Skip to main content

จนถึงวันนี้ การต่อสู้ของประชาชนในขบวนการ “คณะราษฎร 63” ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พลังของแสงดาวได้สร้างสรรค์สังคมไทยอย่างไร 

<--break->

เกริ่น

พลังทะลุทะลวงนี้แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือหากจะมี ก็ยังไม่เคยปรากฏพร้อมกันอย่างทรงพลัง กว้างขวาง อย่างที่เป็นมาแบบนี้มาก่อน หากจะเทียบกับขบวนการประชาชนในอดีต คงต้องเทียบกับพลังของ 

(1) การเปลี่ยนแปลงการปกครองทศวรรษ 2470-2480 

(2) การเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทยในทศวรรษ 2480 

(3) การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชน ชาวไร่ชาวนากรรมกร ในทศวรรษ 2510 (ยุค 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519) 

(4) ขบวนการคอมมิวนิสต์ทศวรรษ 2510-2520 

(5) “ม็อบมือถือ” การเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ทศวรรษ 2530 

(6) สมัชชาคนจนและการเมืองบนท้องถนน ของเอ็นจีโอชนชั้นกลางและคนจน ชาวไร่ชาวนา ชนชั้นล่าง ในทศวรรษ 2530-40

(7) การเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงในทศวรรษ 2540-2550 

การเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 63 จึงนับได้ว่าเป็นทั้งการสานต่อและสร้างประวัติศาสตร์ประชาชนหน้าใหม่ให้แก่ประวัติศาสตร์ไทยอย่างสำคัญและทรงพลัง

ฝ่าทะลุ 5 กำแพง

คณะราษฎร 2563 ได้ส่องแสงทะลุกำแพงมาแล้วมากมาย สรุปรวมได้อย่างน้อย 5 กำแพงด้วยกัน แต่ละการทะลุทะลวง ได้สานต่อการเพิ่มอำนาจทางการเมืองของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากแต่ละยุคสมัย ให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างสร้างสรรค์และมีมิติใหม่ๆ ยิ่งขึ้น ดังนี้

1. กำแพงชนชั้น คณะราษฎร 63 เป็นการรวมตัวต่อสู้เพื่อสิทธิทางการเมืองที่ข้ามพรมแดนของชนชั้นมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย การที่ทนายอานนท์เป็นลูกชาวนา คุณไมค์เป็นลูกกรรมกร มาร่วมสู้กับลูกหลานชนชั้นกลางระดับบนและระดับล่างหลายกลุ่ม ตลอดจนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างระดับการศึกษากัน ต่างช่วงชั้นทางสังคมกันมาร่วมมือกัน รวมทั้งการเชื่อมต่อกับชนชั้นกลางระดับล่างอย่างคนเสื้อแดง การประสานกันของมวลชนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมต่อกันของขบวนการประชาชนในปัจจุบัน 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเทียบเท่าได้กับการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 ก่อนหน้านั้นการขยายฐานอำนาจประชาชนในทศวรรษ 2470-2480 ยังคงเป็นการแสดงพลังของประชาชนชนชั้นนำและชนชั้นกลางระดับบนเป็นหลัก ส่วนการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนและคนเสื้อแดง โดยมากก็ยังคงเป็นพลังของชนชั้นกลางระดับล่าง คณะราษฎร 63 จึงนับได้ว่าสร้างการเชื่อมโยงของชนชั้นได้กว้างขวางไม่น้อยไปกว่าขบวนการนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 

2. กำแพงพื้นที่การเมือง คณะราษฎร 63 สร้างความเชื่อมโยงข้ามพื้นที่ในสามลักษณะด้วยกัน 

ประการแรก ข้ามพื้นที่ทั่วประเทศไทย พื้นที่การเมืองไม่ใช่กรุงเทพฯ เพียงเท่านั้นอีกต่อไป ในอดีตมีสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาในทศวรรษ 2510 ขบวนการคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 2510-2520 และขบวนการคนเสื้อแดงทศวรรษ 2550 ปัจจุบันมีขบวนการคณะราษฎร 63 ที่มีมวลชนเข้าร่วมครอบคลุมทั่วประเทศเช่นนี้

ประการที่สอง ข้ามประเทศ ในอดีต คณะราษฎร 2475 และเสรีไทยในทศวรรษ 2480 ได้เคยสร้างเครือข่ายข้ามประเทศในการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมยุโรปและญี่ปุ่น ในปัจจุบัน คณะราษฎร 2563 สร้างเครือข่ายข้ามประเทศผ่านเครือข่ายออนไลน์ เกิดการรวมตัวอย่างหลวมๆ เพื่อเกื้อหนุนกันสร้างกระแสประชาธิปไตยผ่าน #MilkTeaAlliance และการเชื่อมต่อออนไลน์ใน platform และรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งวรรณกรรมออนไลน์ใน แอพพลิเคชันอ่าน/เขียนวรรณกรรมอย่าง “จอยลดา”

ประการที่สาม ข้ามออนไลน์สู่ออฟไลน์ ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและ online platforms ต่างๆ คณะราษฎร 63 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาขยับและเชื่อมการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์เข้ากับออฟไลน์อย่างชาญฉลาด พวกเขาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นเพียงนักเลงคีย์บอร์ดที่กลัวแดดกลัวฝน ไม่อดทน และกลัวความเสี่ยง นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ใหญ่หลวงและใกล้ตัวของพวกเขาอย่างยิ่ง จนทำให้เขาตระหนักว่าลำพังการเคลื่อนไหวในโลกอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอต่อการสร้างผลสะเทือนแต่อย่างใด ทำให้เขาต้องลุกจากหน้าจอมาลงถนน 

3. กำแพงเพศสภาวะ การก้าวข้ามที่สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองย่อมมีการทะลายกำแพงเพศภาวะอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยมากแล้วกำแพงเพศภาวะที่ผ่านมายังคงอยู่ในกรอบของสังคมสองเพศ (binary gender) หากแต่การให้สิทธิหรือเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมทางเพศในปัจจุบันไปพ้นจากเพียงการเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศชาย-เพศหญิงไปสู่ non-binary gender เป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของความหลากเพศภาวะ ทั้งในแง่ของผู้มีส่วนปลุกพลังและขับเคลื่อนมวลชนเอง และผู้เข้าร่วมคณะราษฎร 63 สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นได้ชัดทั้งในประเด็นเรียกร้องและการแสดงออกของอัตลักษณ์ทางเพศ สัญลักษณ์ทางเพศ การใช้ภาษา ทั้งหมดชี้ว่า คณะราษฎร 63 ไม่เพียงเปิดรับความหลากหลายทางเพศ แต่ยังทำให้เห็นว่าความหลากหลายทางเพศคือความปกติของสังคม หากแต่คนเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ อย่างทัดเทียมกับเพศทางการชาย-หญิง 

นอกจากนั้น ขบวนการนี้ยังสัมพันธ์กับการรื้อระบบ beauty privilege หรือการให้ค่าความงามของเรือนร่างเป็นพิเศษ ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านและยกเลิกการประกวด “ดาว เดือน ดาวเทียม” ในหลายๆ มหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงประเด็นเรื่องการเรียกร้องสิทธิการใช้แรงงานทางเพศ กฎหมายการทำแท้ง การส่องแสงดาวทลายกำแพงเพศภาวะนี้นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตอย่างชัดเจน

4. กำแพงการมองคนไม่เท่ากัน การไม่เคารพความเป็นคนเป็นกำแพงพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของประชาชนตั้งแต่ไหนแต่ไรมา กล่าวได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวของประชาชนคือการเรียกร้องสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมือง การตัดสินชะตาชีวิตตนเอง การเคารพประชาชนในฐานะคนเท่ากัน แต่ความโดดเด่นประการหนึ่งของคณะราษฏร 63 คือการทลายกำแพงระบบอาวุโส การท้าทายระบบอาวุโสพัฒนามาตั้งแต่การต่อต้านระบบ SOTUS ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การตั้งคำถามกับระเบียบเครื่องแบบ ผมทรงนักเรียน การละเมิดสิทธินักเรียนในโรงเรียน ตลอดจนการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียนนับตั้งแต่ระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย การตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและปกป้องสิทธินักเรียน เช่น กลุ่มนักเรียนเลว 

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำลายเส้นแบ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ คือความเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยที่ผู้ใหญ่เดิมเข้าใจหรือถูกขีดเส้นไว้ได้ถูกทลายลง จนเกิดการมีส่วนร่วมของนักเรียน เยาวชนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ทำให้กล่าวกันว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้มีเยาวชนที่อายุน้อยที่สุดเข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรืออย่างน้อยก็อีกครั้งหนึ่งหลังจากขบวนการนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510

5. กำแพงสถาบันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสถาบันกษัตริย์และสถาบันตุลาการถูกเปิดเปลือยให้เห็นว่ากำลังเป็นสถาบันที่ก่อปัญหาแก่ระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นสถาบันที่เป็นปฏิบักษ์ต่อสถาบันประชาชน กล่าวคือ  

ประการแรก คณะราษฎรเป็นมวลชนกลุ่มแรกๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริงหลังคณะราษฎร 2475 หลังขบวนการ 14 ตุลา 2516 เป็นต้นมา สถาบันกษัตริย์ขยายฐานอำนาจทั้งในเชิงสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ มาโดยลำดับ โดยขาดการทัดทานอย่างจริงจังของขบวนการการเมืองประชาชนใดๆ มาก่อน หากจะไม่นับขบวนการคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต ขบวนการประชาชนต่างๆ ไม่เพียงไม่ทัดทานอำนาจสถาบันกษัตริย์ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนที่ผ่านมามักกลับเสริมอำนาจทางสังคมให้กับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกลับกลายเป็นการขยายทุนทางการเมืองให้แก่สถาบันกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้าม คณะราษฎร 63 ตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันกษัษตริย์ตลอดจนเรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์กลับมาเป็นสถาบันที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นสถาบันที่อยู่นอกและเหนือการเมืองอย่างแท้จริง เป็นที่เคารพเลื่อมใส เป็นศูนย์รวมอำนาจอธิปไตยของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

ประการที่สอง ล่าสุด เมื่อรัฐบาลเผด็จการ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจรัฐในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 63 อย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทั้งโดยการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง การจับกุมอย่างไม่ยุติธรรม ตลอดจนการไม่เคารพสิทธิการประกันตัวของศาล และการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาทางความคิดของเรือนจำและกรมราชทัณฑ์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรม ไร้หลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่องอย่างไร แกนนำคณะราษฎรจึงกลายเป็นตัวแทนของเหยื่อความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมของกระบวนการตุลาการและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นับเป็นปฏิบัติการเปิดเปลือย “ความอ-ยุติธรรมอำมหิต” ขนานใหญ่แบบที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย

ข้าม 4 ความมืดมน

ถึงแม้พลังนี้ได้ทะลุทะลวงกำแพงขวางกั้นความก้าวหน้าของสังคมไทยไปได้ไกลเพียงใด พวกเรายังจะต้องร่วมกันเป็นกระแสธารของดวงดาว จนก่อเกิดเป็นสายทางช้างเผือกของขบวนการประชาชน พวกเราจะยังต้องฝ่าทะลุกำแพงอีกมากมาย อย่างน้อยยังมีอีก 4 พรมแดนอันมืดมนที่ท้าทายการต่อสู้ต่อไป ดังนี้ 

1. ความมืดมนของกลุ่มคนเบี้ยล่าง (the subalterns) ประชาชนและคณะราษฎร 63 จะต้องเรียนรู้มิติของความเหลื่อมล้ำที่หลากหลายขึ้น ใช้แสงของสิทธิมนุษยชนนำทางให้ชัดขึ้น เข้าใจปัญหาผู้ทุพพลภาพทางกายและจิตใจ ปัญหาชาติพันธ์ุ ปัญหากรรมกร ปัญหาชาวไร่ชาวนา เรียนรู้ข้ามชนชาติ ข้ามพรมแดน ไปสู่แรงงานพลัดถิ่นข้ามชาติ เรียนรู้ให้มากขึ้นถึงปัญหาการรวมศูนย์อำนาจและการกัดกีนปิดกั้นอำนาจลักษณะต่างๆ ในแวดวงต่างๆ เช่น การรวมศูนย์อำนาจและการปิดกั้นสิทธิทางศาสนา (สำหรับชาวพุทธ พระถูกควบคุม ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง สำหรับชาวมลายูมุสลิม พวกเขาถูกปิดกั้นสิทธิทางอัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง ฯลฯ) 

2. ความมืดมนของกลไกอำนาจ คณะราษฎร 63 จะต้องร่วมกันแปลงพลังการเคลื่อนไหวของมวลชนในโลกออนไลน์และบนท้องถนน ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมือง ให้เกิดวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยและเคารพในสิทธิมนุษยชน ให้การเห็นคนเท่ากันและการเคารพความเห็นต่างกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวัน เป็นบรรทัดฐนของสังคม ต้องสร้างสะพานระหว่างพลังมวลชนกับกลไกของรัฐ หาวิธีเข้าสู่ระบบการเมือง สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบ อาศัยกลไกต่างๆ เพื่อแก้/รื้อรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายตั้งแต่กฎหมายการชุมชน/ควบคุมฝูงชน ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ แก้กฎหมาย ม. 112 

3. ความมืดมนของวัฒนธรรมการเมือง ความมืดมนนี้มาจากความคิดทางการเมืองและวิถีชีวิตที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ความมืดมนนี้ก่อให้เกิดพรมแดน ระหว่างคนต่างรุ่น (generation gap) ระหว่างคนรุ่นเดียวกัน ระหว่างคนที่ยังเชื่อมั่นกับระบอบเผด็จการยังเชื่อในลัทธิคนดี กับคณะราษฎร 63 และมวลชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมอุดมการณ์สิทธิมนุษยชน เราต้องสื่อสารข้ามพรมแดนปิดกั้นคนเหล่านี้ สร้างแนวร่วมข้ามคนเหล่านี้ หรือกระทั่งต้องเรียกร้อง (call out) ผู้คนที่มีบทบาทในสังคม เรียกคนที่ยังอยู่ในชุมชนของความคิดที่ว่า “แค่ทำดี เป็นคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง ประเทศก็จะดีเอง” ให้ออกมาจากที่พักพิงปลอดภัย (comfort zone) นั้น เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์มาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า ไม่เพียงแต่ความดีจะมีหลายแบบ ลำพังความดีและคนดีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หากระบบไม่เอื้อให้เกิดความเท่าเทียมกัน การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง และการเคารพในความเป็นมนุษย์ ต้องชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยเองไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายที่ประชาชนจะมีความสุขขึ้นกว่านี้ได้ ไม่มีทางลัดและไม่มีคนดีที่ไหนจะทำแทนเราได้

4. ความมืดมนของอนาคตแต่ละคน แม้ว่าในทุกวันนี้ พวกเราจะยังเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้นตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตย หากแต่วันข้างหน้า ไม่มีทางรู้ได้ว่าพวกเราเองนั่นแหละที่จะกลับกลายไปเป็นนักอนุรักษนิยมอีกหรือไม่ ยามใดก็ตามที่พวกคุณเข้าสู่เวทีอำนาจ เข้าสู่ผลประโยชน์มหาศาล ต้องเฝ้าถามตนเอง ตรวจสอบตนเองอยู่เสมอว่า ขณะนี้คุณได้ถูกระบบกลืนกลายจนเป็นอีกคนหนึ่งที่ฝืนต้านการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยอยู่หรือไม่ อย่าเพิ่งเชื่อว่า “เวลาจะอยู่ข้างเรา” เพราะเมื่อเราเติบโต มีอำนาจวาสนา เราเองนั่นแหละที่อาจจะฝืนเวลาอยู่ อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้เห็นวันนั้นจริงๆ ว่า “อนาคตหลังจากนี้ไปประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” เมื่อผ่านไปอีก 10 ปี 20 ปี ทำอย่างไรอุดมการณ์จะยังคงอยู่ ทำอย่างไรที่พวกคุณเองจะไม่ถูกดูดกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดิมที่ตนเองต่อต้านอีก ทำอย่างไรจึงจะไม่กลายเป็นแบบ “คนเดือนตุลาเลี้ยวขวา” หรือ “คอมมิวนิสต์นิยมเจ้า” ไม่ต้องกลับไป “สู้ไปกราบไป” อีก นี่เป็นอีกความมืดมนที่ท้าทายแสงดาวของปัจจุบันอยู่ในอนาคตอันใกล้ คือตัวคุณเองที่เป็นอุปสรรครอตัวคุณอยู่

สรุป

ในระยะเพียงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยความกล้าหาญ ซื่อตรงต่อตนเองและประวัติศาสตร์ ยึดมั่นต่อหลักการที่ให้ความสำคัญแก่พลังสร้างสรรค์ ความเสมอหน้า และมนุษยธรรม คณะราษฎร 63 ได้ทำให้ขบวนการประชาชนก้าวไปไกลและสานต่อพลังของการเคลื่อนไหวจากยุคก่อนหน้า นับตั้งแต่ทศวรรษของการอภิวัติช่วง 2470-80 ทศวรรษของประชาธิปไตยเบ่งบานโดยนิสิตนักศึกษาช่วงปี 2510 ทศวรรษของชนชั้นกลางเก่าและใหม่ช่วงปี 2530-2550 จนทุกวันนี้เป็นทศวรรษของคณะราษฎร 2560 หวังว่าทศวรรษของคณะราษฎรจะได้รับการสานต่อไปข้างหน้า หวังว่าแสงดาวที่สาดสว่างอยู่ในวันนี้ จะยังฝ่าข้ามพรมแดนไปสาดส่องกลบลบความมืดมนในอีกหลายมิติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ต่อไป

แม้วันนี้ดวงดาวของเราหลายดวงจะยังรอการปลดปล่อยจากการคุมขังที่ไม่ชอบธรรมและไร้มนุษยธรรม ผมและเพื่อนๆ ในที่นี้ต่างก็มั่นใจว่า แสงดาวของพวกเขาย่อมจะไม่อาจถูกกักขังจองจำได้ พวกเราจะต้องมั่นคงต่อตนเองว่าจะสู้เพื่อให้เขาได้รับอิสรภาพ และสานต่อการต่อสู่ของประชาชนโดยสันติ ไปจนกว่าวันที่ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างแท้จริง 

 

อ่าน บนเวที “เปิดไฟให้ดาว” จัดโดย People Go

ณ Skywalk ปทุมวัน กรุงเทพฯ 

10 พฤษภาคม 2564

 

ยุกติ มุกดาวิจิตร

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บล็อกของ ยุกติ มุกดาวิจิตร

ยุกติ มุกดาวิจิตร
ยามปีใหม่ ยากที่จะหาของขวัญที่ไม่กลายเป็นขยะในชั่วข้ามคืนได้ เพื่อนชาวอเมริกันที่ผมรู้จักหลายคน ซึ่งดูท่าจะทั้งเป็นนักช้อปและเป็นคนช่างมีเหตุผล ก็เลยใช้วิธีให้เด็กๆ เขียนลิสต์รายการสิ่งของที่อยากได้ยามสิ้นปี เพื่อเป็นหลักประกันว่าของที่ซื้อมาให้จะถูกใจผู้รับสักชิ้นหนึ่ง 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (24 ธันวาคม 2555) กสทช.เชิญให้ผมไปร่วมแสดงความเห็นในเวทีเสวนาสาธารณะ “1 ปี กสทช. กับความ (ไม่) สมหวังของสังคมไทย” ทีแรกผมไม่คิดว่าตนเองจะสามารถไปวิจารณ์อะไรกสทช.ได้ แต่ผู้จัดยืนยันว่าต้องการมุมมองแบบมานุษยวิทยา ผมจึงตกปากรับคำไป 
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ข้อโต้แย้งต่อความเห็นผมจากของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่ลงในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1355920241&grpid=03&catid=&subcatid=) ย้ำให้เห็นชัดถึงความอับจนของกรอบคิดของคนกลุ่มนี้ต่อไปนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ไม่เพียงแต่นักเขียนบางคนเท่านั้นที่อาจจะไม่เข้าใจหรือมองข้ามประเด็นความแตกต่างทางชาติพันธ์ุ แต่ผมคิดว่าแวดวงภาษาและวรรณกรรมบ้านเราอาจจะไม่ตระหนักถึงปัญหานี้โดยรวมเลยก็ได้ และในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าซีไรต์เองอาจจะมีส่วนสร้างวัฒนธรรมไม่อ่อนไหวต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน และถึงที่สุดแล้ว นี่อาจจะกลายเป็นข้อจำกัดที่ปิดกั้นโอกาสที่วรรณกรรมไทยจะก้าวเข้าสู่ระดับสากล
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ทัศนะของนายแพทย์ที่เป็นตัวแทนของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความคิดคับแคบของผู้มีอำนาจกลุ่มหนึ่ง ที่มักใช้อำนาจก้าวก่ายชีวิตผู้คน บนความไม่รู้ไม่เข้าใจไม่อยากรับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่ละเอียดอ่อน และบนกรอบข้ออ้างเรื่องคุณธรรมความดีที่ยกตนเองเหนือคนอื่น
ยุกติ มุกดาวิจิตร
แทนที่จะเถียงกับอีกท่านหนึ่งที่วิจารณ์ผมต่อหน้ามากมายเมื่อวาน ผมขอใช้พลังงานเถียงกับข้อเสนอล่าสุดของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีจากข่าวในมติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354935625&grpid=01&catid=&subcatid=) ดังนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
นึกไม่ถึงและนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ทำไมคนเปิดร้านขายหนังสือในปลายศตวรรษที่ 20 - ต้น 21 จะมีความคิดแบบนี้ได้ นี่แสดงว่าเขาไม่ได้อ่านหนังสือที่เขาขายบ้างเลย หรือนี่แสดงว่าการอ่านหนังสือไม่ได้ช่วยจรรโลงจิตใจนายทุนบางคนขึ้นมาได้เลย*
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 เมื่ออ่านข่าวแอร์โฮสเตสที่เพิ่งถูกให้ออก ผมมีคำถามหลายข้อ ทั้งในมิติของโซเชียลมีเดีย hate speech และสิทธิแรงงาน อย่างไรก็ดี ขอเคลียร์ก่อนว่าหากใครทราบจุดยืนทางการเมืองของผม ย่อมเข้าใจดีว่าความเห็นต่อไปนี้ไม่ได้มาจากความเห็นทางการเมืองที่เอนเอียงไปในทางเดียวกับพนักงานสายการบินคนนี้แต่อย่างใด ข้อสังเกตคือ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ขณะกำลังนั่งกินหอยแครงลวกอยู่เวลานี้ ก็ชวนให้คิดถึงคำพูดของนักวิชาการกัมพูชาคนหนึ่ง ที่เคยนั่งต่อหน้าอาหารเกาหลีจานพิเศษ คือหนอนทะเลดิบตัดเป็นชิ้นๆ ขยับตัวดึบๆ ดึบๆ อยู่ในจานแม้จะถูกตั้งทิ้งไว้เป็นชั่วโมง ตอนนั้น ผมบ่ายเบี่ยงไม่กล้ากินอยู่นาน แม้จะรู้ว่าเป็นอาหารพิเศษราคาแพงที่ศาสตราจารย์ชาวเกาหลีสรรหามาเลี้ยงต้อนรับการมาเกาหลีครั้งแรกของพวกเราหลายคน เพื่อนกัมพูชาบอกว่า "กินเถอะพี่ หอยแครงลวกในเมืองไทยน่ากลัวกว่านี้อีก" ผมจึงหาเหตุที่จะหลบเลี่ยงอีกต่อไปไม่ได้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมนั่งดูบันทึกรายการ The Voice Thailand (เดอะวอยซ์) เป็นประจำ แม้ว่าจะเห็นคล้อยตามคำนิยมของโค้ชทั้ง 4 อยู่บ่อยๆ แถมยังแอบติดตามความเห็นเปรี้ยวๆ ของนักเขียนบางคนที่ชอบเรียกตนเองสวนทางกับวัยเธอว่า "ป้า" ซึ่งหมดเงินกดโหวตมากมายให้นักร้องหนุ่มน้อยแนวลูกทุ่ง แต่ผมไม่ได้รับความบันเทิงจากเดอะวอยซ์เพียงจากเสียงเพลง
ยุกติ มุกดาวิจิตร
 ผมพยายามถามตัวเองว่า การจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามที่นำโดย "เสธ.อ้าย" จะมาจากเหตุผลประการใดบ้าง แต่ผมก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจว่า เอาเข้าจริง คนที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสธ.อ้ายจะมีเหตุผลหรือไม่ หรือหากมี พวกเขาจะใช้เหตุผลชุดไหนกันในการเข้าร่วมชุมนุม ยังไงก็ตาม อยากถามพวกคุณที่ไปชุมนุมว่า พวกคุณอยากให้ประเทศเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เมื่อวาน (20 พฤศจิกายน 2555) นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชิญไปบรรยายในงานสัมมนา "การเมืองเรื่องคนธรรมดา" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขอตัดส่วนหนึ่งของบทบรรยายของผมที่ใช้ชื่อว่า "การเมืองวัฒนธรรมดา: ความไม่ธรรมดาของสามัญชน" มาเผยแพร่ในที่นี้