Skip to main content

วัฒนธรรมของการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระและการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง (self-publishing) รูปแบบต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการพิมพ์ระดับโลก และพัฒนาการเหล่าได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะในภาพรวมไปด้วย ในบทความนี้ ผมจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดทำสิ่งพิมพ์ดังกล่าว และหยิบยกความท้าทายเร่งด่วนบางประการในการส่งเสริมเศรษฐกิจการพิมพ์ พร้อมทั้งพิจารณาว่าผู้จัดพิมพ์จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างจริยธรรมและความซื่อตรงทางวิชาชีพ กับแรงกดดันให้ต้องแข่งขันกันในธุรกิจการผลิตหนังสือได้อย่างไร ผมหวังว่าข้อเขียนที่ตรงไปตรงมานี้จะช่วยให้นักเขียน ผู้จัดพิมพ์ หรือนักออกแบบอิสระที่สนใจการทำหนังสือ มองเห็นความทะเยอทะยานของตนเองได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในแวดวงนี้ได้ทบทวนความรับผิดชอบของตนในการตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ เศรษฐกิจที่ผมต้องการกล่าวถึงนี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า การจัดทำสิ่งพิมพ์ทางวัฒนธรรมแบบก้าวหน้า (progressive cultural publishing) 

ผมเขียนบทความนี้ในฐานะผู้อำนวยการก่อตั้งของ Onomatopee ซึ่งเป็นทั้งสำนักพิมพ์และหอศิลป์สาธารณะที่ผลิตโครงการต่างๆ ทั้งในรูปแบบบริการสาธารณะ (นิทรรศการ การบรรยาย เวิร์กช็อป) และการจัดทำสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นการผลิตสินค้า (หนังสือ) ผมเขียนบทความเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์และเป้าหมายการทำงานที่ตั้งอยู่บนประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี โครงการต่างๆ ของ Onomatopee ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างโลกทัศน์ที่สุดขั้ว (radicality) การทดลอง และการผลิตองค์ความรู้ทางเลือกหรือแนวล้ำยุครุกสมัย (avant-garde) เรามุ่งหวังจะพบและเข้าถึงใจของผู้ชมผู้แสวงหาสิ่งที่แตกต่าง และดังที่ปรากฏในหลักการก่อตั้งของเรา เรามุ่งหวังจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตทางวัฒนธรรมในวงกว้าง เราระดมทุนโครงการเหล่านี้อย่างอิสระ ผ่านโครงการนิทรรศการ การว่าจ้างจากสถาบัน นักปฏิบัติงานวัฒนธรรมและนักวิชาการ และแน่นอน ผ่านยอดขายสื่อสิ่งพิมพ์

ในฐานะผู้อำนวยการก่อตั้งของธุรกิจเล็กๆ แม้จะไม่แสวงกำไร แต่ประสบการณ์ของผมคล้ายคลึงกับการทำธุรกิจครอบครัวซึ่งมักเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจ ผมรู้ทุกแง่มุมของธุรกิจนี้จากการลงมือทำด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน ผมรู้จริงว่าสิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร อยู่ตรงไหน และจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นดำเนินต่อไป หรือดีขึ้นได้ ผมเข้าใจสายการผลิตทั้งหมดชัดเจนในทุกองค์ประกอบ ผมขอสรุปส่วนนำนี้ด้วยการจำแนกแจกแจงสำคัญๆ สองประการ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจแก่นของบทความนี้

ประการที่หนึ่ง เมื่อผมเริ่มก่อตั้ง Onomatopee กับเพื่อนของผม นักออกแบบกราฟิก เรมโก ฟาน บลาเดล (Remco van Bladel) เราเริ่มจากการจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเอง เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น และเราได้เรียนรู้ถึงแหล่งทรัพยากรและศักยภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว เราจึงกลายมาเป็นผู้จัดพิมพ์ ในขณะที่การจัดทำสิ่งพิมพ์ด้วยตนเองอาจเป็นเรื่องไร้เดียงสา ปฏิบัติการของการจัดพิมพ์ (the practice of publishing) คือทำงานที่ต้องรู้และเข้าใจระบบ อาศัยโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า และต้องสามารถแบกรับความรับผิดชอบได้มากขึ้นตามไปด้วย

ประการต่อมา ถึงแม้บทความนี้จะพูดถึงหนังสือ แต่สิ่งเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับสินค้าหรือบริการทางเลือกที่มีลักษณะก้าวหน้าและมีศักยภาพที่จะแจกจ่ายไปทั่วโลกได้ ดังนั้นคุณจึงสามารถแทนที่คำว่า 'หนังสือ' ในบทความนี้ด้วย 'สินค้าหรือบริการทางเลือกใดๆ ก็ตาม' ซึ่งรวมถึงความรู้และงานเขียนทางศิลปะ

การผงาดขึ้นของกระแสใต้น้ำภายในเศรษฐกิจการจัดพิมพ์ระดับโลก

ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว การจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะมักประกอบไปด้วยหนังสือรวบรวมผลงานที่เน้นความสวยงามสำหรับวางประดับโต๊ะรับแขก โดยมักจะมีบทนำของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ยืนยันถึงความเหนือกว่าของตนเองและสถาบัน ความเรียงโดยนักวิจารณ์หรือภัณฑารักษ์ที่ได้รับการยอมรับซึ่งช่วยตอกย้ำคุณภาพของผลงาน และองค์ประกอบอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน หนังสือประเภทนี้มักผลิตโดยชนชั้นนำซึ่งจัดพิมพ์เพื่อสนับสนุนความสำเร็จทางวัฒนธรรมของตนเอง บ่อยครั้งหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์หรือผ่านห่วงโซ่อุปทานแบบเดียวกับตลาดหนังสือทั่วไป แต่กลับถูกจัดพิมพ์ในจำนวนค่อนข้างมาก เพื่อขายในร้านของที่ระลึกของสถาบันหรือมอบให้กับผู้อุปถัมภ์ หากมีการจัดจำหน่าย ก็มักผ่านสำนักพิมพ์อย่าง Hatje Cantz หรือ Lars Muller หรือหอศิลป์เช่น Hauser & Wirth รากฐานทางประวัติศาสตร์ของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะนี้ได้หล่อหลอมมุมมองกระแสหลักต่อการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะ และเป็นฉากหลังทางเศรษฐกิจของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางวัฒนธรรมแบบก้าวหน้าในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ หากการจัดทำสิ่งพิมพ์อิสระจะดำรงอยู่ได้ ก็จำเป็นต้องยอมรับและปฏิเสธขอบเขตกระแสหลักของการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะ เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดเชิงอนุรักษนิยมของหนังสือ และผลิตผลงานที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องหนังสือทางเลือก

ในช่วงปี 2005 กลุ่มผู้จัดพิมพ์อิสระ นักวิชาการ นักออกแบบกราฟฟิก และคนทำงานศิลปะอย่างตัวผมเอง ได้เริ่มสร้างวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์อิสระ ซึ่งค่อยๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้นบริเวณชายขอบของธุรกิจการจัดทำสิ่งพิมพ์ทางศิลปะขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ลักษณะร่วมของระบบนิเวศของการจัดพิมพ์สื่อศิลปะคือคนหนึ่งคนต้องรับบทบาทหน้าที่หลายอย่าง ตั้งแต่การบรรณาธิการ พูดคุยกับนักเขียน ออกแบบหนังสือ ไปจนถึงการขายเครื่องดื่มในงานเปิดตัว ระบบนิเวศดังกล่าวต้องอาศัยการที่สำนักพิมพ์แต่ละแห่งทำงานด้วยแนวทางแบบ DIY ขนานใหญ่เพื่อลดต้นทุนให้ต่ำเข้าไว้ คงความคล่องตัว และเก็บเรี่ยวแรงจริงๆ ไว้กับการผลิตโครงการเหล่านี้โดยที่ยังคงต้องเดินทาง เข้าร่วมงานอีเวนต์ต่างๆ และยังต้องจัดจำหน่ายไปพร้อมกันด้วย

ระบบนิเวศดังกล่าวเติบโตขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2000 เมื่อผู้จัดพิมพ์รายย่อยอาศัยเที่ยวบินราคาถูกเพื่อเดินทางไปยังเทศกาลและงานอีเวนต์หนังสือศิลปะเล็กๆ พบปะกันผ่านบล็อก และจับคู่กับผู้จัดจำหน่ายที่ดูแลทวีปหรือกลุ่มความสนใจเฉพาะ ผู้จัดจำหน่ายเหล่านี้ตั้งอยู่ในยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับสำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็กซึ่งผลิตงานเขียนและบทสนทนาทางความคิดเฉพาะทาง กระบวนการทำให้เป็นสากลโดยอาศัยระลอกคลื่นของทุนนิยมวัฒนธรรมระดับโลกนี้เองที่ทำให้วัฒนธรรมอิสระสามารถขยายขอบเขตการเข้าถึงได้กว้างขวางขึ้น ประเภทของหนังสือและรูปแบบการเขียนที่เฉพาะทาง กอปรกับการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน ส่งผลให้ผู้จัดพิมพ์รายย่อยเหล่านี้สามารถเพิ่มยอดพิมพ์ ค้นพบตลาดของตัวเอง และสามารถคัดเลือกผลงานใหม่ๆ เข้าสู่คอลเลคชัน ได้รับการว่างจ้าง รวมถึงเกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันขึ้น สำหรับผู้จัดพิมพ์อิสระส่วนใหญ่แล้ว ตลาดนี้หมายถึงปฏิสัมพันธ์ที่มากขึ้นมากกว่าการทำเงินได้มากขึ้น และส่วนมากผู้จัดพิมพ์ยังคงต้องลงแรงและเวลาอย่างมากในการเข้าไปอยู่ในตลาดดังกล่าว

[อ่านต่อตอนที่ 2]

บล็อกของ Apolitical

Apolitical
วลีอันเยี่ยมยอดที่อธิบายการทำงานของระบบทุนนิยมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี (ผมไม่แน่ใจว่าใครพูดเป็นคนแรก แต่ผมได้ยินมาจากนอม ชอมสกี) คือมัน “ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนเป็นของสังคม แต่ทำให้กำไรเป็นของเอกชน” (The socialization of risk and cost, and the privatization of profit.)
Apolitical
ถ้ามองในแง่วัตถุล้วนๆ ความเป็นจริงก็เป็นไปตามที่อาร์เธอร์ ฉู อธิบายไว้ นั่นคือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากแรงงานทั้งสิ้น
Apolitical
การออกแบบระบบใหม่ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในลักษณะอื่นๆ เช่น ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหลาย ย่อมถูกนิยามว่าเป็นการกระทำที่ “สุดโต่งและถอนรากถอนโคน”
Apolitical
ในแวดวงชาวอนาธิปัตย์ มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนตลาด กับกลุ่มที่สนับสนุนการวางแผนแบบกระจายศูนย์ เช่น เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม (participatory economics) หรือคอมมูนแบบสหพันธ์ (federated communes) ในขณะที่งานของลุดวิก ฟอน มิเซส และฟรีดริช ฮาเย็ค ชี้ให้เห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการวางแผนแบบรวมศูนย์
Apolitical
ไรท์ไม่ได้เป็นเพียงนักทฤษฎียูโทเปียในโลกจริง แต่เป็นนักปฏิบัติด้วย เขาเดินทางท่องโลกเพื่อตามหาการต่อต้านท้าทายทุนนิยม สนทนากับนักกิจกรรมที่พยายามทำให้ความใฝ่ฝันของพวกเขาเกิดขึ้นจริง
Apolitical
ความย้อนแย้งคือ การทำให้ AI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้า แม้จะเป็นก้าวออกจากระบบทุนนิยมแบบเดิม แต่สุดท้ายกลับเป็นการเสริมอำนาจให้กับเจ้าขุนมูลนายยุคใหม่
Apolitical
เงิน โดยเฉพาะเงินประเภทเครดิต (credit money) คือหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีเงิน การแบ่งงานกันทำอย่างละเอียดซับซ้อนย่อมดูจะเป็นไปไม่ได้เลยยกเว้นในระบบที่รัฐควบคุมอุตสาหกรรมไว้ทั้งหมด และแม้ในกรณีเช่นนั้นเองก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่
Apolitical
“เราอาจมองเห็นร่องรอยของศาสนาได้ในทุนนิยม กล่าวคือ ทุนนิยมมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความกังวล ความทุกข์ทรมาน และความปั่นป่วนที่ศาสนาในอดีตเคยพยายามตอบสนอง”“ทุนนิยมอาจเป็นตัวอย่างแรกของลัทธิความเชื่อที่สร้างความรู้สึกผิดแทนที่จะสร้างการไถ่บาป”
Apolitical
นักอนาธิปไตย นักสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ และกลุ่มต่อต้านระบบทุนนิยมและกลุ่มหลังทุนนิยม ต่างให้การสนับสนุนสหกรณ์คนทำงาน (worker cooperatives) มาอย่างยาวนาน ในฐานะวิธีการเพื่อส่งเสริมความเป็นเจ้าของของคนทำงาน (worker-ownership) และประชาธิปไตยในที่ทำงานภายใต้ระบบทุนนิยม โครงสร้างภายในของการต
Apolitical
นี้เองคือคุณค่าที่แตกต่างของเลเยอร์ทางสังคมของ Ethereum มันคือการผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ากับการยึดมั่นในหลักการที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลืนกิน
Apolitical
Ethereum มีชุมชนย่อยที่มีเป้าหมายหลากหลาย ไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเดียวที่ครอบงำ เป้าหมายของการสร้างสแต็กนี้คือเพื่อสนับสนุนความหลากหลายดังกล่าว ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันให้ระบบที่หลากหลายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
Apolitical
สำหรับโลกคริปโต การปรับปรุงความปลอดภัยแบบเปิดกว้างแก่สาธารณะคือทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้