Skip to main content

เมื่อพูดถึงอันโตนีโอ วิวัลดี (Antonio Vivaldi) คนก็ต้องนึกถึงเพลงยอดนิยมของเขาคือ Four Seasons หรือฤดูกาลทั้ง 4 (ต่อมา กลายเป็นชื่อโรงแรมอันอื้อฉาว) เป็นอันดับแรก ทั้งที่คีตกวีท่านนี้มีผลงานออกมาเป็นจำนวนมาก

 วิวัลดี ยักษ์ใหญ่อีกคนของดนตรียุคบาร็อคเกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ปี 1678 ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี บิดาเป็นช่างทำขนมปังและยังอุตสาห์เป็นนักดนตรีสมัครเล่นที่มีพรสวรรค์ จึงถ่ายทอดคุณสมบัติประการนี้ให้กับบุตร นอกจากการสอนแล้วบิดายังช่วยให้วิวัลดีได้เป็นนักไวโอลินในวงคาปเปลลา ดี ซาน มาร์โค และประสบความสำเร็จเป็นที่นับหน้าถือตาในชุมชน


                                  

                                           ภาพจาก www. i.ytimg.com

ในปี 1703 วิวัลดีบวชเป็นพระและได้รับสมญาว่า พระสีแดง (Red Priest) เพราะผมสีแดงอันโดดเด่น และได้รับการยกเว้นไม่ให้เข้าร่วมพิธีสวดตามเทศกาลต่างๆ ของคริสตศาสนาเพราะมีโรคประจำตัวคือหอบหืด อีก 1 ปีต่อมา เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูสอนไวโอลินให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เป็นผู้หญิงและได้ตั้งวงดนตรีออกไปแสดงตามที่ต่างๆ จนมีเชื่อเสียง (ลองจินตนาการถึงหนังเรื่อง Red Violin ในเรื่องย่อยเรื่องแรกแต่คราวนี้มีแต่เด็กผู้หญิง)ในช่วงนั้นวิวัลดีได้ผลิตผลงานออกมามากมายสำหรับวงเด็กหญิง ไม่ว่าจะเป็นคอนแชร์โต (ดนตรีที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อวงดนตรีขนาดใหญ่สำหรับโต้ตอบกับเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งเช่นไวโอลินหรือเปียโน) คันตาตา (เสียงร้องที่มีดนตรีประกอบ) และเพลงร้องในศาสนา งานเหล่านั้นในบางส่วนได้ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1705 และสร้างชื่อเสียงให้กับวิวัลดีอย่างมาก 

ถึงแม้ตัววิวัลดีจะเป็นพระแต่ก็มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับสีกาซึ่งเป็นนักร้องนามว่าอันนา จิเราด์ ทำให้เขาโดนกล่าวหาว่าไปลอกบทร้องจากอุปรากรยุคเก่า ๆ มาดัดแปลงนิดๆ หน่อย ๆให้เธอร้อง จนทำให้เพื่อนนักดนตรีบางคนเขียนโจมตีเขาเอาแรง ๆและยังถูกสั่งห้ามเข้าเมืองเฟอร์รารา แต่วิวัลดีก็ถือได้ว่าเป็นคีตกวีที่ขยันเขียนงานออกมามากที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงชีวิตเขาได้เขียนคอนแชร์โต ถึง 500 ชิ้นซึ่งเป็น ไวโอลินคอนแชร์โต ถึง 210 ชิ้น อุปรากร 46 เรื่อง ซึ่งหาเล่นได้ยากในปัจจุบัน โซนาตา (งานโซโลเดี่ยว) ถึง 73 ชิ้น งานของเขายังมีอิทธิพลต่อคีตกวีหลาย ๆ คนเช่นโยฮัน เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เจ้าพ่อดนตรียุคบาร็อคอีกคนหนึ่ง

อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่างานที่โด่งดังที่สุดของวิวัลดีคือ  Four Seasons หรือ ฤดูกาลทั้งสี่ ซึ่งเป็นไวโอลินคอนแชร์โตที่เขาเขียนขึ้นในปี 1723 เพลงมีทั้งหมด 4 คอนแชร์โต ตั้งชื่อตามฤดูกาลของยุโรป แต่ละคอนแชร์โตมีอยู่ 3 กระบวน จังหวะคือ เร็ว ช้า และเร็ว จังหวะโดยรวมจะเป็นไปตามแนวคิดของแต่ละฤดูกาล แถมวิวัลดียังได้เขียนบทกวีไว้ประกอบคอนแชร์โตแต่ละบทอีกด้วย เราสามารถกล่าวได้ว่า "ฤดูกาลทั้ง 4 "อยู่ในรูปแบบ Programing Music หรือดนตรีที่สื่ออะไรบางอย่างนอกจากความไพเราะ ตัวอย่างอื่นได้แก่ซิมโฟนี หมายเลข 6 ของเบโธเฟ่น หรือดอน กีโฮเต ของริชาร์ด สเตราส์

บทกวีของวิวัลดีเช่น ในฤดูใบไม้ผลิ (แปลโดยผมเอง)


Springtime is upon us.
The birds celebrate her return with festive song,
and murmuring streams are softly caressed by the breezes. 
Thunderstorms, those heralds of Spring, roar, casting their dark mantle over heaven,
Then they die away to silence, and the birds take up their charming songs once more.

On the flower-strewn meadow, with leafy branches rustling overhead, the goat-herd sleeps, his faithful dog beside him.
Led by the festive sound of rustic bagpipes, nymphs and shepherds lightly dance beneath the brilliant canopy of spring.


บัดนี้ฤดูใบไม้ผลิมาเยี่ยมเยือน
เหล่าวิหกเจี้ยวแจ้ว ต้อนรับด้วยบทเพลงอันรื่นรมย์
สายลมเข้านัวเนียลำธารที่ไหลมาแผ่วเบาดุจเสียงกระซิบ

สายฟ้าก่อนฤดูกริ้วโกรธอยู่ครืนๆ เป็นเงามืดเหนือนภางค์กว้าง พลันสิ้นเสียงเหล่านกกาครื้นเครงบรรเลงคีตอีกครา

เหนือทุ่งหญ้าเหล่าบุปผาบานสะพรั่ง เด็กเลี้ยงแพะนอนหลับไหล พร้อมสุนัขผู้ซื่อสัตย์เคียงข้าง ขับกล่อมด้วยเสียงกิ่งไม้พัดโบกอยู่ไหว ๆ เสียงขลุ่ยแห่งท้องทุ่งก้องกังวาลไกล เหล่านางไม้และเด็กเลี้ยงสัตว์เริงระบำภายใต้ม่านแห่งฤดูใบไม้ผลิ



(ภาพในจินตนาการของ Nymphs หรือนางไม้ จากภาพที่ชื่อ Nymphs and Satyr โดย Adolphe-William Bouguereau ปี 1873)


                                               
                                                      

                                                 ภาพจาก 41.media.tumblr.com

ถึงแม้จะร่ำรวยและมีชื่อเสียงแค่ไหน แต่สุดท้าย วิวัลดีก็ต้องพบกับความผันผวนของชีวิต เมื่อดนตรีของเขาตกยุคอย่างรวดเร็ว เขาถึงกลับยอมขายเพลงของตัวเองเป็นจำนวนมากด้วยราคาถูกแสนถูก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังกรุงเวียนนา เป็นไปได้ว่าวิวัลดีไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 ผู้ทรงชื่นชอบดนตรีของเขา อนิจจาเมื่อวิวัลดีเดินทางไปถึงเวียนนาเพียงครู่ จักรพรรดิพระองค์นี้ได้เสด็จสวรรคต ทำให้เขาต้องกลับมายังชีพด้วยวิธีการแบบเดิมๆ คือขายเพลงด้วยราคาที่ถูกอย่างน่าเสียดาย

วิวัลดีถึงแก่กรรมในวันที่ 28 กรกฏาคม ปี 1741 บนความยากจน ข้นแค้นแถมยังถูกฝังในป่าช้าของผู้ยากไร้ แต่ก็ได้ทิ้งผลงานไว้ให้ชาวโลกได้ซาบซึ้ง ตราตรึงใจไปอีกนาน

 

 

                                                        

                                                             ภาพจาก  s6.postimg.org

 

 

บล็อกของ อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์

อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากมีใครถามว่าถ้า จู่ๆ โลกนี้ หนังสือจะหายไปหมด แต่ผมสามารถเลือกหนังสือไว้เป็นส่วนตัวได้เพียงเล่มเดียว จะให้เลือกของใคร ผมก็จะตอบว่าหนังสือ "จันทร์เสี้ยว" หรือ  Crescent Moon ของท่านรพินทรนาถ ฐากูร กวีและนักปราชญ์ชาวอินเดียผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1913  และหนังสือเล่มนี้ก
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
 "Whoever you are, I have always depended on the kindness of strangers." Blanche Dubois  ไม่ว่าคุณเป็นใคร ฉันมักจะพึ่งพ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากพูดถึงคำว่า Three Bs ผู้ใฝ่ใจในดนตรีคลาสสิกก็จะทราบทันทีว่าหมายถึงคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 3  ของเยอรมัน นั่นคือ Bach  Beethoven และ Brahms ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในหลายๆ ส่วน นั่นคือบาคเป็นคีตกวีในยุคบาร็อค เบโธเฟนและบราห์ม เป็นคีตกวีในยุคโรแมนติก นอกจากนี้บาคเป็นบิดาที่มีบุตรหลายคน
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ถ้าจะดูอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว La Dolce Vita (1960) ของเฟเดริโก เฟลลินี สุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาลี ไม่ได้ด้อยไปกว่าภาพยนตร์ในเรื่องต่อมาของเขาคือ 8 1/2 ในปี 1963 แม้แต่น้อยโดยเฉพาะการสื่อแนวคิดอันลุ่มลึกผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ เพียงแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นสัจนิยมนั้นคือไม่ยอมให้จินตนาการกับความ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
    หนึ่งในบรรดาคีตกวีที่อายุสั้นแต่ผลงานสุดบรรเจิดที่เรารู้จักกันดีคือนักประพันธ์เพลงชาวออสเตรียนามว่าฟรานซ์ ชูเบิร์ต (Franz Schubert) ชูเบิร์ตเปรียบได้ดังสหายของเบโธเฟนผู้ส่งผ่านดนตรีจากคลาสสิกไปยังยุคโรแมนติก ด้วยความเป็นคีตกวีผสมนักกวี (และยังเป็นคนขี้เหงาเสียด้วย) ทำให้เขากลายเป็
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
การสังหารหมู่นักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปี 2519 เป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจมากซึ่งน่าจะเป็นเรื่อง"ไทยฆ่าไทย" ครั้งสุดท้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่สงครามเย็นได้สิ้นสุดไปและคนไทยน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนดีกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่การสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อน
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
      ขออุทิศบทความนี้ให้กับโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
             เป็นเรื่องตลกถึงแม้ผมเอาแต่นำเสนอแต่เรื่องของดนตรีคลาสสิก แต่ดนตรีซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่ออารมณ์ความรู้สึกของผมเมื่อ 2-3 ทศวรรษก่อนจนถึงปัจจุบันคือดนตรีแจ๊ส และผมฟังดนตรีชนิดนี้เสียก่อนจะฟังดนตรีคลาสสิกอย่างจริงจังเสียอีก (ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าในป
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากจะเอ่ยชื่อคีตกวีชื่อดังของศตวรรษที่ 19-20 แล้ว คนๆ หนึ่งที่เราจะไม่พูดถึงเป็นไม่ได้อันขาดคือเดบูซี่ผู้ได้ชื่อว่ามีแนวดนตรีแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism) และแน่นอนว่าดนตรีแนวนี้ย่อมได้รับอิทธิพลจากศิลปะภาพวาดของฝรั่งเศสซึ่งโด่งดังในศตวรรษที่ 19 โดยมีโมเนต์และมาเนต์เป็นหัวหอก เพลงของเดบูซ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
    เมื่อพูดถึงเพลงประสานเสียงแล้ว คนจะนึกถึงเพลงสวดศพของโมซาร์ทคือ Requiem หรือ Messiah ของแฮนเดิลเป็นระดับแรก สำหรับเบโธเฟนแล้วคนก็จะนึกถึงซิมโฟนี หมายเลข 9 เป็นส่วนใหญ่ ความจริงแล้วเพลงสวด (Mass) คือ Missa Solemnis อันลือชื่อ ของเขาก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
แน่นอนว่าคนไทยย่อมรู้จักเป็นอย่างดีกับฉากของหญิงสาวผมสั้นสีทองในเสื้อและกระโปรงสีดำพร้อมผ้าคลุมด้านหน้าลายยาวที่เริงระบำพร้อมกับร้องเพลงในทุ่งกว้าง เข้าใจว่าต่อมาคงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับหนังที่มีสาวม้งร้องเพลง "เทพธิดาดอย"อันโด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือแม้แต่เนื้อเพลง Lover's Concerto ที่ด
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
Debate =discussion between people in which they express different opinions about something อ้างจาก