอกเหนือจากการสอน การทำวิจัย และการเขียนงานวิชาการ แต่ในโลกทางวิชาการไทยปัจจุบัน เมื่อคุณก้าวออกมานอกรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว คุณจะกลายเป็น "คนมีสีเสื้อ" ไม่ว่าปกติคุณจะใส่เสื้อสีอะไร จะมีสติ๊กเกอร์ติดเสื้อคุณอยู่เสมอว่า "เสื้อตัวนี้สี..." เพียงแต่เสื้อบางสีเท่านั้นที่ถูกกีดกัน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคือการยึดอำนาจของ กปปส. เพื่อจัดตั้งสภาประชาชน ไม่มีทางที่การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งจะเป็นการปฏิรูปที่ปวงชนชาวไทยจะมีส่วนร่วม เนื่องจาก...
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมเก็บข้อมูลการวิจัยเมื่อปี 2553-2554 จนถึงหลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมมีโอกาสได้สัมภาษ์นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขตของพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อไทย ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ในจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ไม่ใช่จังหวัดเสื้อแดงแจ๋อย่างอุดรธานีหรือขอนแก่น เขตเลือกตั้งนี้เป็นเขตเลือกตั้งในชนบท เป็นพื้นที่ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงอยู่่พอสมควร แต่ไม่เด็ดขาด ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจอันเนื่องมาจากโยงใยที่ใกล้ชิดกับผู้ที่แนะนำให้ผมติดต่อไปสัมภาษณ์ ผู้สมัคร สส. คนนี้เล่าวิธีการซื้อเสียงของเขาให้ผมฟังโดยละเอียด
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิวัติประชาชนของอาจารย์ธีรยุทธไม่ได้วางอยู่บนข้อเท็จจริงของสังคมไทยปัจจุบัน การปฏิวัติประชาชนตามข้ออ้างจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ของอาจารย์ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการปฏิวัติของประชาชนเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมเพราะผูกขาดอำนาจเป็นของตนเอง ตลอดจนเป็นการโค่นอำนาจรัฐที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่ประชาชนเป็นใหญ่มากขึ้น หากแต่เราจะถือว่า “มวลมหาประชาชน” หนึ่งล้านห้าแสนคน หรือต่อให้สองล้านคนในมวลชนนกหวีดเป็น “ประชาชน” ในความหมายนั้นได้หรือไม่