Skip to main content
 

1.


"ถ้าเขารู้ว่าภายใต้ซากเน่าของกองฟางคือทองคำ เขาคงจัดการเก็บมันไว้ทุกเส้นฟาง เสียดายที่ไม่รู้ค่า..." พี่สาวคนหนึ่งที่พาตัวเองไปเป็นชาวไร่ชาวสวนในแถบอีสานแลกเปลี่ยนเรื่องฟางกับเขา

จริงสิ, ในขณะที่ชาวนาหลายคน หลายพื้นที่ เลือกเผาฟางข้าวให้ไหม้ไปอย่างไร้ค่า แต่ก็ยังมีชาวนาชาวไร่ ชาวสวน จำนวนหนึ่งพยายามขวนขวาย เสาะหาฟางมาไว้ในแปลงในสวนของตนให้มากเท่าที่จะทำได้

ใช่ พวกเขามองเหมือนกับว่า ฟางข้าวคือทองคำ

"พี่อาศัยที่เขาไม่เห็นค่า จ้างเด็กๆไปขนมาทิ้งไว้หน้าบ้านกองพะเรอเลย ใช้คลุมโคนต้นไม้เยอะแยะก็ยังเหลือ...บางคนเห็นราคา เพราะที่นี่อัดก้อนขายคนเลี้ยงวัวได้" พี่สาวชาวไร่บอก                            

เมื่อถามทุกข์สุขในวิถีชาวป่าชาวไร่  พี่สาวบอกว่า สนุกดี แม้จะเหนื่อย

"ความสุขมีทุกวัน หลังจากงานหนักผ่านไป เวลาไปเที่ยวป่า พี่มีความสุขทุกครั้งไป แม้จะไม่ใหญ่อลังการแบบป่าทางเหนือหรือป่าของธอโร..." เธอค้นหาความสุขหลังตรากตรำงานหนัก

ทำให้เขานึกไปคำบอกเล่าของมิ่งมิตรอีกคนหนึ่งที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลก ที่รู้ข่าวเรื่องชาวนาเผาฟางข้าว...

"น่าเสียดายฟางที่เผา ไม่น่าเผาเลย ฟางเอามาทำประโยชน์ได้มากมาย ผสมเป็นคอนกรีตสำหรับทำผนังบ้านก็ได้ ใช้คลุมดินสำหรับปลูกสตรอเบอร์รี่ก็ได้ แวะไปดูภาพสิครับ"

มิ่งมิตรจากแดนไกล ผู้ใช้นาม chedtha3 จากเยอรมันนี เชื้อเชิญเขาเข้าไปเยี่ยม ชมภาพสวรรค์บ้านนาชานเมืองมิวนิค เยอรมนีชม ผ่านทางโลกอินเทอร์เนท
http://www.oknation.net/blog/chedtha3/2009/06/15/entry-1

เขาจ้องมองดูภาพวิถีชาวนาชาวสวนของชาวเยอรมัน รู้สึกชอบ และรับรู้เลยว่า วิถีชาวนานั้นไม่แตกต่างกันนัก จะแตกต่างกันก็ตรงที่ว่า ชาวนาต่างชาติเขามีระบบคิด การจัดการ และการใช้เครื่องทุ่นแรง ในลักษณะฟาร์มที่เหมาะสมและสอดคล้องกว่าวิถีชาวนาไทยทั่วๆ ไป

ประมาณว่า ใช้มันสมองให้มาก ใช้แรงให้น้อยที่สุด(ใช้สัตว์เลี้ยง-เครื่องทุ่นแรงแทนแรงงาน)

ยกตัวอย่างเรื่อง ฟาง เห็นได้ชัดเลยว่า พวกเขามีการใช้วัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้อย่างไรให้มีคุณค่าและคุ้มค่ามากกว่า

นั่นเขาเห็นภาพชาวนาใช้ฟางคลุมแปลงสตอเบอรี่ และในโรงนาเขาเห็นชาวนาเยอรมันใช้ฟางข้าวสาลีอัดแท่งสี่เหลี่ยม เก็บไว้เต็มโรงเรือน เต็มคอกเลี้ยงสัตว์ เอาไว้ให้สัตว์เลี้ยงจำพวก ม้า ลา แพะ กินในหน้าแล้งได้ตลอดปี


ที่มาภาพ http://www.oknation.net/blog/chedtha3/2009/06/15/entry-1

2.

เมื่อหันมาดูวิถีชาวนาไทย เขาพอเห็นความหวังและความอยู่รอดของสังคมเกษตรกรรมอยู่บ้าง เมื่อยังมีอีกหลายกลุ่ม หลายองค์กรเครือข่าย ได้หันมาให้ความสำคัญกับกสิกรรมธรรมชาติกันมากขึ้น

ดูได้จากแนวคิดของครูอุดม ศรีเชียงสา ปราชญ์ชาวนาอีกคนของไทย ที่บอกย้ำเอาไว้นานแล้วว่า...ฟางนั้นมีค่ากว่าทองคำ                                                                      

"เคล็ดที่(ไม่)ลับบนความสำเร็จของการทำกสิกรรมธรรมชาติ ในยุคที่ประเทศไทย กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ฟางคือชิ้นส่วนของต้นข้าวที่ชาวนาเก็บเกี่ยว เอาเมล็ดข้าวเปลือกไปแล้ว ส่วนมากชาวนาเผาทิ้ง การเผาฟางทิ้ง เป็นการสูญเสียทรัพยากรในประเทศโดยเปล่าประโยชน์..."

ครูอุดม บอกว่า เคยมีผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง กล่าวเปรียบเปรยเอาไว้ว่า ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตรฉบับละ 100 บาท ฉบับละ 500 บาทจำนวนมากของตนเองทิ้ง'


ที่มาภาพ : www.ku.ac.th/e-magazine/sep49/image/fan.jpg

"นาของผม ผมใช้สูตรเอาฟาง เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก็โน้มฟางลงดิน แล้วปล่อยน้ำเข้าประมาณ 3 เดือน ฟางก็จะใส่เน่า นาของผมปีแรกได้ข้าว 100 กว่า ปีต่อมาได้ 200 เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แค่ผมมีฟาง..."

ครูอุดม บอกอีกว่า ฟางให้ธาตุฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ไนโตรเจน ฟางที่เน่าย่อยสลายอยู่กับดินไปเรื่อยๆมันจะไปปรับดินจากดินที่เค็มเป็นดินที่มีความสมดุล

"นาของผมเมื่อก่อนพ่อตาเผาฟาง ข้าวก็ไม่ดี ต่อมาผมบอกให้ทำอย่างที่ผมทำ เดี๋ยวนี้ได้ข้าว 200 กว่า ถ้าหากเราอยากให้มันดีต่อไปอีก เรามาดูพืชตระกูลถั่วทุกอย่าง ถั่วที่ดีที่สุดคือต้นก้ามปู ต้นจามจุรี ต้นบก ต้นอะไรก็ได้ที่เป็นฝัก เราพยายามปลูกไว้ตามไร่ตามนา มันจะให้แร่ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม หากเรามีฟางและถั่วมันจะรวมกัน มันก็จะให้แร่ธาตุ NPK ซึ่งอยู่ในปุ๋ยเคมีที่เราไปซื้อตามท้องตลาด"

3.

เมื่อหันมามองสวนในหุบผาแดง ที่เป็นที่อยู่ที่กินของเขาในขณะนี้ ยังคงดำเนินไปอย่างเงียบๆ ช้าๆ ไม่เร่ง ไม่รีบ หลังจากเขาขนฟางข้าวมากองไว้ในสวน เขากลับไปจัดการหอบฟางไปคลี่ๆ คลุมรอบโคนต้นไม้ แล้วนำไปปูลงบนแปลงผักหลังบ้านของเขาอีกครั้ง ปูทับไปบนหญ้าที่เริ่มรกปกคลุมให้หนาเข้าไว้ เพียงไม่นานวัน หญ้าขาดแสง ขาดอากาศหายใจ เริ่มเหลือง แห้งตาย ในขณะฟางเริ่มเน่า และกลายเป็นปุ๋ยในที่สุด

หลังจากนั้น เขาหมั่นรดน้ำ หรือปล่อยให้น้ำฟ้าโปรยลงจนผืนดินทุกหนแห่งชุ่มชื้น เขาเฝ้ารอเมล็ดพืชเมล็ดผักที่หยอดหว่านไว้นั้นงอกเงย โผล่ขึ้นมาจากเศษฟางในแปลง ให้เขาได้เด็ดกินอีกรอบหนึ่ง.

หมายเหตุ : ข้อมูลประกอบ-อ่าน ฟางมีค่ากว่าทองคำ' ของครูอุดม ศรีเชียงสา ได้ที่...http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Dokya/D95/D95_64.html

 

 

บล็อกของ ภู เชียงดาว

ภู เชียงดาว
  เมื่อนั่งอยู่ในความเงียบ ในสวนบนเนินเขายามเช้าตรู่ เพ่งดูหมอกขาวคลี่คลุมดงดอยอยู่เบื้องหน้า ทุ่งนาเบื้องล่างลิบๆ นั้นเริ่มแปรเปลี่ยนสี จากทุ่งข้าวสีเขียวสดกลายเป็นสีเหลืองทองรอการเก็บเกี่ยว ใช่, ใครต่อใครเมื่อเห็นภาพเหล่านี้ คงรู้สึกชื่นชมภาพอันสดชื่นรื่นรมย์กันแบบนี้ทุกคนทว่าจริงๆ แล้ว พอค้นให้ลึกลงไป ก็จะพบว่า ในความงามนั้นมีความทุกข์ซุกซ่อนอยู่ให้รับรู้สึก เมื่อนึกถึงภาพเก่าๆ ของหมู่บ้าน ผ่านไปไม่กี่สิบปี  จะมองเห็นได้เลยว่าหมู่บ้านเกิดของผมมีความแปลกเปลี่ยนไปอย่างเร็วและแรง อย่างไม่น่าเชื่อ“ตอนนี้ อะหยังๆ มันก่อเปลี่ยนไปหมดแล้ว...” เสียงใครคนหนึ่งบ่นเหมือนรำพึงจริงสิ,…
ภู เชียงดาว
ผมเริ่มค้นพบว่าตัวเองนั้นไม่เหมาะกับเมือง หลังจากที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มานานหลายปี ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงคิดเช่นนี้- -อาจเป็นเพราะระยะหลังรู้สึกว่าชีวิตตัวเองแปลกและป่วย บางครั้งคล้ายยินเสียงจากข้างในกำลังบอกอะไรบางอย่าง ราวกับจะบอกว่า... ‘ที่สุดแล้ว,ชีวิตต้องกลับคืนสู่เส้นทางที่จากมา’ แหละนั่น ทำให้ผมเริ่มวางแผนกลับไปใช้ชีวิตในสวนบนเนินเขาเหนือหมู่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้สวนรกร้างว่างเปล่ามานานเต็มทีจริงสิ, ผมปล่อยให้ต้นไม้ในสวนรกเรื้อและโตขึ้นตามลำพัง ไร้การดูแลเอาใจใส่ ไม่มีเวลารดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย คงเหมือนกับชีวิตตัวเองกระมัง ที่ต้องมาอยู่กับเมือง มัวแต่ไขว่คว้าบางสิ่ง…
ภู เชียงดาว
สิ่งดี ๆ ในชีวิต พ่อค้าแวะมาหาคนสวนที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ตรงหน้ากระท่อม “สวัสดีครับคนสวน” พ่อค้าทักทาย “ผมมีข้อเสนอดีๆ มาให้ คุณคงสนใจเป็นแน่” และเมื่อเห็นทีท่าเฉยเมยของคนสวน พ่อค้าก็เริ่มพูดธุระที่เขาคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งคนสวนจะต้องขยายพื้นที่ปลูกกุหลาบเพิ่มขึ้นและพ่อค้าจะเป็นคนเอาไปขายในเมือง “คนสวน ด้วยความชำนาญของคุณ กุหลาบของเราจะสวยงามที่สุดในเมือง” พ่อค้าสรุปด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง “ขอบคุณแต่เราไม่สนใจ” คนสวนตอบพร้อมยิ้มอย่างเคย “แต่คุณจะได้เงินเยอะ...” พ่อค้าว่า ท่าทางแปลกใจ “ผมไม่สนใจเงินทองหรอก” “ใครๆ ก็อยากได้เงินกันทั้งนั้น...” “แต่ไม่ใช่ผม…
ภู เชียงดาว
ความเรียบง่ายมีแรงดึงดูดที่ลี้ลับเพราะมันจะฉุดเราไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่คนส่วนใหญ่ในโลกไปกันไปจากการทำตัวให้เด่น ไปจากการสะสมไปจากการทะนงหลงตนและจากการเป็นเป้าสายตาของสาธารณะไปสู่ชีวิตสงบ อ่อนน้อมถ่อมตน กระจ่างใสยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่วัฒนธรรมบริโภคอย่างฉาบฉวยรู้จักกัน.                                                        …
ภู เชียงดาว
ที่มาภาพ  www.salweennews.orgที่มาภาพ www.sarakadee.comที่มาภาพ www.salweennews.orgกอดกับความเย็นเยียบอยู่อย่างนั้น, กลางป่าเปลี่ยวอ้อมอกอันบอบบางของเธอมิเคยอบอุ่นอยู่กับความมืดดำในความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง, ชีวิตความตายเหมือนมิเคยแยกจางห่างกันเลยโอ. เด็กๆ  ตามแนวชายแดนยามใดหนาวฤดูลมแล้งแห้งโหมพัดเข้ามาสู่,หัวใจเธอนั้นเหมือนจักรับรู้รสสัมผัสชีวิตวิถีที่จำต้องระเหเร่ร่อนนั่น,คือสัญญาณความขัดแย้งอันเลวร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในหลืบเขารอการอุบัติเสียงแม่กระซิบบอกพวกเธอเบาๆเร็วเข้า,…
ภู เชียงดาว
  “การถอยออกไปจากสนามรบของชีวิตทำงานเงียบๆ ด้วยเป้าหมายที่สร้างสรรค์คือคำตอบหนึ่งต่อคำถามที่ว่าจะอยู่อย่างไรในสถานการณ์ที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย”จากหนังสือ “ความเงียบ”จอห์น เลน เขียน, สดใส ขันติวรพงศ์ แปลผมไม่รู้ว่า สวนของผมนั้นกลายเป็นสวนผสมผสานตั้งแต่เมื่อไหร่...แต่ผมรู้ว่า พักหลังมานี่ เมื่อเดินทางกลับบ้านไปสวนทีไร ผมมักติดกล้าไม้เข้าไปในสวนเกือบทุกครั้ง ไม่อย่างก็สองอย่าง แวะซื้อมาจากกาดคำเที่ยง บ้างได้มาจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มอบให้มา พอไปถึง ก็ลงมือขุดหลุม เอาเศษฟางเศษหญ้าลงคลุกกับเนื้อดิน หย่อนต้นไม้ต้นเล็กลงไป กลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม หรือรอให้น้ำฟ้าหล่นรดให้ฉ่ำชื้นเอง…
ภู เชียงดาว
    “...เมื่อมนุษย์จมอยู่กับฝูงชนที่ขาดความเป็นมนุษย์ ถูกผลักไปมาอย่างอัตโนมัติไปตามแรงเหวี่ยง บุคคลนั้นก็สูญเสียความเป็นมนุษย์ที่แท้ สูญเสียคุณธรรม หมดความสามารถที่จะรัก และศักยภาพที่จะกำหนดตนเอง เมื่อสังคมประกอบด้วยผู้คนที่ไม่รู้จักความวิเวกภายใน สังคมนั้นก็ไม่อาจรวมกันได้ด้วยความรัก แต่อยู่ได้ด้วยอำนาจครอบงำและความรุนแรง...” ถ้อยคำของ “โทมัส เมอร์ตัน” คัดมาจากหนังสือ “ความเงียบ” จอห์น เลน เขียน, สดใส ขันติวรพงศ์ แปล สวนบนเนินเขาเหนือหมู่บ้านเกิดของผม ตั้งอยู่ในเนื้อที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างและยาวราวสี่ห้าไร่…