Skip to main content


เสียงเธอดังขึ้นในความเงียบ ผมบอกให้เธอรู้อีกครั้ง ใช่ๆ ใช่มันจริงๆ

อีแร้งหรือไม่ก็นกยักษ์ มันนั่งยองๆ อยู่บนรั้วบ้าน อย่างกับทิ้งน้ำหนักนับพันๆกิโลกดทับลงบนกำแพงคอนกรีตอันบอบบาง ถ้ามันนั่งนานกว่านี้ เมืองทั้งเมืองจะเทลาดมาทางนี้ มันเชิดหน้าเฉยเมย ประกาศความใหญ่โตหนาหนัก ผมยืนมองมันด้วยความรู้สึกแขนขาอ่อน เนื้อตัวเย็นเฉียบ


อย่าคิดมากเลย คำพูดผมเบาเป็นนุ่น เธอไม่เชื่อในสิ่งที่ผมเห็นมากับตา

เธอต้องลงไปดู

ไม่

แต่พี่เห็นมัน

มันคงมาเล่นงานเราอีก คราวนี้พี่อย่ายอมมันนะ ไอ้นกป่วยนั่นนำโชคร้ายมาให้ มันควรไปเกาะที่อื่น ไปในที่ๆไม่ใช่ขอบรั้วบ้านมนุษย์ยิ่งดี หรือไม่มันก็ควรกลับนรกไปเสียที

ในหูผมได้ยินแต่เสียงร้องของมัน

ผมผลักประตูหลังบ้านออกไปอย่างแรง


ผมไม่อยากนับเลยว่าบ้านหลังที่อยู่ในปัจจุบันนี้ นับเป็นหลังที่เท่าไหร่ ทุกหลังล้วนเป็นบ้านของคนอื่น บ้านแต่ละหลังมีเรื่องสยองพองขนแตกต่างกันไป บ้านหลังที่เคยอยู่ ผมอยากลืม ประตู หน้าต่าง หลังคา ที่นอน เปล ตุ๊กแก ต้นอโศก ต้นเสี้ยว มะลิเครือ ฯลฯ มันแตกหักไปพร้อมๆ กัน


ผมมาพบบ้านหลังนี้ตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกแต่เพียงว่า เป็นบ้านสองชั้น กึ่งปูนกึ่งไม้ กว้างขวาง มีที่โล่งรอบบ้านให้ปลูกอะไรอย่างที่ผมชอบปลูกได้สบายๆที่สำคัญนั้นราคาค่าเช่าไม่แพง เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นๆแถบชานเมือง


เจ้าของบ้านล่ะ ผมถาม

เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ปลดเกษียณ แกไม่มายุ่งหรอก แกมีบ้านหลายหลัง คงไม่อยากให้บ้านร้าง

จริงเหมือนเพื่อนว่า แกไม่มาข้องแวะนำความรำคาญมาให้เลย แต่เพื่อนยังแหย่เล่นว่า ขอเพียงมีเงินให้แกทุกเดือน แกจะเป็นคนดีมากๆ


รู้ได้ไง ผมถาม

เพื่อนบ้านกัน รั้วติดกัน ตอนที่คนงานของแกมาตัดหญ้าในบริเวณบ้าน แล้วก้อนหินเกิดปลิวมาโดนกระจกหน้าต่างแตก จนแกต้องออกเดินมาดู พร้อมกับจ่ายค่าเสียหายให้พอราคาเปลี่ยนใหม่ แถมด้วยคำเชิญชวนให้ตัดกิ่งไม้ที่ระอยู่ริมรั้วด้วยกัน ตอนนี้เองที่แกบอกว่าบ้านหลังหนึ่งยังว่างรอให้คนเช่า


คนมาอยู่ก่อนเป็นใคร?

แม่หม้ายลูกหนึ่ง เพื่อนผมตอบ แต่อยู่ไม่กี่เดือนก็ออกไป เขาไม่มีค่าเช่าส่งให้ทันรายเดือน

ผมลำบากใจอย่างที่สุดกับความใหญ่โตของบ้าน


คืนแรกที่ผมเข้ามานอนบ้านหลังนี้ ผมนอนไม่หลับ ผมได้ยินเสียงนกป่วยร้องดังทั้งคืน บางทีก็มีกลิ่นขี้นกโชยมา ผมนึกว่ากำลังท่องอยู่ในฝัน กระทั่งตื่นเช้าขึ้นมาพบว่า มีไก่ฮวงมายืนสะบัดปีกอยู่บนรั้ว 5 ตัว มันมองหน้าเฉย ไม่รู้สึกเกรงกลัวใดๆ ซ้ำยังชะโงกหน้าขวาทีซ้ายที ทำเป็นคุ้นเคย ผมเห็นแล้วเกิดความรู้สึกไม่ชอบมันทันที


เริ่มด้วยการไล่มันก่อน จากนั้นก็เป็นก้อนหิน ค่อยๆ เพิ่มขนาดก้อนหินให้โตขึ้นๆ

มันหายไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ กระทั่งเย็นวันหนึ่ง ผมได้ยินมันวิ่งพล่านอยู่ในรั้วบ้าน ส่งเสียงร้องอย่างกับบาดเจ็บ ผมยืนมองมันอย่างมุ่งร้าย มันคงดิ้นรนอยากจะกลับไปนอนกรง


ขณะที่ผมกำลังคิดตัดสินใจบางอย่างอยู่นั่นเอง เสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นหน้าบ้าน แล้วมีเสียงเรียก

คุณ คุณอยู่มั้ย คุณ… เสียงนั้นดังซ้ำๆ

ผมเดินไปหา เขารีบพูดสวนกลับมา ไก่ฮวงติดอยู่ในบ้านคุณ ผมขอเข้าไปหน่อย ผมรีบบอกให้เขาเข้ามา

เขาบ่นถึงไก่ฮวงอีกหลายคำ เขาเป็นคนร่างผอมสูง มีขนดกตามแขน ผิวคล้ำ ใส่แว่นตา แต่ดวงตาข้างหนึ่งเหมือนบรรจุไว้ด้วยสำลี เขาบ่นแล้วบ่นอีกถึงความดื้อรั้นของพวกมัน

รู้ว่าบินสูงไม่ได้ ยังอยากจะบิน

กี่เดือนครับ ตัวขนาดนี้

เกือบปี

เลี้ยงยากมั๊ย ผมรู้ตัวว่าถามไปงั้นๆ

ไม่ยาก เหมือนไก่เลี้ยงตามบ้านทั่วๆ ไป กินยอดไม้ยอดหญ้า กินแมง ไส้เดือน มันกินทุกอย่างแหละ เขานิยมกินกัน เขาว่าเนื้อแน่นเนื้ออร่อย

ต้องทำกรงให้มันด้วยหรือ


ใช่

นับแต่วันนั้น อย่างกับว่าพวกมันถูกล้างสมองจนราบคาบ หรือไม่ก็ถูกลงโทษด้วยวิธีการอะไรสักอย่าง ซึ่งทำให้พวกมันหลาบจำ ไม่มีไก่ฮวงมาเดินเพ่นพ่านตามรั้วบ้านอีกเลย ผมสงสัยวิธีการของเขามาก แต่ไม่กล้าถาม ได้แต่ชะเง้อมองข้ามรั้ว ใช่จริงๆ มันคงอยู่ในคอกกรงตลอดเวลา เสียงร้องกับกลิ่นของมันเท่านั้น โชยมากับลมให้ชวนอึดอัด น่ารำคาญ ที่สำคัญคือมันร้องอยู่ทั้งวันทั้งคืน อย่างกับมันจะรู้ว่าจะถูกจับถอนปีกถอนขนนำขึ้นเขียงในวันพรุ่ง


ผมนั่งอยู่ดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืน ผมนอนหลับยาก ผมพยายามจะคิดว่าเสียงร้องที่ดังอยู่นอกประตูหน้าต่างนั้น เป็นเสียงไก่ฮวงที่เขาเลี้ยง ไม่น่าขลาดกลัวแต่อย่างใดหรอก แต่ผมเชื่อตามใจรู้สึกเพียงชั่วครู่เท่านั้น


เมื่อไหร่หนอ นกป่วยพวกนี้จะบินไปพ้นๆ

อย่าหวัง

เขาทนฟังพวกมันร้องได้ไง

เรื่องการผลิตซ้ำ

ถ้าไม่ได้ยินเสียงพวกมันเสียบ้าง บ้านหลังนี้คงเป็นสวรรค์

เรามาทีหลัง ทนๆ ไปเถอะ บ้านหลังดีๆ หลังโตๆ ราคาถูกๆ หาได้ง่ายเสียเมื่อไหร่

ถ้ามันยกฝูงมาจิกตีล่ะ


พี่คิดมากไป มันไม่ใช่นกผีที่ตามหลอกหลอนผู้คน

พี่กลัวมัน

มันผ่านไปแล้ว มันเป็นชะตากรรมของเรา

ฟังดูดีๆ สิ ไม่ใช่เสียงคนแก่ป่วยบ่นพึมพำหรือ

พี่อย่าคิดมาก

ไม่รู้ แต่พี่ไม่เชื่อมันหรอก พี่ต้องออกไปไล่พวกมันให้ไปพ้นๆ บ้านหลังนี้

พี่นอนเถอะ พี่นอน…


ต้นไทรลายที่ระก้านกิ่งใบอยู่ริมขอบหลังคาก็เช่นกัน ผมไม่ชอบมันเลย ใครนะเคยพูดว่า ไม้ใหญ่อยู่ในบ้านนำความเศร้าขรึมวังเวงมาให้ ความร่มรื่นในร่มเงาเป็นเพียงชั่วครู่ที่ผ่านเร็ว แต่มนต์ดำในรสเศร้าต่างหาก ไม่ยอมห่างไปไหนไกลๆ


มันอยู่ของมันมาก่อน เรามาทีหลัง

เธอพูดอยู่แค่นั้นเหรอ

เช้าวันหนึ่ง ผมไม่รีรอจะหยิบมีดของหมอผีกะเหรี่ยง เดินออกไปตัดกิ่งไทรลาย ทีละกิ่งๆ ที่หล่นลงมากองบนพื้น ผมรู้สึกเหมือนกำลังตัดเนื้อเยื่ออวัยวะบางอย่าง ยางสีขาวไหลย้อยเป็นทาง ช่างน่าแปลก ในลำตันของมันเป็นสีขาว


ตั้งแต่วันนั้น ผมไม่ไปยุ่งมันอีกเลย ปล่อยให้มันงอกงามขึ้นไปอย่างนั้น


แต่แล้วในดึกคืนหนึ่ง กิ่งทุกกิ่งกลับมีเลือดแดงๆไหลออกมา ผมพยายามวิ่งหาเศษผ้ามาผูกมัดร้อยเอาไว้ แต่ไม่เป็นผล รอบๆ โคนต้นเริ่มแดงฉาน เหมือนรอยบาดแผลเกิดรั่ว แพะสี่ห้าตัวมีสีดำกับสีขาวมาจากไหนไม่รู้ ดื่มเลือดแดงๆ อย่างหิวกระหาย มันมองหน้าผม มองจ้อง มุ่งร้ายอาฆาตพยาบาท เตรียมจะวิ่งชนในอีกชั่วอึดใจข้างหน้า


จริงๆ ด้วย แพะทั้งฝูงกระโจนพุ่งเข้ามาเต็มอกผม ผมทรุดลงกองกับพื้น เห็นแต่น้ำสีขาวๆ ไหลยืดเป็นยางไม้ ค่อยๆ ห่อหุ้มตัวผมไว้ ผมอยู่ในเสื้อตัวใหม่ที่เหนียวเหนอะ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวแข็งเป็นหิน ในชั่วพริบตานั้นเอง อีแร้งตัวใหญ่มากขนาดก้อนหินนับพันตัน มันมองจ้องผมอย่างกับพบเหยื่อที่ไม่อาจหนีเอาตัวรอด



บล็อกของ ชนกลุ่มน้อย

ชนกลุ่มน้อย
เสียงเธอดังขึ้นในความเงียบ ผมบอกให้เธอรู้อีกครั้ง ใช่ๆ ใช่มันจริงๆ อีแร้งหรือไม่ก็นกยักษ์ มันนั่งยองๆ อยู่บนรั้วบ้าน อย่างกับทิ้งน้ำหนักนับพันๆกิโลกดทับลงบนกำแพงคอนกรีตอันบอบบาง ถ้ามันนั่งนานกว่านี้ เมืองทั้งเมืองจะเทลาดมาทางนี้ มันเชิดหน้าเฉยเมย ประกาศความใหญ่โตหนาหนัก ผมยืนมองมันด้วยความรู้สึกแขนขาอ่อน เนื้อตัวเย็นเฉียบ อย่าคิดมากเลย คำพูดผมเบาเป็นนุ่น เธอไม่เชื่อในสิ่งที่ผมเห็นมากับตา เธอต้องลงไปดู ไม่ แต่พี่เห็นมัน มันคงมาเล่นงานเราอีก คราวนี้พี่อย่ายอมมันนะ ไอ้นกป่วยนั่นนำโชคร้ายมาให้ มันควรไปเกาะที่อื่น ไปในที่ๆไม่ใช่ขอบรั้วบ้านมนุษย์ยิ่งดี…
ชนกลุ่มน้อย
ด็อกเตอร์สมบัติ เครือทอง ครูการเขียนคนแรกของผม ย้ายจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก นานหลายปีมาแล้ว แต่ผมได้พบครูสอนเขียนเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น วันที่ครูมาร่วมงานสัมมนาทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เอง ผมไม่พลาดโอกาสที่จะพบหน้าครูให้ได้ เราพบกันในร้านกาแฟบนถนนนิมนานเหมินทร์ ย่านร้านรวงธุรกิจบริการกาแฟผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จัดแต่งร้านพร้อมนำเสนอเครื่องดื่มชวนดื่มชิมรส รมณียสถานคราคร่ำด้วยผู้คนทั้งกลางวันกลางคืน พบกันคราวนี้ ผมมีเรื่องเก่าย้อนถาม “จดหมายจากสวนยางถึงสวนลุกซองบูร์ยังมีอยู่มั้ยครับ…
ชนกลุ่มน้อย
เปิดตัวหนังสืออีกแล้วหรือพี่..!??!” เครื่องหมายประหลาดใจตามมาด้วยความตกใจ ประมาณว่าไม่เข็ดหลาบจำเสียทีนะพี่ หนังสือเล่มไหนเล่มใหม่หรือพี่ ออกมาเมื่อไหร่ ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย “นั่นสิ มันหลบอยู่ตรงไหน กลายเป็นของหายากไปได้อย่างไร หลบหน้าหลบตาคนอ่าน” ทีเล่นหรือทีจริงก็ตาม สุดท้ายผมก็บอกไปว่า สงสัยแผงเขาไม่ว่างวางของหนัก หรือไม่ก็เขาเก็บออกไปจากแผงเสียแล้วมั้ง แล้วเขาก็ถามต่ออีกว่า แล้วพี่จะมาเปิดตัวหนังสืออีกทำไม สำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานของพี่รวยเหรอ ผมรีบออกตัวว่า เปล่า อาจจะจนก็ได้มั้ง พอศอของข้าวแพงไข่ไก่แพง บนหนทางที่ไม่ได้ปลูกข้าวกินเอง และไม่ได้เลี้ยงไก่ไว้กินไข่…
ชนกลุ่มน้อย
ผมไปตามวันเวลาหมอนัดอีกครั้ง หลังจากพลาดนัดครั้งแรก ถ้าผมไม่ไปตรงเวลา ผมจะต้องคอยนานอีกอย่างน้อยสองเดือน คนจัดการรับเรื่องนัดหมายพยายามแจกแจงให้เห็นความจำเป็นของการคอย เพราะคนป่วยอันเนื่องมาจากฟัน มีเป็นจำนวนมาก เหมือนกับต่างคนต่างรู้ช่องทางทำฟันราคาถูก “ไปคลีนิกไม่ต้องนัดนานเป็นเดือนนะลูก” ป้าคนนั่งกุมแก้มขวาบวมเป่ง ผมถามป้าว่ามาทำอะไร “ถอนฟัน” .. ห่างออกไปราวสิบห้าเมตร มือเหล็กยักษ์กำลังขุดคุ้ยโคนรากไม้ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มตลอดเวลา เส้นเชือกขีดคั่นปักแดนล้อมเอาไว้ แต่แค่บอกอาณาบริเวณห้ามคนผ่านเข้าไปเท่านั้น คนเดินผ่านไปมาก็ยังต้องหันไปมองมัน…
ชนกลุ่มน้อย
พอพ่อลูกเดินไปถึงสถานีขนส่งช้างเผือก คนก็มองจ้องราวกับกำลังจะมีฉากถ่ายหนังในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เขากองสัมภาระไว้ข้างเก้าอี้ ลูกชายนั่งเฝ้า เขาเดินไปซื้อตั๋ว คนมองลูกชายพลางมองพ่อไปมา บางคนแอบกระซิบยิ้มหัวขณะสายตามองไปยังลูกชาย “เชียงดาวสองที่นั่ง” คนเป็นพ่อมองหญิงวัย 40 กว่าๆ ดูสีหน้าแววตาขี้เล่น ใบหน้าลงเครื่องแป้งหนาลบวัยจริง เป็นใบหน้าคอยถามตอบต้อนรับผู้โดยสาร “ลงที่ไหนจ้าว..วว์” เสียงหวานถามกลับเป็นสำเนียงคำเมืองยืดหางเสียง คนเป็นพ่อนิ่งคิด ชั่วอึดใจนั้น คนขายตั๋วก็มีสถานที่นำเสนอให้ลง “สถานีตำรวจมั้ยจ้าว” น้ำเสียงนั้นเจือยิ้มหัวเป็นกันเอง…
ชนกลุ่มน้อย
คุณไปยืนอยู่ใต้ต้นพลัมตอนย่ำค่ำ มันขึ้นปะปนอยู่กับป่าผลไม้อื่นๆ อย่างพลับ ท้อ บ้วย สาลี่ อโวคาโด ขนุน กล้วย นับรวมหลายสิบชนิด เพียงต่อพลัมกำลังให้ลูกสุกเต็มต้น เช้าวันต่อมา คุณกลายร่างเป็นนกป่าเข้าสวนตั้งแต่เช้า ดวงอาทิตย์สว่างมาจากแนวป่าสนลอดผ่านพุ่มใบไม้เป็นลำแสงสีเงินสีทอง งามสงบจนคุณไม่อยากจะเดินย่างไปไหน   แต่นกหิวลืมตัว ปลิดเข้าปากกินสดๆ อย่างไม่รู้จักอิ่ม “ลูกนี้สุกแล้ว ลองดูๆพันธุ์ลูกแดง พันธุ์ลูกเหลืองก็มี เดินไปดูต้นโน้น” เจ้าของสวนชวนชิม “กินเลยๆ ปล่อยให้มันร่วงไปอย่างนั้น นกมานกก็กินกัน”
ชนกลุ่มน้อย
ผมตกปากรับคำนั่งซ้อนหลังอานรถของเขาอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะวางใจในฝีไม้ลายมือของเขา รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเส้นทางที่เขาขับขี่ไปมาอยู่ทุกวัน ผมควรประหยัดคำพูดที่จะถามเรื่องคุ้นเคยเส้นทาง อีกทั้งมอเตอร์ไซค์คู่ชีพเขา ก็ตั้งวางให้เห็นความแข็งแรงพร้อมลุย โคลนคลุกตามตัวรถเหมือนบอกว่าไปทางไหนไม่หวั่น “ไกลมั้ย” ผมจะถามถึงระยะทาง “หลังเขาลูกนั้น” เขาชี้มือไปยังเนินเขาไกลๆอยู่ม่านหมอกฝน เขามาอาสาเป็นธุระรับส่งไปสวนป่า ผมอยากไปเห็นกับตา ว่าป่าธรรมชาติกับคนทำสวนในป่านั้น จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ความเข้าใจคนทั่วไปนั้น ป่าก็อยู่ส่วนป่า คนก็อยู่ส่วนคน…
ชนกลุ่มน้อย
31 สิงหาคม 2540 13.30 น. ไกลลิบ ถนนโค้งพุ่งผิดรูปหายไปในพงหญ้าสูงท่วมศีรษะ คนหนึ่งเหมือนหลักกิโลเมตรเคลือบสีดำ เห็นมาแต่ไกล เพียงแต่เสาหินเคลื่อนที่ได้ ช้าเหมือนมด พอรถวิ่งไปใกล้ จึงเห็นผืนผ้าขาวเขียนตัวหนังสือด้วยหมึกดำ เคียงคู่ไปกับเสาหิน เหมือนไม่รู้สุขรู้เศร้า เสาหินสวมหมวกเก่าๆ รองเท้ายางหุ้มส้น ในใจผมคิดว่า แกคงเดินเรียกร้องบางสิ่งบางอย่าง พอรถแล่นผ่านตัวแก โค้งถนนเป็นเส้นตรงอีกครั้ง ความจริงก็ปรากฏ ขบวนแห่ศพ!!.. รถผมเชื่องช้าเป็นไส้เดือน เหมือนว่าล้อรถหุ้มด้วยหนังงูเหลือม ลมตีเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่ใช่ลมดอกไม้สด แต่เป็นลมมีกลิ่นธูป…
ชนกลุ่มน้อย
30 สิงหาคม 254008.35 น. รถจิ๊ปสีดำส่งเสียงอยู่หน้าบ้าน เสียงนั้นเพิ่งกลับมาจากทำงาน เธออดนอนมาค่อนคืน ชั่วอึดใจหนึ่งนั้น เสียงเหล็กปะทะของแข็ง ผมผละจากหน้าเครื่องพิมพ์ดีดโอ เสาบ้าน กันชนแตกเป็นรอยร้าวเธอมองหน้าผม ผมพยายามจะเข้าใจ “อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าชีวิตจริงจะมีกันชนหรือไม่ก็ตาม”หนังสือ “ลมหายใจสงคราม” ของอา ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ยังวางอยู่บนโต๊ะ ผมเปิดอ่านอีกครั้ง “..ผมเสียใจ! ระยำ! ผมไม่เคยมีความรู้สึกนี้บ่อยนัก แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะแนะนำให้คุณเข้าป่า ในป่ามันก็มีสงครามระหว่างแมลงกับใบไม้ และดอกไม้เป็นพิเศษ บัดซบ! คุณไม่รักสงคราม แต่คุณก็ไม่เกลียดมัน คุณกลัวมันเท่านั้น…
ชนกลุ่มน้อย
ไม่มีเหตุผลที่ผมจะมุ่งไปยังเถียงนาหลังนั้น เพียงแต่อยากเดินเข้าไปในโพรงจมูกของเทือกอินทนนท์สักครั้งหนึ่ง วันที่แดดแรงปลายฤดูร้อน นาข้าวขั้นบันไดสุดหูสุดตาเหลือแต่ตอ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร่องรอยเก็บเกี่ยว โล่งลิบ ใบข้าวกองเกลื่อน ร่องรอยตีข้าวมีฟางข้าว ตอซังข้าวเป็นตุ่มตาเรียงรายบนพื้นผิวไหล่เขา ผมยืนอยู่บนไหล่เขาแล้วมองออกไปทางราบลุ่ม ภาพที่เห็นอย่างกับการปรากฏตัวของชิ้นส่วนวัตถุประหลาดผุดขึ้นมาจากพื้นดินผมนึกไม่ออกว่า เถียงนาลุงเหน่วอเป็นอย่างไร คนนำทางก็ไม่ได้บอกว่า เถียงนาหลังนั้นซุกซ่อนเรื่องราวใดไว้บ้าง หรือมีส่วนปลีกย่อยอื่นใด ทำให้เกิดความหมายน่าสนใจขึ้นมากกว่าเถียงนาหลังอื่นๆ…
ชนกลุ่มน้อย
“ถ้าน่องมนุษย์ตั้งท้องได้ คนทุกคนจะเป็นพี่น้องกัน” ถึงเวลาหยิบปลาแห้ง กุ้งแห้ง กะปิ สะตอใส่กล่องลังเสียที ช่วงเวลาตากอากาศบ้านเกิดหมดลงอีกครั้ง ผมได้ย้อนกลับไปบนเส้นทางเก่าๆที่เคยไป สถานที่ที่ข้องเกี่ยวกับวัยเด็ก คนที่ผูกพันใจ รวมไปถึงพืชพันธุ์ต้นไม้ที่อยู่ในใจ กลับไปสู่ต้นสายปลายเหตุของตัวเอง และเดินทางต่อไป อย่างที่บอกแต่ต้น ผมพกหนังสือไปหลายเล่ม แต่ไม่ได้อ่านครบทุกเล่ม อย่างเล่ม แผ่นดินอื่น รวมเรื่องสั้นของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผมเปิดอ่านผ่านๆอีกรอบ แต่ผมก็มีโอกาสไปเดิน บนถนนโคลีเซียม เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเขา วันเวลาได้กลืนกินฉากเก่าๆไปแทบหมดสิ้น…
ชนกลุ่มน้อย
 ยืนอยู่บนท่าเรือปากพะยูน  มองเห็นเกาะสี่เกาะห้าที่อยู่ของรังนกนางแอ่นชัดเจน  ราวกับภาพวาดในม่านฝน  เบลอๆหมองๆ มองได้นานๆ  ผมกลับบ้านทุกครั้ง  ต้องไปให้ถึง ณ จุดนั้นให้ได้  ที่ซึ่งระเบียงยื่นออกไปในน้ำ   ยังมีร้านกาแฟ  ชาผงชงถุงแบบโบราณ  โต๊ะเก้าอี้ตั้งวางแบบเปิดโล่ง  ตกเย็นถุงกาแฟบนรถเข็นยกขึ้นลงไม่ขาดมือ  ชงหวานชงขม  ใส่นมข้นหวาน  น้ำตาลกับโกปี้  โต๊ะต่อโต๊ะ  เก้าอี้ต่อเก้าอี้ตั้งพื้นไม่มีหลังคา  รับลมพัดมาแรงๆ  มองออกไปยังเห็นพื้นน้ำเขียวกว้าง  …