Skip to main content

"อธิการบดี มธ.แจง ไม่มีกฎบังคับใส่ชุดนักศึกษา เตรียมเรียกตักเตือน นศ.ทำโปสเตอร์ต้านไม่เหมาะสม"
http://www.mcot.net/site/content?id=522b08b0150ba00e38000032#.UixgpURBlGF

 

"สัมภาษณ์ "อั้ม เนโกะ" ค้นความหมาย "4 ภาพ sex" เกี่ยวอะไรกับการต้าน "บังคับแต่งชุด นศ.มธ."
http://prachatai.com/journal/2013/09/48627
 

มองจากมุมรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับอาจารย์และผู้บริหารในมหาวิทยาลัยก็เป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบหนึ่ง

ในความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้น มีความเหลื่อมล้ำ (อำนาจแต่ละฝ่ายไม่เท่ากันและมีขอบเขตต่างกัน) ขณะเดียวกัน แต่ละฝ่ายก็มีพื้นที่สิทธิเฉพาะตนตามฐานะบทบาทที่มีอยู่ พื้นที่สิทธิแปลว่าเป็นเขตอัตวินิจฉัยปกครองตนเองตัดสินใจอิสระของบุคคลใน ฐานะบทบาทหนึ่ง ๆ ในพื้นที่สิทธินั้น อำนาจห้ามเข้ามาล่วงล้ำ ล่วงล้ำเมื่อไหร่เกิดเรื่อง

กรณีการบังคับให้แต่งเครื่องแบบนักศึกษาเข้าเรียนวิชาหนึ่งที่ตกเป็นข่าวก็ เป็นเรื่องทำนองนี้ คืออำนาจล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่สิทธิซึ่งไม่ใช่ธุระกงการอะไรของอำนาจ เมื่อบุคคล/กลุ่มบุคคลลุกขึ้นประท้วงปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของตน ก็ชอบแล้วที่อำนาจจะถอยออกไป

ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย และระหว่างพื้นที่สิทธิกับอำนาจบริหาร จะราบรื่นได้หากเข้าใจว่า

๑) ระเบียบที่มีอยู่ทั้งเป็นฐานให้ใช้อำนาจ และทั้งเป็นฐานคุ้มครองพื้นที่สิทธิ หรือพูดอีกอย่างเป็นหน้าที่ของอำนาจตามระเบียบของการอยู่ร่วมกันทำงานร่วม กันเป็นมหาวิทยาลัยที่จะต้องคุ้มครองปกป้องพื้นที่สิทธินั้นด้วย หากไม่ปกป้องสิทธิ อำนาจก็บกพร่องในหน้าที่ และในทางกลับกัน หากไม่มีอำนาจดำรงอยู่ ก็จะไม่มีกลไกป้องกันสิทธิเช่นกัน ภายใต้ระเบียบนี้ อำนาจบริหารกับพื้นที่สิทธิจึงกลายเป็นเงื่อนไขของกันและกัน และดำรงอยู่ด้วยกัน

๒) เหตุแห่งการมีอยู่คงอยู่ดำรงอยู่ของทั้งอำนาจและพื้นที่สิทธิก็เพื่อบรรลุ เป้าหมายร่วมกันของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นที่สุด เป้าหมายดังกล่าวไม่ควรคลาดหายจากสายตาเพราะในที่สุดมันเป็นตัวอธิบายให้ ความชอบธรรมและกำกับทั้งพื้นที่สิทธิและขอบเขตของอำนาจ

การใช้อำนาจเรียกให้มาชี้แจงหรือกระทั่งตั้งกรรมการสอบสวนไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหา เพราะมันหลอนใจว่าดูเหมือนกระทำซ้ำซากกับต้นตอบ่อเกิดของปัญหาความขัดแย้งแต่ต้น (คือการใช้อำนาจที่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่สิทธิของนักศึกษา) หากมีข้อกังวลห่วงใยเกี่ยวกับพฤติกรรมรูปแบบการเคลื่อนไหวประท้วงของนักศึกษาก็ชอบที่ผู้บริหาร คณาจารย์หรือนักศึกษาด้วยกันจะใช้สิทธิวิเคราะห์วิจารณ์ท้วงติงในพื้นที่สาธารณะเช่นกัน การให้ข้อคิดทักท้วงตักเตือนกันอย่างเสรีและฉันคนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน เพื่อให้ฝ่ายต่าง ๆ ใช้ดุลพินิจถึงความเหมาะไม่เหมาะควรไม่ควรของการใช้สิทธิของตน ในลักษณะเห็นต่างกันได้ คุยกันได้ แนะนำกันได้ ฟังกันได้ และพอทนกันได้โดยไม่ต้องเห็นพ้องต้องกัน บนฐานเหตุผลข้อเท็จจริงน่าจะดีกับแนวทางการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่าง อำนาจกับพื้นที่สิทธิในมหาวิทยาลัยต่อไป



คำถามต่าง ๆ เช่น
- รูปแบบการแสดงออกสอดรับกับเนื้อหาที่ต้องการสื่อหรือไม่?
- หรือรูปแบบนั้นกลับฉีกดึงประเด็นและชักจูงความสนใจให้เบี่ยงเบนไขว้เขวไปจากเป้าที่ต้องการ/สารที่อยากสื่อ?
- การเลือกรูปแบบที่เหมาะกับเนื้อหาจำเป็นหรือไม่ หรือไม่จำเป็น?
- เมื่อใดอย่างไรรูปแบบจึงรับใช้เนื้อหาอย่างชัดเจนแม่นยำมีพลัง หรือเมื่อไหร่รูปแบบจึงสนองความสนใจและโน้มเอียงของผู้สื่อมากกว่าเนื้อหา?
ฯลฯลฯลฯ

คำถามเหล่านี้ถามกันได้และไม่แปลกที่จะถาม เห็นต่างกันได้และไม่แปลกที่จะเห็นต่าง เพราะพื้นที่สิทธิไม่ใช่พื้นที่อนาธิปไตย เหมือนกับที่อำนาจไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่โดยพลการ หากต้องมีเป้าหมายและความชอบธรรมกำกับรองรับ จึงจะอยู่กับพื้นที่สิทธิของฝ่ายต่าง ๆ ไปได้อย่างสอดคล้องกลมกลืนและมีพลวัต

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
เหนืออำนาจรัฐ ยังมีอำนาจทุน: อองซานซูจี วีรสตรีผู้ยืนหยัดต้านอำนาจรัฐเผด็จการทหารพม่า อ่อนข้อให้อำนาจทุนจีน
เกษียร เตชะพีระ
...ในทุก trust มี risk แฝงฝังอยู่อย่างมิอาจปัดป่ายบ่ายเบี่ยงเป็นอื่นได้ ก็เพราะ trust มันทำงานอย่างนี้ คือไม่เป็นทางการ ไม่มีกฎหมายครอบงำกำกับ มันหลวม ๆ สบตาเอ่ยปากขอรู้ไจวางใจกัน และความหลวมนี่แหละทำให้ทุกอย่างดำเนินการไปได้อย่างสะดวกราบรื่น ด้วยความไว้วางใจที่มีต่อกัน และฉะนั้นมันจึงเปิดช่องให้ trust ถูก abused ได้..
เกษียร เตชะพีระ
ความขัดแย้งชายแดนภาคใต้ กองทัพแก้ไม่ได้ เพราะโดยเนื้อแท้มันไม่ใช่ปัญหาการทหาร แต่เป็นปัญหาการเมือง ในที่สุดการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนภาคใต้นี้ต้องทำโดยรัฐบาล
เกษียร เตชะพีระ
...ก้าวต่อไปที่น่าจะเป็นของงานการเมืองฝ่ายรัฐบาลคือการรุกด้วยข้อเสนอรูปธรรมให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ใช้สิทธิอำนาจตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในการบริหารท้องถิ่นตนเองมากขึ้น ข้อเสนอนี้จะเป็นตัวช่วงชิงชนะใจมวลชน และกดดันปีกการทหารของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบให้ยอมรับทางออกทางการเมืองในที่สุด... 
เกษียร เตชะพีระ
เกษียร เตชะพีระ
เกษียร เตชะพีระ
ฝ่ายซ้ายมองสฤษดิ์เห็นเป็น "นัสเซอร์" ส่วนฝ่ายขวามองสฤษดิ์เห็นเป็น "เดอโกล" ส่วนสฤษดิ์นั้นเอาเข้าจริงเห็นตัวเองเป็น "พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" ผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มประชาธิปไตย "แบบตะวันตก" กวาดล้างขุดรากถอนโคนมรดกการปฏิวัติ 2475 ทั้งทางสัญลักษณ์และโครงสร้างกฎหมาย เพื่อสร้าง "ประชาธิปไตยแบบไทย " โดยอิงอาศัยความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์
เกษียร เตชะพีระ
เรื่องให้ฝ่ายรัฐควักเงินหลวงมาจ่ายส่วนต่างค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มจากเดิมนั้น เป็นไปไม่ได้ ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีเยี่ยงอย่างที่ไหนในโลกทำกันครับ
เกษียร เตชะพีระ
มาตรา ๑๗๑ วรรคสี่ ของ รัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ สะท้อนความหวาดระแวง - ไม่ไว้วางใจที่คณะผู้ร่าง รธน.ที่มีต่อตัวอดีตนายกฯทักษิณ และ เสียงข้างมากในสภาและเสียงสนับสนุนของประชาชนอีกชั้นหนึ่งเช่นกัน
เกษียร เตชะพีระ
ถึงปี ๒๐๓๐ สหรัฐฯจะไม่ได้เป็นอภิมหาอำนาจแบบที่เห็นอยู่ปัจจุบันอีกต่อไป, เศรษฐกิจจีนจะใหญ่ที่สุดในโลกและจะเติบโตไปแบบนั้นได้ต้องแก้ปัญหาใหญ่ ๒ อย่างใหญ่ ๆ จีนพึ่งพาทรัพยากรเข้มข้นในการเติบโต และทรัพยากรที่ว่ากำลังร่อยหรอ สังคมจีนกำลังชราภาพลงโดยเฉลี่ยอย่างรวดเร็ว, บทบาทของสหรัฐฯจะปรับเปลี่ยนเพราะโลกและนานาชาติคาดหวังให้สหรัฐฯทำตัวเป็นผู้บริหารจัดการจัดตั้งไกล่เกลี่ยหาทางออกข้อตกลงยุติความขัดแย้งรุนแรง
เกษียร เตชะพีระ
ความยุติธรรมที่ผู้มาทีหลังควรได้ร่วมบริโภคและยกระดับมาตรฐานการครองชีพดีขึ้นอย่างเท่าเทียม, กโลบายกระตุ้นเศรษฐกิจและอุ้มอุตสาหกรรมรถยนต์, ขีดจำกัดทางสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและชีวิตเมืองของการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล