Skip to main content

ปีนี้ผมอายุ 52 ผมคิดอยู่ตลอดว่า ถ้าพ่อแม่เสียไป ผมจะดัดแปลงบ้านที่อยู่มายังไง จะรื้ออะไร ย้ายอะไร ผมไม่มีลูก มีแต่หลาน ซึ่งเขาก็คงคิดเหมือนกันใน 2 ชั้นด้วยกันว่า เมื่อปู่ย่าเขา ลุงป้าเขาไม่อยู่แล้ว เขาจะทำอะไรกับบ้านบ้าง หรือไม่ เขาก็อาจจะรื้อทิ้ง ไม่ก็ขายทิ้งแล้วย้ายบ้านหรือไปอยู่ที่อื่นในโลกไปเลย 

ถามว่าผมนึกเสียดายไหม ผมคิดเสมอว่า จะไปเสียดายอะไร ในเมื่อตอนนั้นผมตายไปแล้ว และยังอยากให้เขาเปลี่ยนมันเร็วกว่านั้นด้วย เผื่อจะได้ตอบโจทย์ชีวิตเขาได้เร็วทันเวลาชีวิตเขา 

นี่แค่บ้านนะ ยังมีอะไรๆ อีกมากมายที่เปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  

ผมทำงานสอนหนังสือ ทำวิจัย เขียนงาน ทำมาถ้านับเฉพาะช่วงทำงานจริงๆ ก็เกือบ 20 ปี ถ้านับตั้งแต่เริ่มสนใจเข้ามาสู่แวดวงวิชาการก็เกือบ 30 ปี 20-30 ปีที่ผ่านนี้แวดวงวิชาการทั้งสากลและในประเทศเปลี่ยนแปลงไปมากมาย สิ่งที่ผมรู้ เรียน และอ่านมา ใหม่กว่าที่ครูบาอาจารย์รู้มากมาย เอาว่าความรู้ในสาขาวิชามานุษยวิทยาที่ผมร่ำเรียนมาน่ะ มักเปลี่ยนทุกๆ อย่างน้อย 10-15 ปu 

หากคุณจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่ดื้อด้านสอนแต่เฉพาะเรื่องเดิมๆ ที่เรียนมา คุณก็จะต้องอ่านใหม่ ค้นคว้าใหม่ ทำวิจัยใหม่ๆ ไปรับรู้เรื่องใหม่ๆ จากเวทีวิชาการสากลอยู่ตลอดเวลา ผมเองในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ต้องเปลี่ยนความรู้ใหม่อย่างน้อยๆ 2 ช่วงด้วยกัน หลังเรียนจบ ต้องอ่านหนังสือใหม่ๆ มากกว่าที่เคยเรียนมาอีกชุดหนึ่ง หลังทำงานมาเกือบ 10 ปี ก็ต้องอ่านหนังสือใหม่อีกชุดหนึ่งอีกแล้ว

สิ่งที่ยากคือ ทำอย่างไรที่จะให้คนรุ่นใหม่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีระบบ มีทักษะการเรียนรู้ที่เพียงพอ แต่ก็จะต้องไม่กีดกั้นการเรียนรู้ใหม่ๆ ของเขาเอง ทุกวันนี้ผมจึงพยายามทั้งเรียนรู้โลกและวิธีเข้าใจโลกแบบใหม่ไปพร้อมๆ กับคนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกันก็สอนทักษะและความรู้ของโลกและวิธีเรียนรู้โลกแบบคนรุ่นผมให้กับพวกเขา 

นั่นแค่ระดับครัวเรือนและระดับของวิชาขีพ ซึ่งผมคิดว่า คนรุ่นผมหลายๆ คนก็จะต้องมีประสบการณ์กับคนรุ่นใหม่แบบเดียวกันนี้ ในสาขาอาชีพและชีวิตประจำวันที่แตกต่างออกไป แต่สิ่งที่เราได้เห็นขณะนี้คือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่กว้างใหญ่กว่ามาก ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง เรื่องสังคม เรื่องเศรษฐกิจ 

ด้านเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง คนรุ่นใหม่เห็นความไม่น่าไว้วางใจ ความไม่เข้าใจกลไกความเป็นไปของการบริหารประเทศในรัฐบาลทหารต่อเนื่องมายังรัฐบาลปัจจุบัน และเมื่อมาผูกกับด้านการเมือง เขาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและอำนาจการมีส่วนร่วมกำหนดชีวิตตนเอง เรื่องนี้คุณคนรุ่นผมและที่แก่กว่าเข้าใจไม่ได้เหรอ  

คนอายุ 15-20 ต้นๆ เขาอยู่กับระบอบทหารมาเกือบ 10 ปีนับตั้งแต่ 2549-50 และ 2557-63 ระหว่างนั้นตั้งแต่ 2548-57 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เขาเห็นความขัดแย้งทางการเมือระหว่างสองขั้วการเมืองมาตลอด เขาต้องการตัวเลือกทางการเมืองแบบใหม่  

พอมีตัวเลือกใหม่ ฝ่ายทหารและอนุรักษนิยมก็ปิดกั้นการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของคนกลุ่มใหม่ พอผู้คนแสดงออกทางการเมือง แม้แต่การรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 50, 60 การเรียกร้องการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นการแสดงออกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คนรุ่นใหม่ก็เห็นรัฐปิดกั้น คุกคามเสรีภาพ 

เขาเห็นปัญหาข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เขาเห็นการลิดรอนสิทธิ์ เขาเห็นความกักขฬะ ไร้ยางอาย และความฉ้อฉลที่มีพรรคพวกร่วมกันปกป้องของผู้มีอำนาจ เขาเห็นไปถึงว่าประเทศนี้ไม่มีใครน่าศรัทธาอีกต่อไปแล้ว 

พวกเขากำลังสงสัยว่า ทำไมพวกผู้ใหญ่ “ไม่เก็ต” ว่าประเทศนี้กำลังมีปัญหา พวกเขาสงสัยว่า การที่พวกผู้ใหญ่นิ่งเฉย เป็นเพราะพวกผู้ใกญ่ไม่รู้เรื่อง เพราะนั่งดูแต่ทีวีที่ถ้าไม่ถูกปิดกั้นการเสนอข้อเท็จจริงหลายเรื่องที่พวกเขารู้จากแหล่งอื่นแล้ว ทีวีก็จะเป็นกระบอกเสียงให้กับระบอบที่ฉ้อฉลพิกลพิการ ถ้าคุณไม่เห็น พวกเขาก็อยากเล่าให้พวกคุณฟัง ถ้าพวกคุณไม่ฟัง พวกเขาก็อยากจะเดินหน้าไปแก้ไขด้วยตนเอง 

ด้านสังคม คนรุ่นใหม่ทนไม่ได้กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบอบอำนาจนิยมของครูและโรงเรียน ระบบรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย ระเบียบที่เกินเลยและสังคมอำนาจนิยมที่บังคับควบคุมเรือนร่างและการแสดงออกของนักเรียน ไปจนกระทั่งการละเมิดทางเพศและความรุนแรงของครูต่อนักเรียน ที่เคยถูกกลบเกลื่อนอยู่ บัดนี้ถูกเปิดโปงออกมามากขึ้นเรื่อยๆ  

พวกเขามีเครื่องมือใหม่ๆ ในการหาความรู้ ที่ยิ่งกว่านั้นคือ มันเป็นเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างชุมชน สร้างสังคมของพวกเขา คนรุ่นใหม่สร้างเครือข่ายความร่วมมือกันอย่างหลวมๆ ผ่านสังคมที่ถูกคนแก่ตราหน้าว่าเป็น “สังคมก้มหน้า” แทนที่จะเป็นสังคมของคนเหงา พวกเขาก้มหน้าก้มตาหาเพื่อนใหม่ๆ หาคนที่เข้าใจเขา ถูกบ้างผิดบ้าง ในที่สุดก็ทำให้พวกเขาเจอคนพวกเดียวกัน คนที่คุยกันรู้เรื่อง  

อย่าลืมว่าคนเหล่านี้จำนวนมากเป็นลูกคนเดียว ครอบครัวสมัยนี้ก็ไม่ได้เป็นครอบครัวขยายที่ญาติพี่น้องจะพบเจอคุ้นเคยแลกเปลี่ยนความเห็นกันอีกต่อไป พวกเขาอยู่กับเพื่อนมากกว่ากับครอบครัว เจอเพื่อนมากมายนอกพรมแดนครอบครัว เครือญาติ และขอบรั้วโรงเรียน และผมคิดว่าสิ่งที่ที่พวกคุณคนแก่กลัวคือ คนเหล่านี้อยู่ไกลสายตาและการกำกับควบคุมแบบที่คุณคุ้นเคยมา 

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตลอด โลกก็เปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีที่ไหนเป็นสังคมอุดมคติเพียงพอที่จะเป็นต้นแบบของที่ไหนได้ แม้แต่ในตะวันตก สังคมประชาธิปไตยก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ คนรุ่นใหม่ซึ่งแสวงหาความรู้นอกห้องเรียนตลอดเวลารู้ดีว่าสังคมต่างๆ ล้วนมีปัญหาของมันเอง คนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เห็นโลกต่างจากเรา แต่พวกเขาเห็นโลกปัจจุบันนี้ในหลายๆ ด้านมากกว่าเรา มากกว่าที่เราเข้าใจว่าเรารู้จัก  

พวกเขาอาจยังด้อยทักษะในการจัดระบบความเข้าใจ ขาดประสบการณ์และความแข็งแกร่งในการเผชิญกับความบกพร่องผิดพลาด แต่เขาก็มีความรู้ความเข้าใจมากพอที่จะเห็นว่า ระเบียบสังคม การเมือง เศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในขณะนี้ บิดเบี้ยว ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่พวกเขาเผชิญอยู่ 

สำหรับคนอายุ 50 ขึ้นไป ยอมรับเถอะครับว่ายุคของคุณมันผ่านไปแล้ว ยิ่งใครที่อายุ 60 ขึ้นไป คุณไม่รู้จักโลกที่คุณอาศัยอยู่ขณะนี้ได้ดีไปกว่าคนรุ่นปัจจุบันหรอก  

แทนที่จะขัดขวางดื้อดึง สู้ร่วมมือกับคนรุ่นใหม่ ใช้ประสบการณ์ ทักษะชำนาญของพวกคุณ ช่วยส่งเสริมให้สังคมใหม่ การเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ ทะยานไปแบบสมจริงตามยุคสมัยของมันไม่ดีกว่าเหรอ

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ยามปีใหม่ ยากที่จะหาของขวัญที่ไม่กลายเป็นขยะในชั่วข้ามคืนได้ เพื่อนชาวอเมริกันที่ผมรู้จักหลายคน ซึ่งดูท่าจะทั้งเป็นนักช้อปและเป็นคนช่างมีเหตุผล ก็เลยใช้วิธีให้เด็กๆ เขียนลิสต์รายการสิ่งของที่อยากได้ยามสิ้นปี เพื่อเป็นหลักประกันว่าของที่ซื้อมาให้จะถูกใจผู้รับสักชิ้นหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (24 ธันวาคม 2555) กสทช.เชิญให้ผมไปร่วมแสดงความเห็นในเวทีเสวนาสาธารณะ “1 ปี กสทช. กับความ (ไม่) สมหวังของสังคมไทย” ทีแรกผมไม่คิดว่าตนเองจะสามารถไปวิจารณ์อะไรกสทช.ได้ แต่ผู้จัดยืนยันว่าต้องการมุมมองแบบมานุษยวิทยา ผมจึงตกปากรับคำไป 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อโต้แย้งต่อความเห็นผมจากของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่ลงในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355920241&grpid=03&catid=&subcatid=) ย้ำให้เห็นชัดถึงความอับจนของกรอบคิดของคนกลุ่มนี้ต่อไปนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ไม่เพียงแต่นักเขียนบางคนเท่านั้นที่อาจจะไม่เข้าใจหรือมองข้ามประเด็นความแตกต่างทางชาติพันธ์ุ แต่ผมคิดว่าแวดวงภาษาและวรรณกรรมบ้านเราอาจจะไม่ตระหนักถึงปัญหานี้โดยรวมเลยก็ได้ และในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าซีไรต์เองอาจจะมีส่วนสร้างวัฒนธรรมไม่อ่อนไหวต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน และถึงที่สุดแล้ว นี่อาจจะกลายเป็นข้อจำกัดที่ปิดกั้นโอกาสที่วรรณกรรมไทยจะก้าวเข้าสู่ระดับสากล
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทัศนะของนายแพทย์ที่เป็นตัวแทนของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความคิดคับแคบของผู้มีอำนาจกลุ่มหนึ่ง ที่มักใช้อำนาจก้าวก่ายชีวิตผู้คน บนความไม่รู้ไม่เข้าใจไม่อยากรับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่ละเอียดอ่อน และบนกรอบข้ออ้างเรื่องคุณธรรมความดีที่ยกตนเองเหนือคนอื่น
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แทนที่จะเถียงกับอีกท่านหนึ่งที่วิจารณ์ผมต่อหน้ามากมายเมื่อวาน ผมขอใช้พลังงานเถียงกับข้อเสนอล่าสุดของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีจากข่าวในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354935625&grpid=01&catid=&subcatid=) ดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นึกไม่ถึงและนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ทำไมคนเปิดร้านขายหนังสือในปลายศตวรรษที่ 20 - ต้น 21 จะมีความคิดแบบนี้ได้ นี่แสดงว่าเขาไม่ได้อ่านหนังสือที่เขาขายบ้างเลย หรือนี่แสดงว่าการอ่านหนังสือไม่ได้ช่วยจรรโลงจิตใจนายทุนบางคนขึ้นมาได้เลย*
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 เมื่ออ่านข่าวแอร์โฮสเตสที่เพิ่งถูกให้ออก ผมมีคำถามหลายข้อ ทั้งในมิติของโซเชียลมีเดีย hate speech และสิทธิแรงงาน อย่างไรก็ดี ขอเคลียร์ก่อนว่าหากใครทราบจุดยืนทางการเมืองของผม ย่อมเข้าใจดีว่าความเห็นต่อไปนี้ไม่ได้มาจากความเห็นทางการเมืองที่เอนเอียงไปในทางเดียวกับพนักงานสายการบินคนนี้แต่อย่างใด ข้อสังเกตคือ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ขณะกำลังนั่งกินหอยแครงลวกอยู่เวลานี้ ก็ชวนให้คิดถึงคำพูดของนักวิชาการกัมพูชาคนหนึ่ง ที่เคยนั่งต่อหน้าอาหารเกาหลีจานพิเศษ คือหนอนทะเลดิบตัดเป็นชิ้นๆ ขยับตัวดึบๆ ดึบๆ อยู่ในจานแม้จะถูกตั้งทิ้งไว้เป็นชั่วโมง ตอนนั้น ผมบ่ายเบี่ยงไม่กล้ากินอยู่นาน แม้จะรู้ว่าเป็นอาหารพิเศษราคาแพงที่ศาสตราจารย์ชาวเกาหลีสรรหามาเลี้ยงต้อนรับการมาเกาหลีครั้งแรกของพวกเราหลายคน เพื่อนกัมพูชาบอกว่า "กินเถอะพี่ หอยแครงลวกในเมืองไทยน่ากลัวกว่านี้อีก" ผมจึงหาเหตุที่จะหลบเลี่ยงอีกต่อไปไม่ได้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมนั่งดูบันทึกรายการ The Voice Thailand (เดอะวอยซ์) เป็นประจำ แม้ว่าจะเห็นคล้อยตามคำนิยมของโค้ชทั้ง 4 อยู่บ่อยๆ แถมยังแอบติดตามความเห็นเปรี้ยวๆ ของนักเขียนบางคนที่ชอบเรียกตนเองสวนทางกับวัยเธอว่า "ป้า" ซึ่งหมดเงินกดโหวตมากมายให้นักร้องหนุ่มน้อยแนวลูกทุ่ง แต่ผมไม่ได้รับความบันเทิงจากเดอะวอยซ์เพียงจากเสียงเพลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมพยายามถามตัวเองว่า การจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามที่นำโดย "เสธ.อ้าย" จะมาจากเหตุผลประการใดบ้าง แต่ผมก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจว่า เอาเข้าจริง คนที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสธ.อ้ายจะมีเหตุผลหรือไม่ หรือหากมี พวกเขาจะใช้เหตุผลชุดไหนกันในการเข้าร่วมชุมนุม ยังไงก็ตาม อยากถามพวกคุณที่ไปชุมนุมว่า พวกคุณอยากให้ประเทศเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (20 พฤศจิกายน 2555) นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญไปบรรยายในงานสัมมนา "การเมืองเรื่องคนธรรมดา" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขอตัดส่วนหนึ่งของบทบรรยายของผมที่ใช้ชื่อว่า "การเมืองวัฒนธรรมดา: ความไม่ธรรมดาของสามัญชน" มาเผยแพร่ในที่นี้