Skip to main content

คำปราศรัยของคุณสุเทพ ณ กปปส.บ่ายวันนี้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ  คือคำประกาศของขบวนการการเมืองแบบสู้รบของเสียงข้างน้อยที่ปฏิเสธความเสมอภาคทางการเมืองและการปกครองโดยเสียงข้างมาก

เกษียร เตชะพีระ(3 ธ.ค.56)

 

ผมนั่งฟังมาในรถระหว่างกลับบ้าน ข้อสังเกตแรกคือคำปราศรัยครั้งนี้ของสุเทพโดยเนื้อหา (แม้ว่าอาจไม่ใช่โดยน้ำเสียงลีลา) น่าจะเป็นคำปราศรัยที่สนธิ ลิ้มทองกุล ณ พันธมิตรฯ อยากจะเป็นผู้กล่าวเองและสามารถกล่าวได้แนวเดียวกันเป๊ะแต่ไม่มีโอกาสเพราะติดคดีและไม่ได้เป็นแกนนำม็อบกปปส.เที่ยวนี้

 

มี ๓ เรื่องสำคัญในคำปราศรัยของสุเทพที่พอจะช่วยให้เข้าใจม็อบกปปส.เที่ยวนี้ชัดเจนขึ้น

 

๑) สุเทพพูดชัดว่าอย่าว่าแต่ยึดกองบัญชาการตำรวจนครบาลและทำเนียบรัฐบาลได้ (ก่อนที่จะรีบถอยออกมาเพราะเจอทหาร) เลย ต่อให้นายกฯยิ่งลักษณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรและแถมด้วยลาออกจากตำแหน่งนายกฯ การต่อสู้ของกปปส.ก็ยังไม่ชนะ

จะชนะขั้นเด็ดขาดได้ สุเทพยืนยันว่าต้องจัดวางรากฐานระบบการเมืองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขใหม่หมด กวาดล้าง "ระบอบทักษิณ" ให้หมดไป วางมาตรการหลักเกณฑ์ป้องกันเป็นหลักประกันไม่ให้เกิดปัญหา "ระบอบทักษิณ" ขึ้นมาอีกในอนาคต

สรุปก็คือข้อเรียกร้องต้องการของ กปปส. นั้นเกินไปกว่าที่จะทำได้ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และเกินไปกว่าที่จะทำได้ด้วยวิถีทางเลือกตั้งประชาธิปไตยปกติธรรมดา สุเทพ ณ กปปส. ต้องการ "อำนาจตั้งแผ่นดิน" (ใหม่) Le pouvoir constituant เพื่อจัดวางระเบียบการเมืองใหม่หมดให้เป็นไปดังใจปรารถนาของตน

ทว่าอำนาจตั้งแผ่นดินนี้ ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นของพระมหากษัตริย์ และภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเป็นของประชาชนและ/หรือผู้แทนจากการเลือกตั้งโดยชอบของประชาชน สุเทพกับกปปส.ปฏิเสธที่จะให้ประชาชน/ผู้แทนประชาชนใช้อำนาจนี้ ต้องการริบอำนาจมูลฐานที่สุดนี้จากประชาชน/ผู้แทนประชาชนมาเป็นของตนเองโดยสัมบูรณ์แล้วใช้ตามอำเภอใจแห่งตนโดยพลการ

นี่คือ อำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ (Ad Hoc Absolutism) ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการมาตลอด โดยขอให้ในหลวงทำ (นายกฯพระราชทาน, สภาประชาชนพระราชทาน, รัฐธรรมนูญปฏิรูปพระราชทาน ฯลฯ) ด้วยการอ้างมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ทว่าพระองค์ทรงปฏิเสธอย่างหนักแน่นชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้วว่านี่เป็นการทำให้พระองค์ทรงเดือดร้อน เป็นการปกครองแบบมั่ว ทำไม่ได้ มาครั้งนี้ สุเทพ ณ กปปส.จึงไม่ได้ขอพระราชทาน แต่คิดยึดอำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์นั้นจากประชาชน/ผู้แทนประชาชนมาทำเสียเองโดยพลการผ่านการเคลื่อนไหวมวลชนลุกขึ้นก่อกบฎแบบอนาธิปไตย ล้มรัฐบาล ล้มรัฐสภา ล้มรัฐธรรมนูญ แล้วจากนั้นสุเทพกับพวกจะตั้งนายกฯเอง ตั้งสภาประชาชนเอง และร่างรัฐธรรมนูญใหม่เอง มิฉะนั้นไม่เลิกต่อสู้

 

๒) สุเทพระบุมูลเหตุแห่งปัญหาการเมืองไทยออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าได้แก่ "ระบอบทักษิณ" และ/หรือ "ระบอบเผด็จการโดยทุน" ซึ่งเหลือวิสัยจะแก้ปัญหานี้ได้ผ่านระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย มีแต่ต้องหยุดระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตยและหยุดภาคการเมือง/นักการเมืองไว้ชั่วคราวก่อน ใช้อำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจเฉพาะกาลมาตั้งแผ่นดินใหม่ จัดระเบียบการเมืองใหม่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จึงค่อยกลับเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามปกติอีกครั้ง

สรุปคือสุเทพยืนกรานเด็ดขาดปัญหาอำนาจทุน แก้ไม่ได้ ไม่มีทางแก้ได้ ในกรอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ มีแต่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญและล้มประชาธิปไตยไปชั่วคราวก่อน จึงจะแก้ปัญหาอำนาจทุนได้ (เทียบกับข้อเสนอของผมทีให้แก้ปัญหาอำนาจทุน ถ่วงทานอำนาจทุนโดยอำนาจประชาชน ในกรอบเสรีประชาธิปไตย)

 

๓) เมื่อไล่เบี้ยไปถึงที่สุด สุเทพบอกว่าประชาธิปไตยหยุดอำนาจทุนไม่ได้ เพราะนายทุนใหญ่ซื้อเสียงการเลือกตั้งได้ทุกครั้ง (ซื้อ ซื้อ ซื้อ) เลือกตั้งตามระบอบประชาธฺปไตยเมื่อไหร่ กี่ครั้ง นายทุนก็ซื้อเสียงจนชนะเลือกตั้งอยู่ดี ไม่มีทางหยุดยั้งหรือถ่วงทานอำนาจทุนด้วยระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตยได้

ข้อกล่าวอ้างของสุเทพนี้ unfalsifiable คือพิสูจน์ว่าไม่จริงหรือเป็นเท็จไม่ได้ มีการเลือกตั้งครั้งไหนในเมืองไทยหรือในโลกนี้หรือที่จะยืนยันได้ว่าไม่มีการซื้อเสียงเลยแม้แต่บาทเดียว/เสียงเดียว และถ้ามีแม้แต่น้อย ก็ถือว่าการเลือกตั้งใช้ไม่ได้ ประชาธิปไตยล้มเหลวหมด กระนั้นหรือ? เราไม่สามารถเถียงหรือบอกได้ชัดทางวิชาการหรือตัวเลขสถิติได้ว่าการเลือกตั้งครั้งไหน ซื้อไปกี่เสียง ถึงจะล้มเหลว ๑๐% หรือ? ๒๐% หรือ? ๒๕% หรือ? ๕๐% หรือ? ๗๕% หรือ? หรือว่า ๑๐๐% กันแน่?

นี่ไม่ใช่การปฏิเสธว่าไม่มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง หรือปัญหาการซื้อเสียงไม่มีจริง มันมีแน่ แต่ถ้าเราใช้สิ่งนี้ไปเป็นเกณฑ์ลอย ๆ อย่างสมบูรณ์เพื่อปฏิเสธการเลือกตั้งทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ไม่มีระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งที่ไหนจะผ่านการทดสอบรอดจากเกณฑ์สมบูรณ์แบบลอย ๆ นี้ได้ ก็ต้อง "เผด็จการโดยธรรม/ของคนดี" เท่านั้นจึงจะสู้กับอำนาจทุนได้ลูกเดียว

ผมกลับคิดว่าเรื่องของเรื่องไม่ใช่ปัญหาการซื้อเสียงเลือกตั้งของอำนาจทุน เท่ากับการไม่ยอมรับแก่นแท้ของประชาธิปไตยโดยสุเทพ ณ กปปส.และมวลชนเสียงข้างน้อยในประเทศที่ถูกสะกดตรึงด้วยวาทกรรมนี้ พวกเขาไม่ยอมรับว่า...

 

"เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข"

 

พวกเขารับไม่ได้ว่าคนเราเท่ากัน คนเราไม่เท่ากันหรอก คนอย่างพวกเขาดีกว่า ฉลาดกว่า รวยกว่า คนอย่างพวกเอ็งเลวกว่า โง่กว่า จนกว่า คนอย่างพวกเขาจึงไม่ขายเสียง แต่คนอย่างพวกเอ็งขายเสียง ไม่มีทางมีประชาธิปไตยได้ตราบที่พวกเอ็งที่เลวโง่จนเป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยดีฉลาดรวยอย่างพวกเราไม่ยอมเว้ยเฮ้ย

และพวกเขาก็รับไม่ได้ว่าอำนาจจะเกิดจากตัวเลข ตัวเลขเสียงมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขเสียงน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า สรุปคือพวกเขายอมรับการปกครองโดยเสียงข้างมาก (เหนือเสียงข้างน้อยอย่างพวกเขา) ไม่ได้นั่นเอง

พวกเขาคิดไม่ออกว่าจะสร้างแนวร่วมที่ทลายเส้นแบ่ง เสียงข้างมาก/เสียงข้างน้อย ในปัจจุบันอย่างไร ที่จะแปรข้อเสนอนโยบายปฏิรูปลดอำนาจทุนของพวกเขาให้กลายเป็นแนวนโยบายยอดนิยม ชนะใจเสียงข้างมาก ชนะเลือกตั้ง แล้วนำมาใช้ปฏิรูปประเทศ เพราะพวกเอ็งเสียงข้างมากโง่เกินกว่าจะยอมรับนโยบายฉลาด ๆ ดี ๆ อย่างของพวกเราได้ ส่วนพวกเราจึงต้องแพ้เลือกตั้งต่อไป เพราะที่เราแพ้เลือกตั้งเพราะพวกเราฉลาดดีและรวยเว้ยเฮ้ย

Mass Insurrection & Ad Hoc Absolutism จึงเป็นวิธีการและระเบียบอำนาจอันจำเป็นเพื่อคงอำนาจเสียงข้างน้อยของพวกเขาเหนือเสียงข้างมากเอาไว้ และต้องฝืน "ประชาธิปไตย" ในนาม "ความเป็นไทย" บ้าง, "ความดี" บ้าง, "ความฉลาด" บ้าง, "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" บ้างเท่านั้นเอง

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
จาก "บทอาเศียรวาทของมติชน" ถึง "กาแฟลวกมือของ "ทราย เจริญปุระ" สู้ "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่ตอนหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของชุมชนนครหนึ่ง ที่ "เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย"
เกษียร เตชะพีระ
คำอธิบายของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคกรณีดำเนินการกับพนักงานที่โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย: ประเด็นไม่ใช่สีไหน แต่คือกระทำอะไร (Professionalism, not ideology, is the issue.) และตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดและการกระทำสุดโต่งทางการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้ออ้างคำโตแค่ว่าตลาดข้าวหรือตลาดสินค้า/บริการด้านใดด้านหนึ่งเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามรัฐยุ่งเกี่ยวแตะต้องสภาพดังที่เป็นอยู่ อันเป็นข้อถกเถียงแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกระแสหลักที่ระแวงการเมือง เกลียดรัฐแทรกแซง แบบตายตัวบ้องตื้นนั้น ฟังไม่ขึ้น มิพักต้องยกมากรอกหูอีกต่อไป
เกษียร เตชะพีระ
ไม่มีประชาธิปไตยแน่ ๆ คือสภาตรายางและการเลือกตั้งที่มีเก๊ทั้งนั้น หลังฉากจัดตั้งของพรรคคุมเข้มตลอด, ประชาชนลำบากเดือดร้อนก็หาทางประท้วงต่อต้านนโยบายรัฐลำบาก การรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนหนักข้อมาก และไม่มีหลักนิติรัฐครับ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะพรรคอยู่เหนือศาลและอยู่เหนือความพร้อมรับผิดทางการเมืองและกฎหมาย
เกษียร เตชะพีระ
ความสัมพันธ์อันมั่นคงยืนนานตั้งอยู่บนความรักโดยสมัครใจ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลายาวนานในการปลูกสร้างสั่งสมจนเชื่อมั่นไว้วางใจกัน เพราะได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอุปถัมภ์กันในยามยากและยามคับขัน ให้อภัยกันในยามหลุดปากพลั้งมือผิดพลาดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเราตั้งใจจะคงความสัมพันธ์นี้ต่อไปและเราจะอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานได้ก็ด้วยการปฏิบัติต่อกันเยี่ยงนี้
เกษียร เตชะพีระ
"..ทุกสังคมมีพลังฝ่ายขวา ผมอยากให้เขาอยู่และรวมกลุ่มต่อสู้รณรงค์ในระบอบรัฐสภาครับ ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น outlet สำหรับสารพัดความอึดอัดไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่รู้จะสู้ในระบบอย่างไร.."
เกษียร เตชะพีระ
วิธีคิดที่เหมารวมการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างว่าเป็น hate speech นั้นไม่ต่างจากวิธีคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทยต่อกฎหมายม. ๑๑๒ คือไม่สามารถแยกแยะระหว่าง วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เลย ถ้าเราเริ่มคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดินตรรกะเดียวกับผู้จงรักภักดีที่ไม่อาจแยกแยะแบบนั้นได้ น่าแปลกใจไหมครับ?
เกษียร เตชะพีระ
ตกลงประชาชนมีดุลพินิจถ่องแท้เที่ยงธรรม หรือ อ่อนเปราะพลิ้วไหวถูกคนอื่นชักจูงให้รังแกข่มเหงคนอื่นด้วยอคติกันแน่?
เกษียร เตชะพีระ
บางทีที่น่ากลัวที่สุดไม่เพียงแต่เป็น hate speech แต่รวมทั้ง love speech ด้วย อะไรที่สุดโต่งและไม่ฟังไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่า สิ่งนี้ สำคัญ กว่าชีวิตคน น่ากลัวทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะมาในนามอะไร? ความจงรักภักดี, สิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตย, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำเหล่านี้ใช้เป่าคาถาฆ่าคนมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำไหนไม่เปื้อนเลือด คำถามจึงไม่ใช่แค่กำจัดคำ แต่จะทำอย่างไรให้เงื่อนไขการใช้คำฆ่าคน น้อยลง
เกษียร เตชะพีระ
..ในสังคมสาธารณ์ที่ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกบ่อนทำลายลงจากความรู้สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ทุกวี่วัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน พื้นที่เหล่านั้นก็กลับสาธารณ์หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงทุกทีเหมือนกัน..
เกษียร เตชะพีระ
คนเพิ่งอพยพจากชนบทเข้าเมืองไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวประชากรทางการ ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา, สาธารณสุข, โรงเรียน ยาก คนที่รายได้ไม่เข้าเกณฑ์ทางการ (ต่ำไม่พอ) ทำให้ไม่มีสิทธิ์ลงชื่อในทะเบียนคนจน ก็เลยพลอยไม่ได้สวัสดิการสำหรับคนจนของรัฐไปด้วย
เกษียร เตชะพีระ
...สันติวิธีหรือปฏิบัติการไม่รุนแรงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าความรุนแรง และมีคุณค่าทางจริยธรรมในตัว สมควรได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ต้องการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายใดก็ตาม