Skip to main content

ในใจเราแต่ละคนมีเรื่องที่เราอยากพลิกเปลี่ยนแก้ไขขนานใหญ่อยู่เสมอ คนละเรื่องสองเรื่อง ที่ใกล้ตัวเรา เรารับรู้และต้องประสบปัญหาอันเกิดจากมันอยู่ทุกวี่วัน บางท่านอาจเป็นเรื่องการจ้างงาน บางท่านอาจเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม บางท่านอาจเป็นเรื่องการศึกษา

จะมากจะน้อย เรามักรู้สึกว่าเราเห็นปัญหา และถ้ามีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือเรา เมื่อบวกกับความรู้แท้รู้จริงรู้แน่รู้ทั่วชัวร์ป้าปที่เรามีอยู่ อาจจะจากประสบการณ์หรืองานวิจัย ฯลฯ รับรองว่าแก้ได้คัก ๆ

เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่ปัญหามีอยู่บางประการเมื่อมันเป็นกรณี "อำนาจพิเศษ" ที่ไม่ใช่และอยู่นอกเหนืออำนาจปกติ

๑) process

อำนาจพิเศษ ย่อมดำเนินไปตามกระบวนการพิเศษ นอกเหนือกระบวนการปกติ ปัญหาคือกระบวนการพิเศษนี้เปิดกว้างให้การมีส่วนร่วม (inclusion & participation) จากชุมชนนโยบาย (policy community) และผู้มีเดิมพันได้เสีย (stake-holders) เข้าถึงได้ (accessibility) มากน้อยแค่ไหน ทั่วถึงหรือไม่อย่างไร มีกระบวนการคัดกรองและหาตัวแทน (representation) กลุ่มเกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างรอบคอบรัดกุมทั่วถึงหรือไม่ จะดำเนินการให้ได้การป่าวร้องสำแดงผลประโยชน์ (interest articulation) และผนึกสมานผลประโยชน์หลากหลายต่างฝ่ายเข้าด้วยกันเป็นชุดนโยบายที่ได้ดุล (interest aggregation) อย่างไร จึงจะไม่เป็นการลำเอียงเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือละเลยให้น้ำหนักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งน้อยไปจนเสียดุล เพราะการปฏิรูปที่ไม่รวมเอาทุกฝ่ายที่สำคัญเข้ามา ก็จะขาดความร่วมมือผลักดันในขั้นตอนการนำไปปฏิบัติจนการปฏิรูปเสียกระบวน อาจไม่ก่อให้เกิดผลสำเร็จที่คาดหวังได้

๒) agenda setting

ประเด็นปัญหาใดจะได้รับการเลือกหยิบนับรวมเข้ามาในวาระปฏิรูปบ้าง เก็บข้อมูลความเรียกร้องต้องการจากไหนอย่างไร ใครเป็นคนคัดกรอง จะประกันความกว้างขวางทั่วถึงไม่ลำเอียงในการรวบรวมประมวลประเด็นปัญหาที่ต้องปฏิรูปได้อย่างไรจึงจะไม่ตกหล่นละเลย จนบางปัญหาเร่งด่วนน้อยแต่ถูกเอาเข้าระเบียบวาระก่อนเพราะความสนใจหรือผลประโยชน์เฉพาะส่วนของผู้มีอำนาจปฏิรูปและแวดวงใกล้ชิด แต่บางปัญหาเร่งด่วนสำคัญกว่าทว่าห่างไกลจากความสนใจหรือผลประโยชน์เฉพาะส่วนของผู้มีอำนาจปฏิรูปและแวดวงออกไป จนมันถูกทิ้งหมักหมมไว้แล้วไประเบิดต่อหน้าต่อตาอย่างนึกไม่ถึงรับมือไม่ทัน

๓) generalized opposition

เป็นธรรมดาที่การคัดค้านอาจเกิดขึ้นได้ต่อการปฏิรูป นอกจากจะมีการคัดค้านจากผู้เสียประโยชน์จากการปฏิรูปโดยตรงในประเด็นปัญหาหนึ่ง ๆ แล้ว ยังอาจเกิดการคัดค้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ยอมรับความชอบธรรม (legitimacy) ของกระบวนการปฏิรูปด้วยอำนาจพิเศษและกระบวนการพิเศษโดยทั่วไปในตัวมันเองด้วยที่ไปส่งผลรอนสิทธิ์หรือกระทบกระเทือนคนวงกว้างนอกประเด็นปฏิรูป กล่าวคือ เขาอาจต้องการให้ปฏิรูปเรื่องนั้นเรื่องนี้เช่นกันก็เป็นได้ หรือแม้กระทั่งวางเฉย แต่เขาไม่เห็นด้วยกับ "ความพิเศษ" ของอำนาจและกระบวนการ จึงพลอยคัดค้านการปฏิรูป (ที่เขาเองก็อาจเห็นด้วยและอยากได้ในเรื่องนั้น ๆ) ไปด้วย

๔) reversibility

การปฏิรูปที่ได้มาด้วยอำนาจและกระบวนการพิเศษมีปัญหาเรื่องความยั่งยืน (sustainability) เมื่อพ้นช่วงเวลาแห่ง "ความพิเศษ" ออกไป เพราะกระบวนการ โครงสร้าง กฎเกณฑ์กติกาและผลลัพธ์ของการปฏิรูปอาจถูกพลิกกลับ (reverse) ได้ด้วยอำนาจและกระบวนการปกติหรือพิเศษเช่นกัน ในแง่นี้ จึงมักมีการผูกตรึงผลปฏิรูปไว้ด้วยข้อบัญญัติและกลไกต่าง ๆ ทั้งทางกฎหมายและสถาบัน ปัญหาก็คือการผูกตรึงดังกล่าวอาจแข็งตัว (rigidity) จนทำให้มันถูกแก้ไขปรับปรุงไม่ทันกับสภาพการณ์หรือความเรียกร้องต้องการของสังคมที่เปลี่ยนไปจนกลายเป็นปัญหาทับซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง

 

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน facebook "Kasian Tejapira" เมื่อเวลา 16.11 น. วันที่ 27 มิ.ย. 2557

บล็อกของ เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ
จาก "บทอาเศียรวาทของมติชน" ถึง "กาแฟลวกมือของ "ทราย เจริญปุระ" สู้ "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่ตอนหนึ่งกล่าวถึงลักษณะของชุมชนนครหนึ่ง ที่ "เจตนาของผู้พูดผู้แต่งไม่สำคัญ ยึดเอาการตีความของผู้อ่านผู้ฟังเป็นสรณะ แล้วตัดสินวินิจฉัยตามนั้นเลย"
เกษียร เตชะพีระ
คำอธิบายของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคกรณีดำเนินการกับพนักงานที่โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย: ประเด็นไม่ใช่สีไหน แต่คือกระทำอะไร (Professionalism, not ideology, is the issue.) และตรรกะเบื้องหลังวิธีคิดและการกระทำสุดโต่งทางการเมือง
เกษียร เตชะพีระ
ข้ออ้างคำโตแค่ว่าตลาดข้าวหรือตลาดสินค้า/บริการด้านใดด้านหนึ่งเป็นระเบียบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามรัฐยุ่งเกี่ยวแตะต้องสภาพดังที่เป็นอยู่ อันเป็นข้อถกเถียงแบบฉบับของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมกระแสหลักที่ระแวงการเมือง เกลียดรัฐแทรกแซง แบบตายตัวบ้องตื้นนั้น ฟังไม่ขึ้น มิพักต้องยกมากรอกหูอีกต่อไป
เกษียร เตชะพีระ
ไม่มีประชาธิปไตยแน่ ๆ คือสภาตรายางและการเลือกตั้งที่มีเก๊ทั้งนั้น หลังฉากจัดตั้งของพรรคคุมเข้มตลอด, ประชาชนลำบากเดือดร้อนก็หาทางประท้วงต่อต้านนโยบายรัฐลำบาก การรอนสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนหนักข้อมาก และไม่มีหลักนิติรัฐครับ ยืนยันได้ว่าไม่มี เพราะพรรคอยู่เหนือศาลและอยู่เหนือความพร้อมรับผิดทางการเมืองและกฎหมาย
เกษียร เตชะพีระ
ความสัมพันธ์อันมั่นคงยืนนานตั้งอยู่บนความรักโดยสมัครใจ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ใช้เวลายาวนานในการปลูกสร้างสั่งสมจนเชื่อมั่นไว้วางใจกัน เพราะได้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอุปถัมภ์กันในยามยากและยามคับขัน ให้อภัยกันในยามหลุดปากพลั้งมือผิดพลาดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเราตั้งใจจะคงความสัมพันธ์นี้ต่อไปและเราจะอยู่ด้วยกันอย่างยาวนานได้ก็ด้วยการปฏิบัติต่อกันเยี่ยงนี้
เกษียร เตชะพีระ
"..ทุกสังคมมีพลังฝ่ายขวา ผมอยากให้เขาอยู่และรวมกลุ่มต่อสู้รณรงค์ในระบอบรัฐสภาครับ ถึงตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่เข้มแข็งกว่านี้ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น outlet สำหรับสารพัดความอึดอัดไม่พอใจรัฐบาล แต่ไม่รู้จะสู้ในระบบอย่างไร.."
เกษียร เตชะพีระ
วิธีคิดที่เหมารวมการวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างว่าเป็น hate speech นั้นไม่ต่างจากวิธีคิดของคนจำนวนมากในสังคมไทยต่อกฎหมายม. ๑๑๒ คือไม่สามารถแยกแยะระหว่าง วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เลย ถ้าเราเริ่มคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดินตรรกะเดียวกับผู้จงรักภักดีที่ไม่อาจแยกแยะแบบนั้นได้ น่าแปลกใจไหมครับ?
เกษียร เตชะพีระ
ตกลงประชาชนมีดุลพินิจถ่องแท้เที่ยงธรรม หรือ อ่อนเปราะพลิ้วไหวถูกคนอื่นชักจูงให้รังแกข่มเหงคนอื่นด้วยอคติกันแน่?
เกษียร เตชะพีระ
บางทีที่น่ากลัวที่สุดไม่เพียงแต่เป็น hate speech แต่รวมทั้ง love speech ด้วย อะไรที่สุดโต่งและไม่ฟังไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่า สิ่งนี้ สำคัญ กว่าชีวิตคน น่ากลัวทั้งนั้น ไม่ว่ามันจะมาในนามอะไร? ความจงรักภักดี, สิทธิเสรีภาพ, ประชาธิปไตย, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำเหล่านี้ใช้เป่าคาถาฆ่าคนมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีคำไหนไม่เปื้อนเลือด คำถามจึงไม่ใช่แค่กำจัดคำ แต่จะทำอย่างไรให้เงื่อนไขการใช้คำฆ่าคน น้อยลง
เกษียร เตชะพีระ
..ในสังคมสาธารณ์ที่ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกบ่อนทำลายลงจากความรู้สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ทุกวี่วัน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน พื้นที่เหล่านั้นก็กลับสาธารณ์หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงทุกทีเหมือนกัน..
เกษียร เตชะพีระ
คนเพิ่งอพยพจากชนบทเข้าเมืองไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวประชากรทางการ ทำให้เข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา, สาธารณสุข, โรงเรียน ยาก คนที่รายได้ไม่เข้าเกณฑ์ทางการ (ต่ำไม่พอ) ทำให้ไม่มีสิทธิ์ลงชื่อในทะเบียนคนจน ก็เลยพลอยไม่ได้สวัสดิการสำหรับคนจนของรัฐไปด้วย
เกษียร เตชะพีระ
...สันติวิธีหรือปฏิบัติการไม่รุนแรงเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าความรุนแรง และมีคุณค่าทางจริยธรรมในตัว สมควรได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ต้องการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายใดก็ตาม