Skip to main content

ผมมาประชุมวิชาการ AAS ประจำปี 2017 ที่โตรอนโต แคนาดา เมื่อเสนองานไปแล้วเมื่อวาน (18 มีค. 60) เมื่อเช้าก็เลยหาโอกาสไปทำความรู้จักกับเมืองและผู้คนบ้าง เริ่มต้นจากการไปแกลลอรีแห่งออนทาริโอ แกลลอรีสำคัญของรัฐนี้ ตามคำแนะนำของใครต่อใคร ไปถึงแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะแกลลอรีนี้น่าสนใจในหลายๆ ลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดในการจัดแสดงงาน การเล่าเรื่องราว และการแสดงความเป็นแคนาดา

 

 

แกลลอรีนี้มีงานของศิลปินดังๆ และงานศิลปะยุโรปสำคัญๆ ครบยุค แม้จะไม่มาก ไม่สามารถอวดแข่งประชันอะไรกับใครได้ แต่ก็มีงานดีพอ มากพอ ที่จะให้คนที่นี่ได้เรียนรู้ งานที่ประทับใจผมเองมีหลายชิ้น 

 

ที่ชอบมากคืองานสเก็จของพอล รูเบนส์ ที่เคยเห็นแต่ในหนังสือ เมื่อได้เห็นของจริงก็ยิ่งตื่นตะลึง ที่จริงที่นี่มีงานสีน้ำมันของพอล รูเบนส์ด้วย ชิ้นใหญ่มาก หรือประติมากรรมแกะงาช้างชิ้นหนึ่ง น่าประทับใจมาก ส่วนงานรุ่นอิมเพรสชั่นนิสม์ ก็พอมี อย่าง The Thinker ของออกุส โรแดงเวอร์ชั่นเล็ก ที่นี่ก็มี กับมีงานของคามิล ปิซาโรหลายชิ้นทีเดียว 

 

ที่น่าสังเกตคือวิธีเล่าเรื่อง แม้ว่าจะยังตามขนบการเล่าหลักตามลำดับเวลาและความเปลี่ยนแปลงของแนวการเขียนรูป แต่ก็มีคำอธิบายสรุป และก็เน้นการให้คนเข้าใจความเป็นยุคสมัยรวมๆ ไปพร้อมๆ กับการแสดงงานเดี่ยวของศิลปิน อีกนัยหนึ่งคือเน้นทั้งความเป็นประวัติศาสตร์ส่วนรวม และทักษะกับการสร้างสรรค์ส่วนตน 

 

คอลเลกชั่นที่น่าทึ่งมากคือบรรดางานประติมากรรมขนาดมหึมาของเฮนรี่ มัวร์ ที่มักเคยเห็นสักชิ้นสองชิ้นในแต่ละแกลลอรี แต่ที่นี่อุทิศห้องใหญ่แสดงงานเฮนรี มัวชนิดที่ว่า เดินเข้าไปแล้วราวกับเข้าไปในสุสาน แถมก่อนเข้าห้องนี้ยังมีการอธิบายว่า มัวร์ได้อิทธิพลและพัฒนางานต่อจากโรแดง ที่เริ่มมีงานประติมากรรมเรือนร่างคนแบบตัดส่วน จนทำให้กลายเป็นรูปทรงนามธรรม 

 

เมื่อดูไปสักพัก ก็เริ่มสงสัยว่าแล้วศิลปินแคนาดาล่ะ มีไหม เขาทำอะไรกัน แล้วเมื่อขึ้นไปชั้นสองก็ได้เจอผลงานของศิลปินแคนาดาทันที (ความจริงมีคอลเลกชี่นศิลปะแอฟริกันและศิลปะอินเดียนพื้นเมืองอยู่อีกมากเช่นกัน) 

 

 

งานของศิลปินแคนาดามักค้นหาอัตลักษณ์ตนเองผ่านชีวิตคนพื้นเมือง เน้นแลนด์สเคปของแคนาดา และวัสดุที่บอกเล่าความเป็นนักบุกเบิก นักเดินทางเข้ามาในทวีป กลุ่มศิลปินที่บุกเบิกค้นหารูปแบบศิลปะสมัยใหม่แบบแคนาดามามีตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 

 

ที่ท้าทายหน่อยคือการจัดแสดงรูปโดยไม่ติด caption ด้วยคำอธิบายว่า ไม่อยากให้คนดูสาละวนอยู่กับการอ่านข้อความ อยากให้ดูรูปมากกว่า แล้วค่อยไปอ่านเอาจากแผ่นคำอธิบาย ที่เขาก็มีให้ดูใกล้ๆ กับรูปนั่นแหละ แต่ไม่อยากติดข้างรูป 

 

สุดท้าย ผมตื่นตาตื่นใจกับห้องใต้ดินที่มีคอลเลกชั่นเรือจำลองจำนวนมาก เรียกว่าถ้าจะค่อยๆ ละเลียดดูรายละเอียดจริงๆ เฉพาะห้องนี้ก็ต้องสักหนึ่งชั่วโมงแล้ว 

 

ถ้าใครบังเอิญผ่านมาโตรอนโต ก็ขอแนะนำนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรดูงานของศิลปินท้องถิ่น แต่ก็ยังหวังว่าเขาน่าจะมีงานชาวอินเดียนมากกว่านี้ และในอนาคต เนื่องจากมีประชากรเอเชียนและแอฟริกันในโตรอนดตไม่น้อย พวกเขาก็น่าจะได้เล่าเรื่องตนเองบ้างเช่นกัน

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทำไมปรากฏการณ์แฟรงค์ เนติวิทย์ และอั้ม เนโกะจึงทำให้สังคมไทยดิ้นพล่าน 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นี่เป็นข้อเขียนภาคทฤษฎีของ "การเมืองของนักศึกษาปัจจุบัน" หากใครไม่ชอบอ่านทฤษฎีก็ขอร้องโปรดมองข้ามไปเถอะครับ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จริงหรือที่นักศึกษาไม่สนใจการเมือง ขบวนการนักศึกษาตายแล้วจริงหรือ ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าการถกเถียงเรื่องเครื่องแบบ เรื่องทรงผม เรื่องห้องเรียน เป็นเรื่องการเมืองได้อย่างไร แล้วดูแคลนว่ามันเป็นเพียงเรื่องเสรีภาพส่วนตัว เรื่องเรียกร้องเสรีภาพอย่างเกินเลยแล้วล่ะก็ คุณตกขบวนการเมืองของยุคสมัยไปแล้วล่ะ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในวาระที่กำลังจะมีการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะบุคคลากรของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ผู้หนึ่ง ผมขอเสนอ 5 เรื่องเร่งด่วนที่อธิการบดีคนต่อไปควรเร่งพิจารณา เพื่ิอกอบกู้ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลับมาเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ เป็นบ่อน้ำบำบัดผู้กระหายความรู้ และเป็นสถาบันที่เคียงข้างประชาชนต่อไป
ยุกติ มุกดาวิจิตร
บันทึกประกอบการพูดเรื่อง "การศึกษาไทย" เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเสนอว่าเรากำลังต่อสู้กับสามลัทธิคือ ลัทธิบูชาชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ลัทธิล่าปริญญา และลัทธิแบบฟอร์ม
ยุกติ มุกดาวิจิตร
"การศึกษาไทยไทย: ความสำเร็จหรือความล้มเหลว" เป็นโจทย์ที่นักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่ตั้งขึ้นอย่างท้าทาย พวกเขาท้าทายทั้งระบบการเรียนการสอน วัฒนธรรมการศึกษา เนื้อหาในหลักสูตร และระบบสังคมในสถานศึกษา
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ในฐานะที่ร่วมก่อตั้งและร่วมงานกับ "ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53" (ศปช.) ผมอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสปิริตของการทำงานของ ศปช. กับของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่ามองหลักสิทธิมนุษยชนต่างกันอย่างไร อย่างไรก็ดี นี่เป็นทัศนะและหลักการของผมเองในการร่วมงานกับ ศปช. ซึ่งอาจแตกต่างจากสมาชิกคนอื่นบ้าง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
คำตัดสินของศาลอาญาในกรณี 6 ศพวัดประทุมฯ ชวนให้นึกถึงภาพถ่ายเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่ใต้ต้นมะขามต้นหนึ่งที่สนามหลวง นอกจากภาพชายคนที่ใช้เก้าอี้ตีศพที่ถูกแขวนคอใต้ต้นมะขามแล้ว ภาพผู้คนที่รายล้อมต้นมะขามซึ่งแสดงอาการเห็นดีเห็นงามหรือกระทั่งสนับสนุนอยู่นั้น สะเทือนขวัญชาวโลกไม่น้อยกว่าภาพชายใช้เก้าอี้ทำร้ายศพ 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ผมเคยนั่งในพิธีรับปริญญาบัตรในฐานะผู้รับและในมุมมองของผู้ให้มาแล้ว แต่ไม่เคยได้นั่งในพิธีในฐานะผู้สังเกตการณ์จากบนเวทีแบบเมื่อครั้งที่ผ่านมานี้มาก่อน
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ปฐมลิขิต: ใครรังเกียจทฤษฎี เกลียดงานเขียนแบบหอคอยงาช้าง ไม่ต้องพลิกอ่านก็ได้นะครับ และเวลาผมใส่วงเล็บภาษาอังกฤษหรืออ้างนักคิดต่างๆ นี่ ไม่ได้จะโอ่ให้ดูขลังนะครับ แต่เพื่อให้เชื่อมกับโลกวิชาการสากลได้ ให้ใครสนใจสืบค้นอ่านต่อได้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
จะว่าไป กสทช. คนที่แสดงความเห็นต่อเนื้อหาละครฮอร์โมนนั้น ดูน่าจะเป็นคนที่สามารถวิเคราะห์ เข้าใจสังคมได้มากที่สุดในบรรดา กสทช. ทั้ง 11 คน เพราะเขามีดีกรีถึงปริญญาเอกทางสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโด่งดังในเยอรมนี ต่างจากคนอื่นๆ ที่ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นทหารหรือใครที่สมยอมกับการรัฐประหารปี 2549 แล้ว ก็เป็นช่างเทคนิคทางด้านการสื่อสาร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์ผู้หญิงท่านหนึ่งตั้งคำถามว่า "ไม่รู้อาจารย์ผู้ชายทนสอนหนังสือต่อหน้านักศึกษานุ่งสั้นที่นั่งเปิดหวอหน้าห้องเรียนได้อย่างไร" สำหรับผม ก็แค่เห็นนักศึกษาเป็นลูกเป็นหลานก็เท่านั้น แต่สิ่งยั่วยวนในโลกทางวิชาการมีมากกว่านั้นเยอะ และบางทีจะยิ่งหลบเลี่ยงยากยิ่งกว่าการสร้าง incest taboo ในจินตนาการขึ้นมาหน้าห้องเรียน