สยายผมเช็ดพระบาท... ทำไม?

9 March, 2010 - 00:00 -- ong

แม้พุทธศาสนาจะมีต้นกำเนิดมาจากชมพูทวีป แต่ชนชาติต่างๆ ได้มีการแลกรับปรับใช้ในแบบของตนเอง เกิดลัทธินิกายผิดแผกแตกต่างกันไป สำหรับพุทธศาสนาในเมืองไทยนั้นเป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่า ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเถรวาทของมอญ ซึ่งเลื่องชื่อเรื่องความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติของสงฆ์และความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นของพุทธศาสนิกชนมอญ ข้อหนึ่งที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้คือ พุทธประวัติตอนที่พระนางพิมพาสยายผมลงเช็ดพระบาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธประวัติตอนนี้มีกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของมอญเท่านั้น นอกจากนี้ชาวมอญยังได้นำมาใช้ในชีวิตจริงกับกษัตริย์และราชวงศ์อีกด้วย เป็นการยืนยันถึงความเลื่อมใสศรัทธาอันเป็นเอกลักษณ์ทางพุทธศาสนาของชนชาติมอญแต่โบราณ

หลายคนอาจได้ยินเรื่องการ สยายผมลงเช็ดพระบาท จากเพลงของ จรัล มโนเพชร ในบทเพลงที่ชื่อ มะเมี๊ยะ สาวมอญเมืองมะละแหม่ง ในตอนที่มะเมี๊ยะจะต้องอำลาจากเจ้าน้อยศุขเกษม รัชทายาทเจ้าเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น เพื่อกลับบ้านเมืองของตนภายหลังผิดหวังในรักเพราะผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าน้อยปฏิเสธอย่างรุนแรง มะเมี๊ยะสยายผมลงเช็ดบาทเจ้าน้อยเพื่อแสดงความอาลัยรักและเคารพอย่างสูงสุด เนื้อร้องเพลงที่ว่านั้นคือ

...โอ๊ โอ้ ก็เมื่อวันนั้น วันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง เจ้าชายก็จั๊ดขบวนจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำต๋า มะเมี๊ยะตรอมใจ๋ อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา ขอลาไปก่อนแล้วจ๊าดนี้

ประเพณี สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา ที่กล่าวถึงในเพลงของจรัล มโนเพชร เป็นประเพณีโบราณ ดังปรากฏหลักฐานเป็นภาพสลักนูนต่ำอยู่บนใบเสมาสมัยทวารวดี ซึ่งใบเสมานั้นมีความสำคัญต่อพุทธสถานอย่างยิ่ง การที่จะเรียกว่าเป็นวัดได้นั้น จะต้องมีหลักกำหนดเขตชัดเจนสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และหลักสำหรับปักเพื่อแบ่งเขตนี้มีชื่อเรียกว่าใบเสมา เป็นเขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมของสงฆ์ หรือเขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน


ใบเสมาสลักภาพนูนต่ำเล่าเรื่องพระนางพิมพาสยายผม รองพระบาทพระพุทธเจ้า


ใบเสมามีประวัติความเป็นมายาวนาน ในประเทศไทยสามารถสืบย้อนไปไกลถึงยุคสมัยแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ นั่นคือ อารยธรรมทวารวดี อันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าอารยธรรมทวารวดีเป็นอารยธรรมเก่าแก่ของมอญ มีศูนย์กลางความเจิญอยู่บริเวณภาคกลางของไทยในปัจจุบัน และเป็นอารยธรรมที่นับถือพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กับศาสนาพราหมณ์ แต่ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมากกว่า ดังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ศิลาจารึกและงานศิลปกรรมต่างๆ ส่วนในบริเวณภาคอีสานของไทย ก็พบร่องรอยอารยธรรมทวารวดีที่เผยแพร่มาจากภาคกลาง รวมทั้งใบเสมารูปพระนางพิมพาก็ค้นพบในเขตภาคอีสานเช่นกัน

ด้วยความที่ใบเสมาขนาดใหญ่ จึงนิยมสลักภาพเล่าเรื่องบนใบเสมาขึ้น เป็นความสวยงามที่บอกเล่าเรื่องราวในพุทธศาสนาแทนการอ่านที่จำกัดอยู่ในกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น เรื่องราวที่นิยมสร้างขึ้นนั้น มักเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาพสถูปหรือหม้อปูรณฆฏะ อันเป็นอิทธิพลทางคติความเชื่อเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของอินเดีย

สำหรับภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ส่วนมากเป็นตอนที่พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมโปรดเหล่าบุคคล ภาพสลักบนใบเสมาที่เชื่อว่ามีความงดงามและสำคัญอย่างที่สุดชิ้นหนึ่งนั้น คือ ภาพตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาจากกรุงกบิลพัสดุ์ พบที่เมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดขอนแก่น เป็นภาพขณะพระนางพิมพาสยายผมรองรับพระบาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นท่าแสดงความเคารพอย่างสูงสุด การแสดงความเคารพในลักษณะเช่นนี้ โดยมากพบในศิลปะมอญและพม่า สะท้อนแนวความคิดทางพุทธศาสนาในแบบมอญที่แพร่ขยายความนิยมทางศิลปะสู่ดินแดนใกล้เคียง

บันทึกในหน้าประวัติศาตร์ไทยอย่างน้อย ๒ ครั้ง ที่สาวมอญได้ถวายสักการะอย่างสูงสุดต่อสมาชิกในราชวงศ์ของไทย ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เส็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดคงคาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี สาวมอญได้หมอบรอรับเสด็จสองข้างทางตั้งแต่ประตูรถพระที่นั่งจอดเทียบไปจนถึงปะรำพิธี โดยปลดมวยผมสยายลงถวายสักการะให้แด่สมเด็จพระเทพฯได้เสด็จพระราชดำเนินผ่าน ครั้งที่สอง ชาวมอญตั้งใจปฏิบัติถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินมาในงาน ไทยรามัญเทิดพระเกียรติพระมิ่งมณีจักรีวงศ์ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้จัดงานเสนอปรับเปลี่ยนให้สาวมอญเพียงแต่ปลดผ้าสไบจากไหล่ปูลาดรองพระบาทให้พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินแทน

 


สาวมอญสยายผม รองพระบาทสมเด็จพระเทพฯ วัดคงคาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี พ.ศ. ๒๕๒๐

ประเพณีสยายผมรองพระบาทหรือเช็ดพระบาทของมอญนั้นมีมาช้านานแล้ว ชาวมอญถือเป็นการถวายความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยการนำสิ่งสูงสุดของร่างกายตนที่ถือเป็น ศรี แด่เจ้าของกายสยายลาดปูให้สมณสงฆ์ กษัตริย์ ตลอดจนราชวงศ์เหยียบย่าง แม้สถาบันกษัตริย์ราชวงศ์ของมอญจะไม่ปรากฏอยู่แล้วในวันนี้ แต่ชาวมอญในเมืองไทยยังคงปฏิบัติบูชากับราชวงศ์ไทยสืบมาไม่เสื่อมคลาย
 


สาวมอญปลดสไบ จากไหล่รองพระบาทสมเด็จพระเทพฯ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี
พ.ศ. ๒๕๔๗

ความเห็น

Submitted by น้ำลัด on

บทความนี้สนับสนุนและตอกย้ำได้เป็นอย่างดี
ต่อข้อสันนิษฐานที่ว่า “มะเมี๊ยะ” แห่งเมือง "มะละแหม่ง" นั้นเป็นสาวมอญ

ในอดีต "มอญ" นั้นรุ่งเรืองมากในเขตลุ่มน้ำอิระวดีและลุ่มน้ำสาละวิน
ส่วน "ขอม" นั้นรุ่งเรืองในเขตระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยากับลุ่มน้ำโขง
อาณาจักรล้านนานั้นน่าจะรับอารยธรรมจากมอญมากกว่าขอม
อย่างอักษรล้านนาก็มีพัฒนาการจากอักษรมอญ
ในขณะที่สุโขทัยได้พัฒนาอักษรจากอักษรขอม
กษัตริย์ล้านนาที่มีชื่อเสียง "พระเจ้าเม็งราย"
ก็มีชื่อเป็นมอญ ("เม็ง" ภาษาเหนือหมายถึง "มอญ")
บางคนเรียกว่า "พระเจ้ามังราย" ก็ยิ่งเป็นภาษามอญมากขึ้น

อาณาจักรสุโขทัยเองก็มีการติดต่อกับมอญเป็นอย่างมาก
ดังจะเห็นว่ามีเรื่องราวของ "มะกะโท"
ในทางภูมิศาสตร์ ระยะทางการออกทะเลของสุโขทัย
ทางทิศตะวันตก กับทางทิศใต้มีระยะทางพอๆกัน
อารยะธรรมอินเดียจึงผ่านอาณาจักรมอญเข้ามาได้ง่ายกว่า

Submitted by samakun on

สงสัยว่าทำไมเหมือนกับเรื่องในคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วยตอนที่มารีย์เอาน้ำหอมมาแล้วใช้ผมเช็ดเท้าพระเยซู

Submitted by อาโด๊ด on

"เม็ง" ในล้านนาเป็นที่รู้กันดีว่าหมายถึง "มอญ" ต่อมาเขาจึงให้ออกเสียงเรียกพ่อขุน - ราย ว่า มัง ว่าถูกต้อง ด้วยกลัวว่า พ่อขุน - ราย จะเป็นมอญ แต่ยินดีใช้คำว่า มัง ซึ่งดูเป็นพม่า มากกว่า ถ้าจะย้อนดูประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะมีการสร้างบ้านแปงเมืองล้านนา ดังปรากฏอนุสาวรีย์ "โอน้อยออก" (อนุสาวรีย์สามกษัตริย์) ภาษาและวัฒนธรรมประเพณีส่วนใหญ่ก็รับมาจากหริภุญชัย คนหริภุญชัยเป็นใครกันบ้าง (คงมีหลายชาติพันธุ์อยู่ปะปนกันไป) แต่จารึกที่ขุดพบที่นั่นล้วนแล้วแต่เป็นภาษามอญ

Submitted by อาโด๊ด on

ที่คุณ "samakun" สงสัยว่า ทำไมในคัมภีร์ไบเบิ้ลมีฉากที่มารีย์เอาน้ำหอมมาแล้วใช้ผมเช็ดเท้าพระเยซูคล้ายกับพระนางพิมพาสยายผมรองพระบาทพระพุทธเจ้า

อันนี้ตอบยาก แต่บางทีอาจจะไม่ยากสักเท่าไหร่ เพราะในยุคแรกๆ ของพุทธศาสนายังไม่มีรูปเคารพ เราเพิ่งจะมาสร้างพระพุทธรูปขึ้นในภายหลังจากนั้นนับพันปี พระพุทธรูปยุคแรกๆ มีหน้าตาเหมือเทพอพอลโล ริ้วจีวรก็คล้ายกับชุดแต่งกายของรูปปั้นกรีก

คำว่า กูรู (guru) ที่ตะวันตกนิยมใช้ นำมาจากภาษาสันสกฤษว่า คุรุ นำไปใช้ในความหมายว่า ครู ผู้รู้แจ้ง ผู้ให้ทางสว่าง

ตัวเลขอารบิคที่ฝรั่ง (และเกือบทุกชาติ) ใช้กันทั่วไปทุกวันนี้ก็เป็นตัวเลขอาหรับ

ฯลฯ

ขนบการด่าให้แสบไส้ อย่างมอญ

31 March, 2010 - 00:00 -- ong

การบริภาษผู้ที่มาทำให้เราไม่พอใจนั้นมีอยู่ด้วยกันทุกชนชาติ หากแต่ถ้อยคำที่ก่นด่ากันนั้นมีนัยยะสำคัญอย่างไร เหตุใดคนที่เลือกสรรถ้อยคำนั้นขึ้นมาจึงคิดว่าจะเป็นคำที่เจ็บแสบ สามารถระบายอารมณ์พลุ่งพล่านนั้นลงได้ ว่าแต่ว่า คำที่คนชาติหนึ่งด่ากันแล้วนำเอาไปด่าใส่คนอีกชาติหนึ่งมันจะเจ็บแสบอย่างเดียวกันหรือไม่ หรือคนด่าจะเป็นฝ่ายเจ็บเสียเอง

ตนกูอับดุล เราะฮ์มาน (Tunku Abdul Rahman)

19 March, 2010 - 00:00 -- ong

บางท่านอาจเคยรู้มาบ้างแล้วว่า นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียมีเลือดเนื้อเชื้อไขไทยสยาม แต่บรรดาคนเกือบทั้งหมดในจำนวนนี้อาจจะยังไม่รู้ว่า เชื้อสายไทยสยามของท่านนั้นแท้จริงแล้วคือ มอญ ด้วยสายเลือดข้างมารดานั้นคือ คุณหญิงเนื่อง (คุณหญิงฤทธิสงครามรามภักดี) หลานลุงของหลวงรามัญนนทเขตคดี อดีตนายอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีคนแรก ต้นสกุล นนทนาคร

สยายผมเช็ดพระบาท... ทำไม?

9 March, 2010 - 00:00 -- ong

แม้พุทธศาสนาจะมีต้นกำเนิดมาจากชมพูทวีป แต่ชนชาติต่างๆ ได้มีการแลกรับปรับใช้ในแบบของตนเอง เกิดลัทธินิกายผิดแผกแตกต่างกันไป สำหรับพุทธศาสนาในเมืองไทยนั้นเป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่า ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเถรวาทของมอญ ซึ่งเลื่องชื่อเรื่องความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติของสงฆ์และความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นของพุทธศาสนิกชนมอญ ข้อหนึ่งที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้คือ พุทธประวัติตอนที่พระนางพิมพาสยายผมลงเช็ดพระบาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธประวัติตอนนี้มีกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของมอญเท่านั้น นอกจากนี้ชาวมอญยังได้นำมาใช้ในชีวิตจริงกับกษัตริย์และราชวงศ์อีกด้วย เป็นการยืนยันถึงความเลื่อมใสศรัทธาอันเป็นเอกลักษณ์ทางพุทธศาสนาของชนชาติมอญแต่โบราณ

อีกแค่ ๙๔ ครบร้อยปีตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

22 February, 2010 - 00:00 -- ong

ตลาดน้ำเกิดใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วอึดใจ ท่ามกลางธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ ผู้คนให้การต้อนรับแบบน้ำใสใจจริง และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์รายรอบที่น่าสนใจ แม้จะเป็นตลาดน้ำเกิดใหม่เมื่อไม่นานแต่ก็ไม่มีการเสริมแต่งอย่างฝืนธรรมชาติ ซ้ำยังโดดเด่นด้วยของกินของใช้และของฝากหลากหลายโดยพ่อค้าแม่ขายคนในท้องถิ่น เปิดขายทุกวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่เช้าตรู่เรื่อยไปจนแดดร่มลมตก จากนั้นตลาดก็จะวายไปเองตามวิถีทางของมัน

 

คนไทยแท้เป็นอย่างนี้เอง

10 February, 2010 - 00:00 -- ong

ป้าขจี (สงวนนามสกุล) เป็นคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในหลายวัฒนธรรม คลุกคลีกับผู้คนตั้งแต่เหนือสุดจนเกือบใต้สุดแดนสยาม อีกทั้งยังมีการผสมผสานหลายชาติพันธุ์ในตัวของป้า กับวัยที่ผ่านสุขทุกข์มาแล้วกว่า ๗๖ ปี จิตใจที่โน้มเอียงเลือกจะอยู่ข้างวัฒนธรรมแบบใดหรือยอมรับการผสมผสานของสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตมากน้อยเพียงใดนั้น คงเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่หล่อหลอมป้าขจีมาตั้งแต่วัยเด็ก