Skip to main content

องค์ บรรจุน



เราต่างเกิดมาพร้อมข้อมูลส่วนบุคคล สามารถสืบย้อนโคตรวงศ์กลับไปได้ไม่รู้จบ ผิวพรรณ ฐานะ และเชื้อชาติของผู้ให้กำเนิดย่อมเป็นข้อมูลที่เกิดรอล่วงหน้า เป็นมรดกสืบสันดานมาต่อไป ส่วนศาสนาและการศึกษาถูกป้อนขณะอยู่ในวัยที่ยังไม่อาจเลือกเองเป็น หลังจากนั้นหากต้องการแก้ไขก็ทำได้เองตามชอบ ศัลยกรรมทำสีผิว ผ่าตัดแปลงเพศ หรือแม้แต่เปลี่ยนศาสนา กระทั่งสัญชาติก็เปลี่ยนกันได้ ยกเว้น “เชื้อชาติ” ที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยน


ในงานเสวนา “มอญในสยามประเทศ (ไทย) ชนชาติ บทบาท และบทเรียน” เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวถึงความล้าหลังคลั่ง “เชื้อชาติ” ว่า เป็นสิ่งสมมุติที่เกิดภายหลังความเป็นคน

“...
ความเป็นคนควรมาก่อนความเป็นมอญ ความเป็นเขมร หรือความเป็นไทยมาทีหลัง ...ประชาชาติในสุวรรณภูมิมีใครบ้างไม่ทราบ เป็นมอญหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เป็นเขมรหรือเปล่าไม่รู้ แต่เป็นคนแหงๆ เพราะไม่มีชื่อชนชาติ อย่างกรณีโครงกระดูกที่พบที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี (อายุประมาณ 3000 ปีมาแล้ว) บอกว่าเป็นโครงกระดูกคนไทยก็บ้า แต่ถ้าบอกว่าไม่ใช่ไทยก็ซังกะบ๊วย อย่างไรก็ตามนั่นล้วนเป็นบรรพชนของ South East Asia …

...
แม้แต่สำนึกความเป็นมอญ มันเพิ่งเกิดทีหลังคือในรุ่นรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งรัชกาลที่ 4 เขียนเท้าความถึงมอญ แต่ความเป็นมอญนี้ไม่เกี่ยวกับอยุธยาและไม่เกี่ยวเลยกับทวารวดี เพราะมอญช่วงนั้นก็กลืนกลายเป็นไทยไปนานแล้ว ส่วนปัจจุบัน ‘ความเป็นไทย’ มันก็กลืนหมดและบังคับให้คนเป็น ‘ไทย’ ถ้าไม่เป็นมึงตาย…”

ใครยืนยันได้ว่าคนสมัยก่อนไม่มีสำนึกเรื่องเชื้อชาติ หากไม่แล้วมันเกิดขึ้นมาเมื่อใด และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่าสำนึกเรื่องเชื้อชาติพัฒนามาจากความเป็นพวกเดียวกัน เมื่อคนต่างพวกพบกัน ความต่างและความเป็นกลุ่มเดียวกันจึงสำแดงตน จะพบได้ว่าคนโบราณรู้กันดีอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร สืบเชื้อสายมาจากไหน และ “มีอะไรแค่ไหน”
ดังปรากฏว่าในตำนานท้าวฮุ่งที่มีแม่เป็นมอญ จึงถือว่ามอญเป็นตระกูลสูง รวมทั้งจีนซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาค1 ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้โปรดเกล้าฯตั้งทินนามให้รัชกาลที่ 1 ว่า “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหิมา ทุกนคราระอาเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์ฯ” ที่แสดงให้เห็นว่าอดีตและปัจจุบันเชื่อมโยงกัน ด้วยพระเจ้าตากสินมหาราชทราบว่าเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้นเป็น “นเรศวรราชสุริยวงศ์”2 รวมทั้งการที่รัชกาลที่ 4 ทรงอธิบายให้เซอร์จอห์นเบาริ่ง ทราบว่า บรรพชนของพระองค์เป็นมอญมาจากหงสาวดีนั้นก็เช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าแต่ก่อนแต่ไรนั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอดีต (ที่ใครก็รู้) แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เกิดลัทธิอาณานิคมตะวันตก การอ้างถึงชาติตระกูลที่สืบเชื้อสายมายาวนานจึงจำเป็น และก็ควรตั้งข้อสังเกตุไว้ด้วยว่า “มอญ” ในความรับรู้ของคนสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น คงมีความน่าเชื่อในฐานะชาติอารยะเก่าก่อน เพราะหากสถานการณ์เป็นดังทุกวันนี้แล้วเชื่อได้ว่ารัชกาลที่ 4 น่าจะอ้างอิงว่าพระองค์สืบเชื้อสายมาจาก “จีน” จะดูมีน้ำหนักกว่า (ดังที่อดีตนายกทักษิณได้ไปเยี่ยมเยียนถิ่นเกิดของบรรพชนที่กวางโจว และการที่สมาพันธ์สมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทยเชิญท่านไปกล่าวเปิดงาน3)

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนของวันนี้ได้เลือกสำแดงตนออกมาว่าหวงแหนเชื้อชาติของตน การย้อนนึกถึงสิ่งที่เนื่องด้วยบรรพชนก็น่าจะเป็นสิ่งดี จริงอยู่การเจริญเติบโตของเมืองในอดีตอาจเกิดขึ้นด้วยผลประโยชน์ทางการค้า ศาสนา และการเมือง มากกว่าจะเป็นการรวมตัวกันของคนเพียงเชื้อชาติเดียว เพื่อการ “สมประโยชน์” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นไม่มีสำนึกเรื่องเชื้อชาติร่วมกันเลย อย่างไรก็ดีสำนึกเรื่องเชื้อชาติดังกล่าวได้มีการส่งต่อนับเนื่องกันมายาวนาน แม้นักคิดส่วนใหญ่จะเชื่อว่าส่วนผสมของชาวสยามปัจจุบันเป็นคนทวารวดีที่สิ้นสำนึกแบบทวารวดีไปแล้ว รวมเข้ากับคนที่มาใหม่ ไต ลาว และจีน แต่ต้องไม่ลืมว่าชื่ออาณาจักรอยุธยานั้นคือ “กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา” หรือ “กรุงเทพทวารวดี” และต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นก็ยังคงความหมายไว้ดังเดิม เพิ่งมาเปลี่ยนเป็น “กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร์ฯ” ในภายหลัง

อาจารย์สุจิตต์ กล่าวว่าตนหลุดพ้นจากความ “ล้าหลังคลั่งชาติ” แต่ยังไม่วายแดกดันตัวเองด้วยการกล่าวถึงเชื้อสายของตนว่า “เจ๊กปนลาว” ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าทั้งสองชนชาติในสายเลือดของท่านนั้น มีผลต่อความคิดความรู้สึกเมื่อถูกพูดถึง สอดรับกับหนังสือ “พลังลาวชาวอีสาน” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2550 คล้ายจะบอกให้สังคมรู้ว่า คนลาวอีสานก็มีดี อย่ามาดูถูกกัน ซึ่งผู้เขียนก็เชื่ออย่างนั้น


คนช่างคิดบางคนแสดงความเห็นว่า

...ถ้ายังหลงทางและงมงายกับสิ่งที่เรียกว่า "เชื้อชาติ" โดยไม่มองให้ทะลุแดดไปถึง "ความเป็นคน"...วันหนึ่งเมื่อมี "ประเทศมอญ" และมีกรณี "โชติศักดิ์มอญ" เกิดขึ้น ก็จะมี "คาราบาวมอญ" ไปถามหมอนั่นว่า "เ ป็ น ค น ม อ ญ รึ ป ล่ า ว...อ่าวๆๆๆๆ" พร้อมกับไล่กระทืบให้หมอนั่นออกนอกประเทศไทย สรุป: ความดักดานไม่เคยปรานีใคร!...”


การตั้งคำถามกับผู้อื่นว่าเป็นไทยหรือเปล่า เป็นมอญหรือเปล่า จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคำตอบที่ได้รับนั้นไม่มีวันถูกใจผู้ถาม คำถามที่น่าจะถามต่อคนช่างคิดก็คือ “จิตของคุณเป็นอะไร มีโอกาสรักษาหายหรือเปล่า...?”


ทำไม...คนที่รักเชื้อชาติของตนต้องถูกเหมาเข่งว่า “ดักดาน” และถูกตีขลุมว่าจะต้องก้าวร้าวกับใครต่อใครไม่เลือกหน้า...?


หากผู้คนหลุดพ้น “ความล้าหลังคลั่งชาติ” ที่เข้าใจกันไปเองนั้นแล้ว คงไม่ได้ยินคำเขื่องที่ว่า
คนไทยมีน้ำใจ คนไทยยิ้มง่าย คนไทยเป็นมิตร”

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” หรือหักมุมไปเลย

คนไทยโง่เพราะกินข้าวมาก...”


คนกินข้าวหรือกินขนมปังเขาก็ยิ้มเป็น มีน้ำใจ และเป็นมิตรเหมือนกัน ผู้ที่คิดว่าตนหลุดพ้นและตำหนิผู้อื่นว่า “ดักดาน” พฤติกรรมนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการสร้างความรู้ชุดใหม่ครอบงำผู้อื่น และน่าจะถือได้ว่าเป็นความดักดานประเภทหนึ่ง เมื่อคนกลุ่มน้อยในสังคมมีสำนึกเรื่องเชื้อชาติถูกมองว่าดักดาน ขณะที่คนอีกส่วนของสังคมยอมสิโรราบให้กับวิธีคิดและวิธีจูงคนให้คิดตามชาติมหาอำนาจตะวันตก อเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งใช้โอกาสทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการประชาสัมพันธ์กระทำต่อผู้ที่ด้อยกว่า


การให้สติแก่กันเรื่องชาตินิยมในกลุ่มคนที่ล้นทะลัก ผู้ให้สติควรตั้งสติ เอาอัตตาของตนวางไว้ ไม่เอาชาติ (การเกิดขึ้น) นิยมของตนไปกดทับคนอื่น และต้องไม่เหมายกเข่ง ในเมื่อเราต่างที่มา ต่างตำรา และต่างตีความ เพราะหากความรู้สึกหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมและเกียรติภูมิของบรรพชน ถูกตราหน้าว่าดักดานล้าหลังคลั่งชาติเสียแล้ว น่าห่วงว่าพฤติกรรมของคนในชาติต่อไปจะเป็นไปในรูปใด คงต้องรอวัฒนธรรมกระแสหลักจาก “ผู้จัดการรัฐไทย” โดยทอดทิ้งมรดกของบรรพชน (ไทย จีน ม้ง กะเหรี่ยง ลาว แขมร์ มอญ ยวน ฯลฯ) รอกินอาหารแช่แข็งรสชาติคงที่ของห้างค้าปลีกข้ามชาติ แต่งตัวตามวารสารและมิวสิควีดีโอจากเอเชียตะวันออก ส่งบรรณาการดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปยุโรปในรูปของภาษีนำเข้า ฯลฯ หากเป็นอย่างนั้นแล้วไซร้ เขาผู้นั้นก็สมควรได้รับการตราหน้าว่า “ลืมกำพืด” เฉกเช่นเดียวกัน

1 จิตร ภูมิศักดิ์. (2544). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. หน้า 95.
2 คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2543). โครงกระดูกในตู้. หน้า 80.
3 ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก. (2545). คำกล่าวของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดสำนักงานแห่งใหม่ของสมาพันธ์สมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย ถนนเจริญกรุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2545.


บล็อกของ องค์ บรรจุน

องค์ บรรจุน
องค์ บรรจุนหลวงพ่อสมาน วัดชนะสงคราม ที่เคยเลี้ยงดูส่งเสีย ข้าวแกงก้นบาตรราดรดหัวผมมาจนเรียนจบปริญญาตรีเมื่อสิบกว่าปีก่อน ท่านชอบเปรียบเปรยลูกศิษย์ลูกหาและใครต่อใครที่ลืมคุณคนด้วยสำนวนมอญที่ไม่พ้นไปจากเรื่องการกินการอยู่ เป็นต้นว่า "ใหญ่เหมือนช้าง ยาวเหมือนงู" (แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน)"กินผลฟันต้น เก็บร่มหักก้าน" (กินบนเรือนขี้บนหลังคา)"ข้าวแดงแกงร้อน" (สำนึก)"เสียข้าวสุก" (เนรคุณ)แต่ที่ผมเสียวแปลบไปถึงขั้วหัวใจทุกครั้งเมื่อถูกท่านเหน็บเอาว่า"ข้าวสุกไม่มียาง" (ก็เนรคุณอีก)
องค์ บรรจุน
องค์ บรรจุน"มอญร้องไห้" ร้องทำไม ร้องเพราะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ หรือญาติเสีย...?ถูก...ญาติเสีย แต่ต้องระดับคนมีหลานเหลนแล้ว และเป็นที่เคารพรักของผู้คนเท่านั้น หากญาติที่เสียชีวิตอายุยังน้อย แม้จะเสียใจก็ร้องไห้กันไปตามมีตามเกิด ไม่มีการทำพิธีกรรมให้เป็นพิเศษแต่อย่างใดมอญร้องไห้ เป็นมีพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งถือปฏิบัติสืบต่อกันมาในงานศพ เป็นการแสดงความอาลัยรักของลูกหลาน ที่สำคัญเป็นการยกย่องและรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้ตายที่เคยทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต โดยมากแล้วผู้ร้องจะเป็นหญิงสูงอายุและเป็นเครือญาติกับผู้ตาย เนื้อหาที่ร้องพรรณนาออกมานั้นจะได้ออกมาจากใจ…
องค์ บรรจุน
องค์ บรรจุน สำนวนไทยที่กล่าวถึงการแย่งศพมอญ นั่นคือ “แย่งกันเป็นศพมอญ” หากพิจารณาความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่มีความหมายว่า ยื้อแย่งกัน ซึ่งใช้ในเชิงเปรียบเทียบ๑ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำนวนนี้มีที่มาจากประเพณีมอญแต่โบราณ และคำว่า “แย่ง” นั้นก็เป็นแต่อุบาย ที่หมายให้ผู้คนทั้งหลายหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วัฒนธรรมประเพณีมอญหลายประการที่คนไทยยอมรับมาอย่างหน้าชื่นตาบาน เช่น ประเพณีสงกรานต์ ตักบาตรน้ำผึ้ง ล้างเท้าพระ ดนตรีปี่พาทย์นาฏศิลป์ เหล่านี้เป็นหัวใจของไทยที่รับมาจากมอญ และทำการปรับเปลี่ยนให้เป็นของตนอย่างกลมกลืน…
องค์ บรรจุน
“...ต้องการแม่ครัว (หรือพ่อครัวก็ได้) ๑ ตำแหน่งค่ะ ทำงานที่ระยองนี่ล่ะ...”“ชาวพม่าเอาไหมครับ ถ้าเอามีเยอะเลย ข้างบ้านเขาทำธุรกิจแรงงานพม่าอยู่น่ะ...”“พม่าทำกับข้าวอร่อยหรือเปล่าคะ”“…มีข่าวบ่อยๆ ว่า แรงงานต่างด้าว ไม่ใช่ต่างดาว ฆ่านายจ้าง ระวังไว้นะ”“พม่าเอาแบบนุ่งกางเกงนะ ห้ามนุ่งโสร่ง เดี๋ยวจะเพิ่มเส้นให้มามากเกินไป...ง่ะ...๕๕๕++”ฯลฯข้อความโต้ตอบในกระดานสนทนาเว็บไซต์หางานแห่งหนึ่ง ที่ผู้เขียนเข้าไปพบโดยบังเอิญ เมื่อปลายปีที่แล้ว ข้อความโต้ตอบข้างต้นสะท้อนแง่คิดของคนไทยกลุ่มหนึ่งได้อย่างแปรปรวนชวนสงสัย น่าแปลกที่คนไทยเรามีสายตาที่มองคนพม่าในแบบที่ทั้งหวาดกลัว ไม่ไว้วางใจ เป็นตัวตลก…
องค์ บรรจุน
ขนิษฐา คันธะวิชัย   ปกติฉันทำงานที่ตึกประชาธิปก-รำไพพรรณี ซึ่งอยู่ติดกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงมักจะไปทานอาหารที่โรงอาหารของคณะเศรษฐศาสตร์ ในช่วงแรกๆ ที่ฉันมาเรียนที่จุฬาฯ ก็ได้ยินคนขายอาหารพูดกันเองว่า   “คนเก็บจานที่มาใหม่น่ะ พูดอังกฤษคล่องเชียว เป็นคนพม่า พูดไทยไม่ได้ เวลาจะให้ทำอะไรแกต้องสั่งเขาเป็นภาษาอังกฤษนะ” ฉันเลยรับรู้มาตั้งแต่นั้นว่า โรงอาหารแห่งนี้มีแรงงานข้ามชาติจากพม่าทำงานอยู่ (พอดีตอนนั้นเรียนเรื่องการย้ายถิ่นข้ามชาติอยู่ด้วย) หลังจากนั้นก็จะได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานพม่ามาตลอด ว่าที่เราเข้าใจว่าเป็น “แรงงานพม่า” นั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นได้ทั้งพม่า…
องค์ บรรจุน
องค์ บรรจุน เครื่องนุ่งห่มนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ของมนุษย์ เพื่อปกปิดร่างกายคุ้มภัยร้อนหนาวจากธรรมชาติ กันขวากหนามงูเงี้ยวเขี้ยวขอขบเกี่ยว และที่สำคัญ ปิดกายให้พ้นอาย รวมทั้งเสริมแต่งให้ชวนมอง ส่วนการตกแต่งร่างกายตามความเชื่อและลัทธิทางศาสนานั้นน่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลังสุดและมีความสำคัญรองลงมา การตกแต่งร่างกายนั้นเป็นความจำเป็นที่มนุษย์ใช้เรียกความสนใจจากเพศตรงข้าม นำไปสู่การดำรงเผ่าพันธุ์ อันต่างจากสัตว์ที่เป็นไปตามสัญชาติญาณ และมีแรงดึงดูด (ฟีโรโมน) ในตัว สามารถส่งเสียง สร้างสี ส่องแสง แต่งกลิ่น ล่อเพศตรงข้าม แต่มนุษย์ไม่มีสิ่งเหล่านั้นจึงต้องสร้างขึ้น…
องค์ บรรจุน
สุกัญญา เบาเนิด งานบำเพ็ญกุศลถวายพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ซึ่งชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพฯและชาวไทยเชื้อสายมอญจากทั่วประเทศร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยในฐานะกรรมการจัดงาน แต่ก็รู้สึกอิ่มเอมใจกับภาพที่เห็นและบรรยากาศที่ได้สัมผัส ถือเป็นงานใหญ่ที่คนมอญได้แสดงออกซึ่งขนบธรรมประเพณีอันดีงาม มิเสียชื่อที่เป็นชนชาติที่รุ่งเรืองทางด้านอารยธรรมมาก่อน ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาและสืบทอดธรรมเนียมมอญโบราณ และเป็นการถวายพระกุศลแด่พระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์…
องค์ บรรจุน
ขนิษฐา คันธะวิชัย “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย” กลอนภาษาไทยข้างต้นเป็นกลอนที่ฉันได้ยินมาแต่เด็ก เมื่อมาเขียนบทความนี้ก็พยายามหาว่าใครเป็นคนแต่ง ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่ามาจากเชคเสปียร์ที่บอกว่า “Two folks look through same hole, one sees mud, one sees star” ส่วนผู้ที่ถอดเป็นภาษาไทยนั้น ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าใครเป็นคนถอดความและประพันธ์กลอนนี้ อย่างไรก็ตาม ฉันเข้าใจว่ากลอนบทนี้กล่าวถึงการมองสรรพสิ่งที่เป็นสิ่งเดียวกัน แต่ว่าต่างคนอาจมองได้ต่างกัน และเมื่อฉันโตขึ้น ฉันก็ได้เห็นประจักษ์ถึงความเป็นไปตามคำกล่าวนั้น…
องค์ บรรจุน
องค์ บรรจุน ผีที่คนมอญนับถือ มิใช่ผีต้นกล้วย ผีตะเคียน ผีตานี ผีจอมปลวก แต่เป็นผีบรรพชน ผีปู่ย่าตายายของเขา สิ่งที่รัดโยงและธำรงความเป็นมอญที่สำคัญสิ่งหนึ่งคือ “การนับถือผี” ผีเป็นศาสนาแรกของทุกชาติทุกภาษา คนมอญนับถือผีควบคู่กับพุทธศาสนา เคารพยำเกรงไม่กล้าฝ่าฝืน การรำผีนอกจากเป็นการเซ่นไหว้ผีประจำตระกูลแล้ว ยังเป็นการรักษาโรคด้วย หากเทียบกับการรักษาโรคในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า เป็นจิตวิทยาการแพทย์ ในบรรดาการรักษาโรคที่หลากหลายของมอญ เช่น การรักษาด้วยสมุนไพร การนวด คาถาอาคม และพิธีกรรม เช่น การทิ้งข้าว (เทาะฮะแนม) การเสียกบาล (เทาะฮะป่าน) ส่วนพิธีกรรมที่ใหญ่ที่สุดคือ การรำผี (เล่ะฮ์กะนา…
องค์ บรรจุน
ภาสกร อินทุมาร ชลบุรีอาจจะเป็นจังหวัดที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีชุมชนคนมอญตั้งอยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้จักเฉพาะมอญเกาะเกร็ดและมอญพระประแดงเท่านั้น... แต่ถึงอย่างไรก็ดี ชลบุรีก็ยังมีคนมอญอยู่ที่ “วัดบ้านเก่า” ซึ่งมีชื่อเดิมว่า “วัดบ้านมอญ” แห่งตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี และความน่าสนใจของคนมอญของที่นี่ อยู่ที่ “พระ”   วัดบ้านเก่า (วัดบ้านมอญ) ตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
องค์ บรรจุน
  สุกัญญา เบาเนิดในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังนิยมสวมในเสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เสื้อชมพู (ประดับตราสัญลักษณ์) ด้วยความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกถึงความจงรักภักดี หรือจะด้วยความรู้สึกอื่นใด...ทำให้เรารับรู้ได้ว่าการมีเสื้อผ้าไม่ใช่มีไว้ห่อหุ้มร่างกายอย่างเดียว  แต่เสื้อผ้ายังแฝงไว้ด้วยความหมายหลายสิ่งอย่างอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นสี หรือ ลวดลาย  กล่าวกันว่าการกระทำของคนเรานั้นเป็นการกระทำในเชิงสัญลักษณ์ ดังนั้นเสื้อผ้าก็เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารเรื่องราว เป็นตัวแทนความคิด และแทนความรู้สึกร่วมของคนในกลุ่ม  แรงงานมอญที่อพยพเข้างานทำงานในมหาชัย (จังหวัดสมุทรสาคร)…
องค์ บรรจุน
ขนิษฐา คันธะวิชัย ตอนเล็กๆ ผู้เขียนมักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หรือ “ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ” ซึ่งเป็นคำพูดที่ใช้เรียกทฤษฎีความอลวน (Chaos Theory) กระนั้นผู้เขียนก็ไม่ได้สนใจว่าทฤษฎีนี้มีเนื้อหาอย่างไร แต่ก็มีผู้อธิบายว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” นี้เป็นการอธิบายว่าการที่เราเริ่มทำสิ่งหนึ่งอาจส่งผลลัพธ์ไปถึงสิ่งที่อยู่ไกลๆ ได้ เพราะทุกสิ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงซึ่งกันและกันเกินกว่าที่เราจะตระหนัก ตอนนี้ผู้เขียนเปิดคอมพิวเตอร์ เปิดไฟ เปิดพัดลม การกระทำเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดสิ่งใดในพื้นที่ที่ห่างออกไปได้หรือไม่ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน…