1. เป็นวัฒนธรรมแบบเจ้านายสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนานในบรรดาชนชั้นนำเช่นข้าราชการ ทำให้เกิดการเลียนแบบกัน และยิ่งไทยมีการปกครองแบบเผด็จการเสียส่วนใหญ่จากการทำรัฐประหารบ่อยครั้ง ก็ทำให้วัฒนธรรมแบบเจ้านายเข้มแข็งยิ่งขึ้น
2. วัฒนธรรมแบบเจ้านายคือ วัฒนธรรมแบบเจ้าขุนมูลนาย และนักการเมืองไม่ว่ารัฐบาลกลางหรือท้องถิ่นแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่รับเข้ามานั่นคือรู้สึกว่าตนเป็นผู้ปกครองมากกว่าจะเป็นผู้รับใช้ประชาชนเหมือนนักการเมืองเมืองนอก แถมยังมีนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลัง ดังนั้นเวลาเกิดเรื่องร้ายแรงอะไร เจ้านายก็ไม่ต้องลาออก
3. การเมืองไทยในหลายส่วนเป็นแบบบ้านใหญ่ มีการซื้อเสียงขายเสียง มีเครือข่าย การลาออกจะทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุนและความเสียหายของเครือข่าย การลาออกก็ยิ่งทำให้ภาพของตัวเองดูไม่ดียิ่งขึ้น ก็จะเพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่งได้ง่ายขึ้น ถึงให้คนรอบข้างอย่างเมีย ลูก ฯลฯ มาแทนเข้าทำนอง political dynasty ก็ทำให้ต้องลงทุนใช้พลังอยู่มากมายในการเลือกตั้งใหม่อยู่ดี
4. ความสนใจของสาธารณชนมีระยะเวลาสั้นและนักการเมืองสามารถหลอกลวงมวลชนโดยใช้เทคนิคสารพัดอย่างที่เราเห็นในช่วงน้ำท่วมสงขลา ไม่ว่าลงทุนไปช่วยผู้ประสบภัยด้วยตัวเองเช่น ลงลุยน้ำแจกอาหาร ช่วยประสานการช่วยเหลือในฐานะเป็นผู้รับใช้ประชาชน (ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น) หรือแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งแต่นั่นคือละคร เพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดในการทำงานของตนแต่แรก อีกทั้งยังมีเรื่องสำคัญอะไรโผล่มาอีกเรื่อยๆ ไม่นานคนก็ลืม ดังนั้นจึงไม่ต้องลาออกจะดีกว่า
5. การปกครองแบบเผด็จการและวัฒนธรรมแบบเจ้านาย ทำให้การเมืองภาคประชาชนอ่อนแอเกินว่าจะกดดันนักการเมืองให้ลาออก นอกจากจะด่ากันเอามันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่นานก็ลืมกันไปเป็นส่วนใหญ่
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
1. รัฐไทยคิดว่าตัวเองเปรียบได้ดัง (10 ประเทศที่ฉ้อราษฎรบังหลวงน้อยที่สุดในโลก)
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
สหรัฐอเมริกาต้นทศวรรษที่ 60 ถือได้ว่าอยู่ในช่วงสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของสงครามเย็นนั้นคือวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) ที่รัฐบาลฟีเดล คาสโตรยินยอมให้สหภาพโซเวียตนำขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์มาตั้งไว้ในคิวบาเมื่อปี 1962 จนนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่า
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
(ผมยืนยันว่าบทความแปลคือ "จอห์น ราเบ้ นาซีผู้เป็นพระโพธิสัตว์แห่งเมืองนานกิง" นั้นต้นฉบับเป็นของผมเองซึ่งได้เขียนลงบล็อกมานานแล้ว หลังจากไปลองค้นหาดูกูเกิลก็พบว่ามีการลอกเอาบทความของผมไปลงในเว็บของตัวเอ
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
หากจะพูดถึงผู้กำกับที่ชอบนำเอานวนิยายมาสร้างเป็นภาพยนตร์และประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เซอร์ เดวิด ลีน (David Lean)ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากผลงานอลัง
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
ข้อสอบกลางภาควิชารัฐศาสตร์แบบสลิ่ม รหัส 11112
อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์
บทความนี้แปลมาจาก "มุมมองที่มีต่อสตาลิน : อดีตและอนาคต" (Depictions of Stalin: The Past and the Future )