Skip to main content

ผมใส่ Red Moon ของคิม สแตนลีย์ โรบินสัน (Kim Stanley Robinson) ไว้ในรายการ “อยากอ่าน” (to-read) บน Goodreads มานานแล้ว หลักๆ เป็นเพราะผมเป็นแฟนผลงานอื่นๆ ของเขาและชื่อเรื่องก็ฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ด้วย เสียดายที่ผมดันผัดผ่อนไปเรื่อยไม่ได้อ่านจริงๆ สักทีเพราะคำโปรยใน Goodreads แทบไม่บอกเลยว่าประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (systemic transition) เป็นแกนหลักของหนังสือเล่มนี้มากแค่ไหน (จริงๆ แล้วเป็นหลักใหญ่ใจความของหนังสือเล่มนี้มากกว่าในเล่ม New York 2140 เสียอีก) แถมยังทำให้ดูเหมือนมันเป็นนิยายสืบสวนเสียอีก

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2047 ท่ามกลางความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงและวิกฤตความชอบธรรมทั้งในจีนและสหรัฐฯ ในจีน ผู้คนรู้สึกว่าลัทธิสังคมนิยมได้ตายจากไปแล้ว รัฐกลายเป็นเครื่องมือของคณาธิปไตยซึ่งประกอบด้วยมหาเศรษฐีและชนชั้นนำในพรรคที่สืบทอดอำนาจกันมา ส่วนในสหรัฐฯ ผู้คนรู้สึกทำนองเดียวกันว่าประชาธิปไตยแบบผู้แทนได้ตายไปแล้ว และรัฐบาลอเมริกันเป็นทรัพย์สินของมหาเศรษฐีและบรรษัทต่างๆ ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องสังเกตว่า ระบบการปกครองไม่อาจดำรงอยู่ระยะยาวได้ หากคนส่วนใหญ่ภายใต้การปกครองนั้นๆ เห็นว่ามันขาดความชอบธรรม ระบบของอเมริกาและจีนดำรงอยู่ได้นานก็เพราะเหตุนี้เอง แต่ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และสาธารณรัฐประชาชนจีนต่างก็ถูกเขย่าด้วยการลุกฮือของมวลชนครั้งใหญ่ที่สุด และเผชิญภัยคุกคามต่อระเบียบรัฐธรรมนูญขั้นพื้นฐานอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะสาธารณชนมองว่าพวกเขาสูญเสียอาณัติสวรรค์ (Mandate of Heaven)

ในสหรัฐฯ สหภาพเจ้าของบ้าน (Householder’s Union) ที่มีลักษณะคล้ายกับในหนังสือ New York 2140 แต่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหนึ่งศตวรรษ เติบโตจนมีสมาชิกถึง 200 ล้านคน สมาชิกหลายคนหรืออาจจะส่วนใหญ่กำลังร่วมกันหยุดจ่ายค่าเช่า ค่าจำนอง หนี้สิน และภาษีให้กับรัฐบาล ในทั้งสหรัฐฯ และจีน กลุ่มผู้คัดค้านกำลังถอนเงินออกจากธนาคารเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดการแตกตื่นถอนเงิน ความเสี่ยงล้มละลาย และแนวโน้มการถูกทำให้เป็นของรัฐในทันทีในฝั่งสหรัฐฯ พวกเขาเหล่านี้นำเงินไปใส่ในสกุลเงินคริปโตที่ชื่อ “carboncoin” ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการกำจัด CO₂ ออกจากบรรยากาศด้วยกระบวนการที่พิสูจน์ได้ และสามารถใช้ซื้อได้เฉพาะสินค้าจำเป็นที่ผลิตอย่างยั่งยืนเท่านั้น

การที่ผู้สนับสนุนสกุลเงินใหม่นี้มีจำนวนหลายล้านคน ทั้งยังเรียกร้อง “การกำกับดูแลด้วยบล็อกเชน” (blockchain governance) ยิ่งทำให้ผู้มีอำนาจในทุกที่รู้สึกกังวลมากขึ้น

“คุณเข้าใจแนวคิดการกำกับดูแลด้วยบล็อกเชนไหม?” ถ้า ฉู (Ta Shu) ถามจอห์น เซมเพิล

จอห์นยักไหล่ “ผมคิดว่าแนวคิดคือ ถ้าทุกคนมีอุปกรณ์ผูกข้อมือและเชื่อมต่อคลาวด์ได้ ทุกคนก็จะสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลระดับโลก (global governance) รูปแบบหนึ่งซึ่งทุกการกระทำไม่ว่าจะด้านกฎหมายหรือการเงินจะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน ได้รับการจดบันทึก และมีความปลอดภัยอย่างเป็นสาธารณะในทุกๆ ขั้นตอน เป็นแบบนี้กับกฎหมายทุกๆ ฉบับ”

* * *

การกำกับดูแลด้วยบล็อกเชนคือประชาธิปไตยทางตรงที่มีอัลกอริทึมเป็นผู้ช่วย หรือเป็นรัฐบาลตัวแทนซึ่งตัวแทนบางส่วนทำงานในรูปแบบของอัลกอริทึม

ในสหรัฐฯ ช่วงไคลแมกซ์ของเรื่อง การชุมนุมกระจายทั่วประเทศ วอชิงตัน ดี.ซี. ที่เดียวมีผู้ชุมนุมถึงสี่ล้านคน ส่วนในจีน พื้นที่ปักกิ่งทั้งภูมิภาคถูกปิดตายโดยผู้คนหลายสิบล้านคน แทบทุกคนที่อยู่ในระยะเดินถึงเมืองหลวงต่างหลั่งไหลเข้ามา รัฐจึงตกอยู่ในภาวะเป็นอัมพาต ทำได้เพียงรอให้ผู้ชุมนุมอ่อนล้าหรือล่าถอยไปเอง

ตัวละครหลักในมุมมองของเรื่องคือ ฉาน ฉี (Chan Qi) หรืออาจพูดให้ถูกคือ เฟรด เฟรเดอริกส์ เพื่อนร่วมทางของเธอ ซึ่งบทบาทสำคัญคือทำหน้าที่สังเกตการณ์เธอแทนผู้อ่าน ฉานเป็น “เจ้าหญิงของพรรค” (Party princess) ลูกสาวนอกคอกของสมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo) ผู้ชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจจากผู้นำคนปัจจุบัน เธอยังเป็นผู้นำลับที่สำคัญที่สุดของขบวนการผู้เห็นต่างในจีน ซึ่งมักถูกเอ่ยถึงในชื่อกลุ่มซ้ายใหม่ (New Left) ฐานสนับสนุนหลักของพวกเขาคือ “กลุ่มพันล้านคน” (the billion) หรือแรงงานอพยพจากชนบทที่อาศัยและทำงานในเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สามไร้” (three withouts) อุดมการณ์ของกลุ่มซ้ายใหม่คือคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้ายที่ผสมผสานนีโอเหมาอิสม์กับประชาธิปไตยเสรีนิยม เป้าหมายของพวกเขาคือทำให้พรรคและรัฐเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงดังที่จินตนาการถึงในอดีต เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการสังคมนิยมแบบเท่าเทียมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นยากไร้ และแทนที่การปกครองตามอำเภอใจด้วยหลักนิติรัฐและหลักประกันกระบวนการที่แท้จริง เช่นเดียวกับสหภาพเจ้าของบ้านในสหรัฐฯ กลุ่มซ้ายใหม่ต้องการจัดระเบียบกรอบเศรษฐกิจและการเมืองแบบนีโอเหมาอิสม์บนฐานของสกุลเงินคาร์บอนคอยน์และการกำกับดูแลด้วยบล็อกเชน

เช่นเดียวกับตัวละครเอกของโรบินสันในผลงานอย่าง Shaft ไปจนถึง Gorky Park ฉานและเฟรเดอริกส์ใช้เวลาทั้งเรื่องหลบๆ ซ่อนๆ ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งบนโลกและบนดวงจันทร์ หลบหนีศัตรูที่ไม่รู้ตัวตน ในเกมการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร โดยได้รับความช่วยเหลือจากบรรดามิตรสหายซึ่งแรงจูงใจที่แท้จริงก็ไม่ชัดเจน

ภายในรัฐบาลพรรคเดียวของจีนเต็มไปด้วยเขาวงกตแบบไบแซนไทน์ของก๊กการเมืองต่างๆ ตั้งแต่สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองที่ต่างช่วงชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจ ไปจนถึงหน่วยความมั่นคงและข่าวกรองนอกลู่นอกทาง และกลุ่มแตกแถวภายในแต่ละหน่วยที่ปฏิบัติการเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองตามอำเภอใจ รัฐสอดแนมของจีนเองก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับในบอลข่าน อำนาจของรัฐไม่ปะติดปะต่อ ขาดความสมบูรณ์ และการประสานงานหรือรวบรวมข้อมูลระหว่างหน่วยก็ย่ำแย่ กลุ่มตัวร้ายหลักที่ไล่ล่าฉานกับเฟรเดอริกส์คือ “หงส์ทวน” (Red Spear) กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงในหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งจับมือกับสมาชิกสายอนุรักษนิยมที่สุดของคณะกรรมการประจำกรมการเมืองที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่

ขณะเดียวกัน ฉานกับเฟรเดอริกส์ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังพันธมิตร ตั้งแต่ผู้ท้าชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจรายอื่นๆ ในคณะกรรมการประจำกรมการเมืองและเครือข่ายของพวกเขาภายในหน่วยงานรัฐต่างๆ ไปจนถึงผู้เล่นอิสระบนดวงจันทร์ และกลุ่มแตกแถวในกลไกความมั่นคงของสหรัฐฯ

ไคลแมกซ์ของเรื่องว่าด้วยจุดศูนย์กลางสำคัญสองจุดในพายุการเมืองจีนคือ ฉาน ฉี ผู้นำขบวนการต่อต้านมวลชน และเผิง หลิง (Peng Ling) สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองสายก้าวหน้า ผู้กำลังชิงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคหญิงคนแรก และมีท่าทีเห็นอกเห็นใจเป้าหมายของขบวนการต่อต้านอยู่พอสมควร

เรื่องราวส่วนใหญ่ว่าด้วยการที่เผิงช่วยเหลือฉานจากระยะไกล ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ฝังตัวอยู่ในกลไกระบอบราชการต่างๆ ทั้งบนโลกและบนดวงจันทร์ เธอให้กองกำลังฝ่ายความมั่นคงที่ภักดีต่อเธอช่วยคุ้มครองฉานและเฟรเดอริกส์ หรือไม่ก็ให้พันธมิตรท้องถิ่นช่วยปล่อยตัวทั้งสองคนจากการจับกุมของฝ่ายความมั่นคงที่ทำงานร่วมกับกลุ่มทวนแดง แต่ความช่วยเหลือเหล่านี้กระจัดกระจายและประสานงานกันได้ไม่ค่อยดีนัก

ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้กลุ่มพลังหลวมๆ นี้รวมตัวกันได้คือ “ลิตเติลอายบอลล์” (Little Eyeball) ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ที่ถูกโปรแกรมโดยนักวิเคราะห์ข่าวกรองนิรนามผู้เห็นอกเห็นใจฉาน ฉี และกลุ่มต่อต้าน เมื่อนักวิเคราะห์คนนั้นถูกจับกุม ลิตเติลอายบอลล์ก็เริ่มปฏิบัติการอย่างอิสระตามคำสั่งที่โปรแกรมไว้ล่วงหน้า มันลอบแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างข้อมูลของรัฐบาลพรรคเดียวของจีนทั้งระบบเพื่อค้นหาวิธีช่วยเหลือขบวนการต่อต้านด้วยตัวเอง มันส่งข้อความเป็นพันๆ ฉบับไปยังบุคลากรในพรรค รัฐ และขบวนการต่อต้าน เพื่อพยายามประสานการเคลื่อนไหวและผลักดันให้มุ่งสู่ทิศทางที่ประสบความสำเร็จ

ในขณะเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้น เผิง หลิงก็ได้รับเลือกเป็นประธานและเลขาธิการพรรค รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหาร บิดาของฉาน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพันธมิตรของเผิงมานานแล้ว ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยความช่วยเหลือของลิตเติลอายบอลล์ เผิงจึงสามารถติดต่อฉานซึ่งกำลังหลบซ่อนหลังรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหารโดยกลุ่มทวนแดงบนรถโรเวอร์บนดวงจันทร์ เผิงชักชวนให้ฉาน ฉี ให้ความร่วมมือและช่วยทำให้ขบวนการต่อต้านสงบลงแลกกับคำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าปฏิรูป ฉานยอมตกลงและส่งข้อความออกไปว่า “พวกเรา นี่คือฉาน ฉี พวกเราต่อสู้กันมาได้ดีมาก หลังจากนี้ปล่อยให้ผู้นำชุดใหม่เดินหน้าปฏิรูปกันต่อไป ช่วยกันจับตา ดูให้แน่ว่าผู้นำชุดใหม่จะเป็นตัวแทนของเราได้จริงๆ ช่วยกันจับตา!” สถานการณ์นี้คล้ายกับกรณีที่วัต ไทเลอร์ (Wat Tyler) เจรจาต่อรองกับริชาร์ดที่สอง เพียงแต่คราวนี้ริชาร์ดกลับเห็นอกเห็นใจกลุ่มกบฏและเจรจาด้วยความสุจริตใจ

เมื่อเดินทางมาถึงตอนจบ ฉาน ฉี ซึ่งยังคงหนีการไล่ล่าของกลุ่มทวนแดงที่เหลือรอดและออกล้างแค้น ได้รับข่าวว่าเผิงได้ประกาศปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เช่น รื้อฟื้นนโยบาย “ชามข้าวเหล็ก” (Iron Rice Bowl – อันได้แก่ การรับประกันการจ้างงาน ค่าครองชีพและสวัสดิการอื่นๆ ที่เคยมีก่อนยุคการปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง) ทว่ากลับถอยหลังในด้านของการปฏิรูปการเมือง เช่น หลักนิติรัฐ และการรื้อทำลายรัฐสอดแนม ในขณะเดียวกัน สหภาพเจ้าของบ้านได้ขยายตัวไปในระดับโลก โดยมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นถึงสี่พันล้านคน และได้ออกเงินอุดหนุนคาร์บอนคอยน์ให้กับสมาชิกทุกคน

ผมสนุกกับคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการต่อต้านในจีนและในอเมริกาในเรื่องนี้มากพอๆ กับคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการต่อต้านอเมริกันในเรื่อง New York 2140 และรัฐดาวอังคารแบบกระจายศูนย์และแทบไม่เป็นรัฐในไตรภาคดาวอังคาร (Mars Trilogy) หลังได้รับเอกราชแล้ว รัฐดาวอังคารในหนังสือชุดหลังมีลักษณะคล้ายสหพันธรัฐคอมมูนระดับโลก เป็นประชาธิปไตยทางตรง และมีความเป็นนครรัฐ เป้าหมายแห่งความเสมอภาคระดับพื้นฐานของรัฐได้รับการสอดแทรกเข้าไปในกฎเกณฑ์ด้านทรัพย์สินไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ต้องรอให้เกิดขึ้นจากการกำกับดูแลของรัฐ เช่น ที่ดินถือเป็นสมบัติร่วมดูแลของสังคม (social commons) และแรงงานถือเป็นเจ้าของวิสาหกิจต่างๆ โดยอัตโนมัติ ที่จริงรัฐในเรื่องนั้นเป็นเหมือนกับแพลตฟอร์มสนับสนุนมากกว่าจะเป็นรัฐ เพราะมันแทบไม่มีกลไกกำกับดูแลเชิงบวกใดๆ เลย กิจกรรมของรัฐแทบทั้งหมดเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎเกณฑ์ด้านทรัพย์สินในเชิงกฎหมายและการันตีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเท่านั้น โรบินสันเขียนอะไรพวกนี้ได้ดีมาก

บทเรียนจากเรื่อง Red Moon สำหรับชาวอนาธิปัตย์ทั้งหลายก็คือ รัฐสามารถถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบนได้ แต่เราไว้ใจรัฐไม่ได้เป็นอันขาด เราควรใช้ความได้เปรียบจากการปฏิรูปที่รัฐยอมให้เกิดขึ้นและต่อยอดจากจุดนั้น แต่ต้องกดดันมันจากเบื้องล่างต่อไปด้วย และเราควรลงมือสร้างสังคมที่ต้องการนอกกรอบของรัฐโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต สำคัญที่สุดก็คือ “การปฏิวัติ” ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด.

แปลจาก Book Review: Red Moon | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60895

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้