Skip to main content

 

พาดหัวข่าวและเนื้อข่าวของ Bangkok Post เช้าวันนี้ (อาทิตย์ที่ ๒๓ มิ.ย. ๒๕๕๖ http://www.bangkokpost.com/news/local/356448/govt-urged-to-tackle-tate-killings ) ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าหากคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ไม่ได้ถูกลักพาตัว, ข่มขู่กรรโชกทรัพย์, และฆาตกรรม โดยแก๊งคนร้ายเอกชนที่ประสงค์ต่อทรัพย์ (เท่าที่ปรากฏหลักฐานข้อเท็จจริงจากการสืบสวนสอบสวนถึงขณะนี้) จะมีการหวนรำลึกให้ความสำคัญกับคดี “อุ้มหาย” ของทนายสมชาย นีละไพจิตรและนักกิจกรรมภาคประชาชนท่านอื่น ๆ เช่นนี้หรือไม่?

 

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ในวิชาปรัชญาการเมืองเบื้องต้นที่ผมสอน หัวข้อระบอบเผด็จการอำนาจนิยม powerpoint แผ่นหนึ่งที่ผมใช้อธิบายว่า “ผู้ถูกจับกุม” (the arrested) แตกต่างจาก “ผู้ถูกอุ้มหาย” (the disappeared) โดยเจ้าหน้าที่รัฐตรงไหน อย่างไร? และมีองค์ประกอบอันถือเป็น “การก่อการร้ายโดยรัฐ” (state terrorism) เช่นใด? มีเนื้อหาดังนี้:

ปรากฏการณ์ “อุ้มหาย” เกิดขึ้นขนานใหญ่ระหว่าง “สงครามสกปรก” ในอาร์เจนตินาภายใต้เผด็จการทหาร เจ้าหน้าที่ทหารของทางการได้ “อุ้มหาย” นักศึกษา กรรมกร นักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านและผู้ต้องสงสัยเป็นนักรบจรยุทธ์โดยเฉพาะที่เอียงซ้ายไปร่วม ๓ หมื่นคนระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๗๖ - ๘๓ (http://en.wikipedia.org/wiki/Dirty_War ) คนเหล่านี้หายสาบสูญไปโดยไม่ได้กลับมาอีกเลย

เหตุดังกล่าวทำให้ความหมายของศัพท์ “disappear” ที่เดิมทีเป็นอกรรมกริยา (intransitive verb) ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “หายตัว, สาบสูญ (ไปเอง)” เปลี่ยนไปในทางกฎหมายและการเมือง โดยเพิ่มนัยใหม่ที่เป็นสกรรมกริยา (transitive verb) ขึ้นมาว่า to disappear someone หรือ “ทำการอุ้มใครสักคนหายไป”

ในที่สุด “การอุ้มหาย” ถูกบัญญัตินิยามไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศว่าจัดเป็นส่วนหนึ่งของ “อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ” และต่อมาองค์การสหประชาชาติได้ร่าง “อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองบุคคลทั้งมวลจากการบังคับอุ้มหาย” (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ออกมาเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๖ และมีผลบังคับใช้ปี ค.ศ. ๒๐๑๐ โดยมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติร่วมลงนามเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้ว ๙๑ ประเทศ, ให้สัตยาบันรับรองแล้ว ๓๗ ประเทศ, ส่วนประเทศไทยไม่ได้ร่วมลงนามหรือรับรองแต่อย่างใด

 

อนึ่ง นายพล ฮอร์เฮ ราฟาเอล วิเดลา จอมเผด็จการผู้ปกครองอาร์เจนตินาระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๗๕ - ๘๑ และรับผิดชอบดำเนิน “สงครามสกปรก” โดย “อุ้มหาย” ประชาชน ๓ หมื่นคนรวมทั้งจับกุมทรมานอีกนับหมื่นคนดังกล่าวข้างต้น ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีในกาลต่อมาเมื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยขึ้นแล้ว และถูกตัดสินลงโทษฐานก่อ “อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ” ด้วยการจำคุกตลอดชีวิต เขาถึงแก่กรรมในคุกไปเมื่อ ๑๗ พ.ค. ศกนี้เอง

 

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

หนังสือ อุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร: บทสะท้อนวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย (๒๕๔๗) จัดพิมพ์โดย คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (ซึ่งมีบทความของผมเรื่อง “วัฒนธรรมการเมืองอำนาจนิยมปฏิปักษ์ปฏิรูปภายใต้ระบอบทักษิณ” รวมพิมพ์อยู่ด้วยที่หน้า ๓ - ๒๔) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทนายสมชาย นีละไพจิตรไว้ว่า:

ในฐานะประกอบวิชาชีพทนายความ ท่านได้ใช้ความรู้ทางกฎหมายว่าความรณรงค์ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ต้องหาทั้งคดีอาญาและคดีการเมือง/ความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง จนดำรงตำแหน่งประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม

การอุ้มหายท่านโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ หลังเหตุปล้นปืนค่ายทหารกองพันพัฒนาที่อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ไม่นาน โดยทนายสมชายไม่เห็นด้วยกับนโยบายปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาลทักษิณในขณะนั้นและเตรียมรณรงค์ล่ารายชื่อชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ดังกล่าว (หนังสือของชมรมนักกฎหมายมุสลิม เรื่อง ขอความร่วมมือลงชื่อยกเลิกกฎอัยการศึกฯ ลงวันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๕๔๗ และลงนามโดยทนาย สมชาย นีละไพจิตร ใน อุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตรฯ น. ๗๐ - ๗๓)

พร้อมกันนั้นท่านก็ได้เปิดโปงการจับกุมผู้ต้องหาคดีปล้นปืนฯไปกระทำทรมานทารุณของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทำหนังสือถึงศาล ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ (หนึ่งวันก่อนถูกอุ้มหาย) ความบางตอนว่า:

“ข้าพเจ้าและคณะได้ไปพบผู้ต้องหาทั้ง ๕ คนที่ถูกควบคุมตัวที่กองปราบปรามและสถานที่ควบคุมโรงเรียนตำรวจนครบาล ได้ทราบข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหาทั้งหมดว่าถูกตำรวจชุดจับกุมซ้อม ทำร้ายร่างกายและขู่บังคับให้รับสารภาพ ขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.ต.ตันหยง จังหวัดนราธิวาส มีรายละเอียดดังนี้

“๑.ผู้ต้องหาที่ ๑ ถูกใช้ผ้าผูกตาทั้งสองข้าง และถูกเตะบริเวณปากและใบหน้า ผลักให้ผู้ต้องหาที่ ๑ ล้มลงและใช้เท้าเหยียบหน้า และมีคนปัสสาวะใส่หน้าและปาก ใช้ไฟฟ้าช็อตบริเวณลำตัวและบริเวณอวัยวะเพศถึง ๓ ครั้ง

“๒. ผู้ต้องหาที่ ๒ ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง และเตะบริเวณลำตัว ใช้รองเท้าตบหน้าและบังคับให้นอน แล้วคนปัสสาวะรดหน้า

“๓. ผู้ต้องหาที่ ๓ ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง ถูกเตะบริเวณลำตัวหลายแห่ง ใช้มือตบบริเวณกกหูทั้งสองข้าง ใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้เชือกมัดข้อเท้าทั้งสองข้าง และใช้ไฟฟ้าช็อตตามลำตัวและหลัง

“๔. ผู้ต้องหาที่ ๔ ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง บีบคอ ใส่กุญแจมือไพล่หลัง และใช้ไม้ตีด้านหลังจนศีรษะแตก ได้ใช้เชือกแขวนคอกับประตูห้องขัง ใช้มือทุบบริเวณลำตัวและได้ใช้ไฟฟ้าช็อตด้านหลัง

“๕. ผู้ต้องหาที่ ๕ ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง และถูกตบด้วยเท้าบริเวณหน้าและปาก ตบบริเวณกกหู ต่อยท้อง และใช้ไฟฟ้าช็อตหลายครั้ง

“ผลจากการกระทำดังกล่าว จำเลยทั้ง ๕ คนต้องยอมรับสารภาพตามที่เจ้าพนักงานตำรวจประสงค์ เป็นการแสดงคำรับสารภาพและทำแผนประกอบคำรับสารภาพโดยการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่บังคับ มิได้รับการเยี่ยมญาติ และไม่มีโอกาสให้ได้พบทนายความในขณะสอบปากคำ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาทั้งสิ้น”

(อุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตรฯ, น. ๖๗ - ๖๙)

ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน คำถามสำคัญคือ ใครบ้างที่คุณนับเป็นมนุษย์? เราควรจะแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติว่าจะปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคน ๆ หนึ่งบนฐานศาสนา ชาติพันธุ์ จุดยืนทางการเมืองของเขา หรือไม่อย่างไร? ถ้าหากไม่เกิดคดีเอกยุทธ ยังจะมีใครคิดรื้อฟื้นดำเนินคดีทนายสมชายให้จบจริงหรือไม่?

 

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
๓ ขั้นตอน ของ ลัทธิช็อก ประชาชนถูกช็อกด้วยวิกฤต, ประชาชนถูกช็อกด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่ที่ผลักดันผ่านออกมา และ ในความเป็นจริง ประชาชนผู้ต่อต้านคัดค้านนโยบายดังกล่าวยังมักจะถูกรัฐบาลกวาดล้างจับกุมไปทรมานด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาโดยเฉพาะการช็อกด้วยไฟฟ้า 
เกษียร เตชะพีระ
โดรน (Drone) หรือเครื่องบินไร้คนขับเพื่อสอดแนมและสังหาร นักฆ่าหน้าจอตัดสินใจด้วยเกณฑ์ใดว่าจะกดปุ่มให้โดรนสังหารยิงถล่มคุณหรือไม่? อนุสนธิจากข่าว “โดรนโจมตีในเยเมน เสียชีวิต ๑๒ ราย” 
เกษียร เตชะพีระ
ถาม-ตอบกับคำถามประเมินความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้แค่ไหนอย่างไร, อะไรคือเงื่อนไขการเมืองที่รองรับการจัดการลักษณะนี้, จะมีรัฐประหารไหม และ แนะนำอะไรได้บ้างในสถานการณ์เฉพาะหน้านี้
เกษียร เตชะพีระ
ปัญหาชนชั้นกับการปฏิวัติกระฎุมพี, ลักษณะเด่นร่วมเชิงโครงสร้างของการปฏิวัติกระฎุมพี ๔ ประการ, เงื่อนไขและลักษณะของการปฏิวัติกระฎุมพีที่เปลี่ยนไปในประวัติศาสตร์, การศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ของคณะนิติราษฎร์มีลักษณะเด่นน่าสังเกตบางประการ และคำถามทิ้งท้าย
เกษียร เตชะพีระ
บทวิเคราะห์เรื่องนี้ของผมถึงเงื่อนไขความเป็นไปได้ของการปราบปรามด้วยความรุนแรงเป็นหลักเมื่อเทียบกรณีอียิปต์ปัจจุบันกับไทยหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ ..มีความต่างที่น่าสนใจนำมาเปรียบเทียบบางประการในความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องรัฐประหารโดยกองทัพ ระหว่างเมืองไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ กับอียิปต์ในปีปัจจุบัน ๒๕๕๖
เกษียร เตชะพีระ
ผมทำกราฟฟิคขึ้นไว้เพื่อประมวลสรุปความเข้าใจของตัวเองและใช้ประกอบการสอนนักศึกษา แต่สังเกตว่ามีเพื่อนชาว Facebook สนใจพอควร จึงคิดว่าควรเขียนคำอธิบายประกอบถึงที่มาที่ไปและเนื้อหาของมันโดยสังเขป
เกษียร เตชะพีระ
ฝันสลายของคนชั้นกลางอเมริกัน = ฝันสลายของตลาดส่งออกใหญ่ของเอเชียตะวันออกรวมทั้งไทย = ฝันสลายของตัวแบบเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก (EAEM - East Asian Economic Model) รวมทั้งไทยด้วย
เกษียร เตชะพีระ
๕ ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดกับชาวนาเอเชียในทรรศนะ Partha Chatterjee หนึ่งในเจ้าพ่อ Subaltern Studies ชาวอินเดีย, ๔ concepts หลักที่ Chatterjee ประยุกต์มายึดกุมทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชนบทเอเชีย การสะสมทุนขั้นปฐมภูมิ, พิเคราะห์ชาวนาเอเชีย ชนิดของทุนและที่ตั้งทางเศรษฐกิจใหม่ของชาวนายุคโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่อุปถัมภ์, ไม่ใช่กบฎชาวนา, ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน, และไม่ใช่ประชาสังคม
เกษียร เตชะพีระ
 รัฐเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านชาวนาชนบทแล้ว ชาวนาไม่ได้เผชิญหน้ากับการขูดรีดทางชนชั้นหรือรัฐโดยตรง เปลี่ยนอาชีพเพราะมองเห็นโอกาสยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ หนุ่มสาวชาวชนบทรุ่นใหม่ที่ได้เรียนหนังสือและเสพสื่อสารมวลชนสมัยใหม่อยากเลิกเป็นชาวนา ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดกับชาวนาเอเชียในทรรศนะ Partha Chatterjee หนึ่งในเจ้าพ่อ Subaltern Studies ชาวอินเดีย 
เกษียร เตชะพีระ
กองทัพอียิปต์เป็นสิ่งมีชีวิตทางการเมืองที่น่าสนใจมาก แปลงสีได้ตามสภาพแวดล้อมเหมือนกิ้งก่า, ไม่ซื่อกับใครเหมือนงูในอ้อมอกชาวนา, และแว้งกัดทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนด้วย
เกษียร เตชะพีระ
ข้อคิดจากรัฐประหารในอียิปต์: ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งล้มง่ายเข้าและสร้างยากขึ้นทุกที จำเป็นต้องพัฒนากลไกมิติริเริ่มใหม่ต่าง ๆ เพื่อเปิดกว้างการใช้อำนาจแก่สังคมการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้อคิดจากรัฐประหารในอียิปต์: ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งล้มง่ายเข้าและสร้างยากขึ้นทุกที จำเป็นต้องพัฒนากลไกมิติริเริ่มใหม่ต่าง ๆ เพื่อเปิดกว้างการใช้อำนาจแก่สังคมการเมือง