Skip to main content
ด้วยความระลึกถึงจาก "พวกดอกเตอร์สมองบวมบนหอคอยงาช้างทั้งหลาย" ต้องสู้กับทักษิณด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ต้องเอาชนะทักษิณด้วยการชนะใจเสียงข้างมาก ไม่ใช่ต่อต้านเสียงข้างมาก
 
กำลังฟังท่านผู้นำสุเทพ ณ กปปส.ปราศรัยประจำคืนนี้ สรุปคือ
 
วิธีเดียวที่จะทำลาย "ระบอบทักษิณ" ได้ มีแต่ต้องทำลายการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยลงไปเท่านั้น แล้วออกแบบระบอบ "ประชาธิปไตย" ใหม่ที่ "สมบูรณ์แบบ" (รู้ว่า "สมบูรณ์แบบ" ก็ตรงทักษิณจะไม่ชนะเลือกตั้ง เพราะจะมีกลไกจำกัดกีดกันอำนาจเสียงข้างมากติดตั้งไว้ในระบบเรียบร้อยสำเร็จรูป แค่นั้นแหละ) มิฉะนั้น "ระบอบทักษิณ" ก็จะชนะเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด
 
นั่นหมายความว่าคุณสุเทพ....
 
๑) ยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญญาเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง
 
๒) ไม่เข้าใจว่าวิธีการชนะคู่ต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือออกแบบนโยบายที่ดีกว่า นำเสนอนโยบายนั้นเพื่อดูดดึงและช่วงชิงเสียงข้างมากให้มายืนอยู่กับตน โดดเดี่ยวทักษิณ เอาชนะทักษิณผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง
 
๓) เชื่อว่าด้วยการทำลายการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย จะทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองลงได้ ไม่เข้าใจว่ามันคือการผลักประชาชนที่รักประชาธิปไตยจำนวนมหาศาล ให้ไปยืนอยู่ตรงข้าม เคียงข้างกับรัฐบาล เพื่อต่อต้านคัดค้านการทำลายประชาธิปไตยของตนกับพวก
 
๔) ต้องสู้กับทักษิณด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลายระบอบประชาธิปไตย
ต้องเอาชนะทักษิณด้วยการชนะใจเสียงข้างมาก ไม่ใช่ต่อต้านเสียงข้างมาก
 
๕) หลงผิดว่าตนกับพวกคือ "ประชาชน" หมดทั้งประเทศ
 
...อ้อ, เผอิญลุงกำนันเอ่ยถึงคำชี้แจงเมื่อวานของผมและเพื่อนคณาจารย์ "พวกดอกเตอร์สมองบวมบนหอคอยงาช้างทั้งหลาย" ในที่ประชุมแถลงของสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยพอดี ยืนยันว่าลุงกำนันไม่ต้องการอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ "เวร" อะไร, และทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ฯลฯ
สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย
 
เรื่องทำ "เพื่อ" คนไทยทั้งประเทศ ก็ขึ้นกับว่าเจตนา "ดี" ของลุงกำนันนั้นจะส่งผล "ดี" จริงหรือไม่ หากใช้วิธีการที่ท่านและคณะเลือก? และคนไทยทั้งประเทศที่ไม่ได้ร่วมชุมนุมอยู่กับลุงกำนัน (๖๑.๗๙ ล้านที่เหลือจากมวลมหาประชาชน ๕ ล้าน) เขาเห็นด้วยเอาด้วยกับสิ่งที่ลุงกำนันและคณะจะทำหรือไม่?
 
ข้อแรก พวกเราคิดว่าไม่ครับ ตรงกันข้าม เราเชื่อว่าจะส่งผลอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติส่วนรวม ส่วนข้อหลัง ลุงกำนันยังไม่ได้ให้คนไทยอีก ๖๑.๗๙ ล้านคนได้มีโอกาสแสดงความเห็นลงมติผ่านการเลือกตั้งเลย
 
ส่วนที่ว่าลุงกำนันไม่ต้องการอำนาจ "เวร" อะไรนั้น หลักฐานคำเจรจาของลุงกำนันกับนายกฯยิ่งลักษณ์ที่มีผบ.เหล่าทัพรู้เห็นเป็นพยานมันตรงกันข้ามน่ะครับ จะให้เชื่อคำพูดลุงกำนันตอนไหนดีล่ะครับ?
 
 
๑) ที่ว่าหลัก "๑ คน ๑ เสียง" ใช้การไม่ใด้ในประเทศไทย วัดจากอะไรหรือครับ? จากขนาดความมั่งคั่งหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ? จากผลการเลือกตั้งทั่วไปที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะมานับสิบปี? ฯลฯ
 
๒) เป็นไปได้ไหมครับว่า "ผล" ที่แตกต่างกันของการใช้หลัก ๑ คน ๑ เสียงในอเมริกา, อังกฤษ, ไทย ฯลฯ นั้น ไม่ได้เกิดจาก "คุณภาพ/วิถียังชีพประชากรผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" เพียงปัจจัยเดียวหรือเป็นหลัก, แต่เกิดจาก "ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน" หรือ "อุดมการณ์/วัฒนธรรมเหยียดหยามและลดทอนคุณค่าความเป็นคนลงเหลือแค่ใบปริญญา" หรือปัจจัยอื่น ๆ?
 
๓) สมมุติว่ามันใช้ไม่ได้ ไม่ทราบว่าศาสตราจารย์ ดร.สมบัติคิดว่าอดีตอธิการบดีนิด้าอย่างตัวท่านเองควรจะมีสักกี่เสียงถึงจะสมน้ำสมเนื้อเต็มภาคภูมิล่ะครับ? ควรจะเท่ากันหรือมากกว่ากี่เสียงเมื่อเทียบกับรปภ.หน้าประตูนิด้า พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารในโรงอาหารนิด้า เจ้าหน้าที่ธุรการนิด้า พนักงานทำความสะอาดสุขาที่นิด้า นักศึกษานิด้า บัณฑิตนิด้า คณาจารย์นิด้า?

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
จาก "บทอาเศียรวาทของมติชน" ถึง "กาแฟลวกมือของ "ทราย เจริญปุระ" สู้ "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่ตอนหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของชุมชนนครหนึ่ง ที่ "เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย"
เกษียร เตชะพีระ
คำอธิบายของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคกรณีดำเนินการกับพนักงานที่โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย: ประเด็นไม่ใช่สีไหน แต่คือกระทำอะไร (Professionalism, not ideology, is the issue.) และตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดและการกระทำสุดโต่งทางการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้ออ้างคำโตแค่ว่าตลาดข้าวหรือตลาดสินค้า/บริการด้านใดด้านหนึ่งเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามรัฐยุ่งเกี่ยวแตะต้องสภาพดังที่เป็นอยู่ อันเป็นข้อถกเถียงแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกระแสหลักที่ระแวงการเมือง เกลียดรัฐแทรกแซง แบบตายตัวบ้องตื้นนั้น ฟังไม่ขึ้น มิพักต้องยกมากรอกหูอีกต่อไป
เกษียร เตชะพีระ
ไม่มีประชาธิปไตยแน่ ๆ คือสภาตรายางและการเลือกตั้งที่มีเก๊ทั้งนั้น หลังฉากจัดตั้งของพรรคคุมเข้มตลอด, ประชาชนลำบากเดือดร้อนก็หาทางประท้วงต่อต้านนโยบายรัฐลำบาก การรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนหนักข้อมาก และไม่มีหลักนิติรัฐครับ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะพรรคอยู่เหนือศาลและอยู่เหนือความพร้อมรับผิดทางการเมืองและกฎหมาย
เกษียร เตชะพีระ
ความสัมพันธ์อันมั่นคงยืนนานตั้งอยู่บนความรักโดยสมัครใจ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลายาวนานในการปลูกสร้างสั่งสมจนเชื่อมั่นไว้วางใจกัน เพราะได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอุปถัมภ์กันในยามยากและยามคับขัน ให้อภัยกันในยามหลุดปากพลั้งมือผิดพลาดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเราตั้งใจจะคงความสัมพันธ์นี้ต่อไปและเราจะอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานได้ก็ด้วยการปฏิบัติต่อกันเยี่ยงนี้
เกษียร เตชะพีระ
"..ทุกสังคมมีพลังฝ่ายขวา ผมอยากให้เขาอยู่และรวมกลุ่มต่อสู้รณรงค์ในระบอบรัฐสภาครับ ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น outlet สำหรับสารพัดความอึดอัดไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่รู้จะสู้ในระบบอย่างไร.."
เกษียร เตชะพีระ
วิธีคิดที่เหมารวมการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างว่าเป็น hate speech นั้นไม่ต่างจากวิธีคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทยต่อกฎหมายม. ๑๑๒ คือไม่สามารถแยกแยะระหว่าง วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เลย ถ้าเราเริ่มคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดินตรรกะเดียวกับผู้จงรักภักดีที่ไม่อาจแยกแยะแบบนั้นได้ น่าแปลกใจไหมครับ?
เกษียร เตชะพีระ
ตกลงประชาชนมีดุลพินิจถ่องแท้เที่ยงธรรม หรือ อ่อนเปราะพลิ้วไหวถูกคนอื่นชักจูงให้รังแกข่มเหงคนอื่นด้วยอคติกันแน่?
เกษียร เตชะพีระ
บางทีที่น่ากลัวที่สุดไม่เพียงแต่เป็น hate speech แต่รวมทั้ง love speech ด้วย อะไรที่สุดโต่งและไม่ฟังไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่า สิ่งนี้ สำคัญ กว่าชีวิตคน น่ากลัวทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะมาในนามอะไร? ความจงรักภักดี, สิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตย, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำเหล่านี้ใช้เป่าคาถาฆ่าคนมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำไหนไม่เปื้อนเลือด คำถามจึงไม่ใช่แค่กำจัดคำ แต่จะทำอย่างไรให้เงื่อนไขการใช้คำฆ่าคน น้อยลง
เกษียร เตชะพีระ
..ในสังคมสาธารณ์ที่ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกบ่อนทำลายลงจากความรู้สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ทุกวี่วัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน พื้นที่เหล่านั้นก็กลับสาธารณ์หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงทุกทีเหมือนกัน..
เกษียร เตชะพีระ
คนเพิ่งอพยพจากชนบทเข้าเมืองไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวประชากรทางการ ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา, สาธารณสุข, โรงเรียน ยาก คนที่รายได้ไม่เข้าเกณฑ์ทางการ (ต่ำไม่พอ) ทำให้ไม่มีสิทธิ์ลงชื่อในทะเบียนคนจน ก็เลยพลอยไม่ได้สวัสดิการสำหรับคนจนของรัฐไปด้วย
เกษียร เตชะพีระ
...สันติวิธีหรือปฏิบัติการไม่รุนแรงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าความรุนแรง และมีคุณค่าทางจริยธรรมในตัว สมควรได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ต้องการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายใดก็ตาม