Skip to main content

มนุษยศาสตร์มักหมกมุ่นอยู่กับนักคิดในอดีตเช่นนักปรัชญากรีกโบราณอย่างโสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ที่มีชีวิตอยู่จะมีชีวิตอยู่ในอนาคต หมายความว่าชีวิตของพวกเขาจะถูกผสานรวมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง

ปัจจุบันจำนวนนักศึกษาในสาขามนุษยศาสตร์กำลังลดน้อยลง และที่ปรึกษาทางวิชาการมักจะดูแคลนว่าศิลปศาสตร์ไม่น่าจะตอบสนองตลาดแรงงานได้ดีเท่ากับสาขาวิชาภาคปฏิบัติต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือมนุษย์ และการต่อประสานระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นพรมแดนที่ขาดมุมมองแบบมนุษยศาสตร์ไปไม่ได้

สามทศวรรษก่อน สมัยที่ผมเป็นนักวิจัยโพสต์ด็อกมือใหม่ ผมได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษามากประสบการณ์ว่าเพื่อความสำเร็จในวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์ ผมจำเป็นต้องเชี่ยวชาญในสาขาวิชาแคบๆ สักสาขาหนึ่ง และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในเรื่องนั้นให้ได้ ย้อนกลับไปตอนนั้น การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็นมืออาชีพ ผู้ผลิตรองเท้าหนังที่มีพื้นยางควรรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการประดิดประดอยหนังและยางให้อยู่ในรูปของรองเท้าโดยไม่มีเวลาเหลือสำหรับการเรียนรู้สิ่งอื่นรอบนอก

โชคดีที่ผมไม่ได้ฟังคำแนะนำเก่าๆ นั้น เพราะมุมมองแบบสหวิทยาการคือผู้สร้างนวัตกรรมในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น อนาคตข้างหน้ายังอยู่ในมือของความร่วมมือระหว่างศิลปศาสตร์กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยเชิงวิชาการเกี่ยวกับส่วนต่อประสานระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรจะทำให้สาขาวิชาต่างๆ ที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวา และเชื่อมโยงมนุษยศาสตร์เข้ากับอนาคตของเรามากกว่าอดีต

มีตัวอย่างสองสามเรื่องแว่บเข้ามาในหัวผม หนึ่งคือการศึกษาด้านจริยศาสตร์ มีคำถามสำคัญเชิงจริยศาสตร์เกี่ยวกับพันธุวิศวกรรมอยู่หลายข้อ เช่น เราควรปรับปรุงพันธุกรรมของมนุษย์ในด้านไหน หรือเราควรออกแบบคุณสมบัติของคนที่เราต้องการให้สังคมมีหรือเปล่า

เรื่องต่อมาเกี่ยวข้องกับผลกระทบของบิ๊กเดต้า กล่าวคือเราจะใช้ข้อมูลมากมายที่รวบรวมไว้รายวันอย่างไร และจะวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์อย่างไร เราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อสร้างแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ซึ่งจะทำนายพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายหรือการตัดสินใจทางการเมืองได้หรือไม่

พัฒนาการล่าสุดในแวดวงวิทยาการหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine learning) นำเราไปสู่คำถามพื้นฐานทางปรัชญา อาทิ จิตสำนึกคืออะไร เจตจำนงเสรีมีจริงไหม

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับจุดประสงค์ของชีวิตมนุษย์ เช่น หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ทั้งหมดตั้งแต่ในไซต์งานก่อสร้างจนถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า เศรษฐกิจในอนาคตจะปรับตัวสู่สภาพความเป็นจริงใหม่ที่มนุษย์มีอะไรทำน้อยลงได้อย่างไร มนุษย์จะลา “วันหยุด” ถาวรเลยหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ความหมายของชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรเมื่อถึงคราวที่ศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานภาคบังคับอีกต่อไป

ยังมีคำถามพื้นฐานอีกหลายอย่าง เช่น ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการรังสรรค์งานศิลปะหรือวิทยาศาสตร์นั้นมีลักษณะเฉพาะหรือสามารถผลิตซ้ำได้ด้วยเครื่องจักร จะมีโลกที่เราใช้ปัญญาประดิษฐ์ผลิตงานศิลปะหรือสร้างการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ปัญญาประดิษฐ์กำลังถูกออกแบบให้ทำงานแทนแพทย์ในการจ่ายยาให้กับคนไข้ที่มีอาการของโรคที่เรารู้จักกันดี แต่คอมพิวเตอร์ควรได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาคนไข้ด้วยหรือเปล่า และหากปัญญาประดิษฐ์ทำผิดพลาดจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ควรต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย หรือเราควรมองว่าอัลกอริทึมที่ "เรียนรู้ด้วยตนเอง" เป็นอิสระจากมนุษย์ผู้สร้างมันขึ้นมากันแน่

เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงในที่สาธารณะเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของชุดข้อมูล คำถามคือเราควรปกป้องชีวิตส่วนตัวของเราเองกันอย่างไรในโลกอนาคตแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ ใครควรได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล และเราจะลดผลกระทบจากการสูญเสียข้อมูลในยามที่เกิดภัยพิบัติที่ไม่คาดคิดได้อย่างไร

ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่คงนำความสนุกสนานมาสู่ชาวกรีกโบราณ อริสโตเติลคงต้องตราตรึงแน่ๆ กับจักรวาลวิทยาของบิ๊กแบง อริสตาร์คุสแห่งซามอสคงหลงใหลกับการค้นพบล่าสุดเกี่ยวกับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ซีโนแห่งเอเลียคงรู้สึกทึ่งเมื่อตระหนักว่าเขาสามารถสตาร์ทรถได้ด้วยการใช้แอพลิเคชั่นผ่านแอปเปิ้ลวอชท์บนข้อมือ และโสกราตีสคงจะตั้งคำถามอย่างวิพากษ์วิจารณ์กับแนวคิดเรื่องพฤติกรรมตามหมู่ (herd mentality) ที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

นักปรัชญา นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา และศิลปินควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและคุณค่าของมนุษย์มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับนกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน นักมนุษยศาสตร์มีเข็มทิศทางศีลธรรมที่เตือนเราถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในอนาคต ทั้งพวกเขายังมีทักษะในการจินตนาการถึงสภาพความเป็นจริงที่เราควรปรารถนาก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะสร้างมันขึ้นมาได้ อนาคตจึงจะต้องเป็นอนาคตแบบสหวิทยาการ และนักมนุษยศาสตร์ควรมีบทบาทหลักในการก่อร่างสร้างอนาคต.

*แปลร่วมกับ Google Translator Toolkit จาก Abraham Loeb. 2019. "The Humanities and the Future" Scientific American. Availalbe from https://blogs.scientificamerican.com/observations/the-humanities-and-the-future/

**อับราฮัม เลิบ เป็นหัวหน้าภาควิชาดาราศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ 'Harvard's Black Hole Initiative' ศูนย์ศึกษาหลุมดำแบบสหวิทยาการด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และปรัชญา

 

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
Fully Automated Luxury Communism หนังสือเล่มล่าสุดของอารอน บาสตานี (Aaron Bastani) แห่ง Novara Media ถือเป็นผลงานล่าสุดในกลุ่มงานเขียนแนวหลังทุนนิยม ซึ่งรวมถึงหนังสืออย่าง Four Futures ของปีเตอร์ เฟรส, Postcapit
Apolitical
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา งานเขียนสำคัญของอัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน (Albert O.
Apolitical
คำว่า “โว้ค” และ “ลัทธิโว้ค” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ดาษดื่นในกลุ่มฝ่ายขวาในช่วงปีเศษที่ผ่านมา คนลวงโลกอย่างคริส รูโฟ, เจมส์ ลินด์เซย์ และจอร์แดน ปีเตอร์สัน มักจะออกมาด่าทอสิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นความเคลื่อนไหวของลัทธินี้อยู่เป็นประจำ จุดขายหลักของร็อบบี้ โซฟ แห่งนิตยสาร Reason คือการหยิบยกเหตุการณ์
Apolitical
ต่อไปนี้คือความพยายามของผมในการสังเคราะห์แวดวงเทคโนโลยีวิพากษ์ (technology criticism) ที่กำลังเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นชุดหลักการทั่วไปที่มักปรากฏซ้ำ ความคิดเหล่านี้เป็นของนักคิดหลายๆ คน งานหลักของผมคือการกลั่นกรองให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญๆ และรวบรวมมันไว้ที่เด
Apolitical
รัฐบาลทั้งหลายแห่งโลกอุตสาหกรรม ท่านผู้เป็นยักษ์ใหญ่ผู้เหนื่อยล้าแห่งเนื้อหนังและเหล็กกล้า ข้าพเจ้ามาจากไซเบอร์สเปซ บ้านใหม่แห่งจิตใจ ในนามของอนาคต ข้าพเจ้าขอร้องต่อท่านผู้เป็นตัวแทนของอดีตว่า จงปล่อยพวกเราไว้ตามลำพัง ท่านไม่เป็นที่ต้องการในหมู่พวกเรา และท่านไม่มีอำนาจอธิปไตยใดๆ เหนือดินแดนที่พวก
Apolitical
ดูเหมือนเหล่านักรบทางวัฒนธรรมฝ่ายขวาประเภทหนึ่งซึ่งไม่น้อยมักเรียกตนเองว่า “อิสรเสรีนิยม” มักจะสับสนว่า “ตลาดเสรีทางความคิด” (free marketplace of ideas) ที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร มนุษย์ผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ยึดถือเสรีภาพในการพูดโดยสมบูรณ์” (free speech absolutists) เหล่านี้ไม่เคยหยุดแสด
Apolitical
ในยุคของ Netflix, Spotify และ Amazon พวกเราหลายคนเข้าถึงผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ ซึ่งหมายความว่าเราแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อผลงานเหล่านั้น แต่กลับต้องเช่าใช้งานภายใต้เงื่อนไขนานาประการแทน และเพราะเนื้อหาเหล่านั้นอยู่ในรูปดิจิทัล การนำไปขายต่อ ให้ยืม หรือแม้แต่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ส่วนตัว
Apolitical
ในบทสัมภาษณ์ปี 2005 บิล เกตส์เคยกล่าวปรามาสขบวนการวัฒนธรรมเสรีและโอเพนซอร์ส (free culture/open source) ว่าเป็น “พวกคอมมิวนิสต์สมัยใหม่บางจำพวกที่ต้องการกำจัดแรงจูงใจของเหล่านักดนตรี คนทำหนัง และคนทำซอฟต์แวร์ ภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา”
Apolitical
ผมเพิ่งอ่าน Content หนังสือรวมบทความและปาฐกถาล่าสุดของคอรี ด็อกเทอโรว์ ในนั้นมีข้อวิจารณ์ที่คมคายเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจจัดการสิทธิ์ดิจิทัล (DRM) ซึ่งมีลักษณะมุ่งสร้างศัตรู เขาเขียนว่า DRM คือแนวคิดที่ว่า “ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงควรมีสิทธิ์กำหนดว่าคุณสามารถเล่นแผ่นเสียงของใครได้บ้าง และผู้ผลิตแผ
Apolitical
กว่าจะเป็นทุกวันนี้ความทรงจำหนึ่งที่ถาโถมเข้าหาผมและเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในระบบนิเวศนี้ ก็คือการต้องคอยแพ็กและแบกหนังสือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปร่วมงานอีเวนต์หนังสือศิลปะ ความทรงจำนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของเภทภัยอันเกิดจากการจัดจำหน่าย:
Apolitical
วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภา
Apolitical
“นี่คือหนังสือว่าด้วยอาณาจักรของโจรสลัดทั้งที่มีอยู่จริงและที่อยู่ในจินตนาการ” เกรเบอร์เปิดประโยคแรกของหนังสือที่น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายของเขาไว้ “และมันยังว่าด้วยเวลาและสถานที่ที่ยากจะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรเป็นเพียงจินตนาการ”