หลายปีก่อนโลกตะวันตกต่างพากันแห่ "สะสม" ผลงานของศิลปินจีน หวังกวงอี้ (Wang Guangyi) เป็นศิลปินจีนที่สำรวจความเป็นไปได้ในการนำภาพยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการมาตีความใหม่ จากนั้นเขาเริ่มสำรวจความเป็นไปได้ในการทำความเข้าใน grid ของการเขียนภาพสมัยใหม่ที่วางเส้นแนวขวางและแนวระนาบเพื่อสร้างความสมบูรณ์และแม่นยำของภาพวาด ภาพของท่านประธานเหมาถูกบรรจงวาดภายใตีกริดที่หมายถึงการบังคับควบคุมให้ภาพประธานเหมาเป็นอื่นใดมิได้ นอกจากผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผู้ให้กำเนิดสังคมนิยมแบบจีน
เมื่องานชิ้นนี้ของเขาร่วมแสดงในงาน Chinese “China/Avant-Garde” exhibition (February 1989) ซึ่งเมื่อเปิดแสดงที่ National Art Gallery มีศิลปินเข้าร่วมกว่า 186 คนและมีผลงานกว่า 300 ชิ้นงานไม่นานก็ถูกเจ้าหน้าที่สั่งปิด เพราะไม่เพียงงานของเขา แต่ยังมีงานของศิลปินในงานที่ล้วนแต่ท้าทายบรรยากาศในช่วงนั้นอย่างมาก
ในเวลาต่อมา หวัง กวงอี้ ผลิตงานที่ใช้รูปแบบของการปฏิวัติวัฒนธรรมผนวกกับสินค้าในโลกทุนนิยม ทำให้ได้รับความชื่นชอบในตลาดนักสะสมนานาชาติ ในฐานะผลงานที่เสียดสีทุนนิยมจีน ความต้องการปฏิวัติที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด นำมาซึ่งแรงกดดันภายในที่ปะทุออกมาในกรณีเทียนอันเหมิน
แต่สำหรับ หวังกวงอี้ เองเห็นว่า การเมืองและการค้านั้น กระทำการในสิ่งเดียวกันคือการโฆษณาชวนเชื่อที่ต้องการล้างสมอง (political and commercial propaganda are two forms of brainwashing)
ผลงานของหวังกวงอี้กลับเป็นที่ต้องการของนักสะสมในตะวันตก เพราะในด้านหนึ่ง ผลงานของเขาเชิดชูชัยชนะของสินค้าแบบตะวันตกเหนือการปฏิวัติสังคมนิยมจีน ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นทศวรรษแห่งการกดขี่หลังจากการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์เทียนอันเหมิน
จนผ่านไปหลายปี จีนสร้างปรากฏการณ์ด้วยการเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงงานและเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับโลก
ความสำเร็จของจีนกับความเสื่อมถอยของการเมืองและเศรษฐกิจตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ชวนให้คิดถึงปฏิบทของการพัฒนา ซึ่งในวันนี้นักธุรกิจจีนยืนหยัดอยู่แถวหน้าแทบทุกวงการ รวมทั้งวงการเงินตราคริปโต
การประมูลซื้ออย่างบ้าคลั่งปรากฏในแวดวงศิลปะ ซึ่งในการประมูลครั้งล่าสุด ที่หนุ่มนักสะสม ได้ซื้องานของคัตเตลัน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นคนที่ชอบขัดคอทิศทางของศิลปะร่วมสมัย คัตเตลันสร้างเรื่องอื้อฉาวไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะล้อเลียนสันตะปาปา จนถึงงานที่ถูกนำมาประมูล "Comedian (2019)" ที่เป็นกล้วยหอมจริงๆ ที่แปะให้กล้วยติดบนผนังด้วยดั๊คเทป(duck tape) ซึ่งราคาประมูลไปได้สูงถึง 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อมีคนถาม Justin Sun ผู้ประมูลได้ว่าเขามีแผนจะทำอะไรกับ "งานศิลปะ" ชิ้นนี้
เขาตอบอย่างง่ายๆ ว่าเขาจะกินมัน
ในการแถลงข่าวที่โรงแรม Peninsula (Hong Kong) เขากัดกล้วยหอมไปสองคำ แล้วกล่าวว่า "การกินในงานแถลงข่าวได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของชิ้นงานศิลปะ" เหมือนกับบรดาความคิดเกี่ยวกับ Eating it at a press conference can also become a part of the NFT และศิลปะที่เป็น and blockchain ที่ “ทั้งวัตถุและความคิดต่างดำรงอยู่ในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาและอยู่บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ดำรงอยู่ในรูปวัตถุที่จับต้องได้"
จัสติน ประมูลชนะ Ryan Zurrer และ Cozomo de’Medici ซึ่งต่างเป็นนักสะสมเงินตราคริปโตคนดังทั้งคู่
หลังการปราบปรามที่เทียนอันเหมิน ภาพแบบสัจนิยมสังคมนิยมจีนที่ใช้ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยผนวกรวมเอาสัญลักษณ์ของทุนนิยมตะวันตกเอาไว้ เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ โคคาโคล่า ถูกสะสมโดยนักสะสมตะวันตกที่ไม่เพียงชื่นชอบความหม่ของงาน แต่ยังซื้อ "ชัยชนะทางอุดมการณ์แบบเสรีนิยม" อีกด้วย
โลกทางการเงินและศิลปะ บรรจบกันภายใต้ NFT (Non-Fungible Token) ซึ่งหลายคนยัง "ติดดอย" มาตั้งแต่ช่วงโควิด มันชวนให้เราคิดถึงการโฆษณาชวนเชื่อที่ล่อลวงให้เราเชื่อว่า "สิ่งนั้น" หรือ "สิ่งนี้" เป็นจริง
แต่อีกด้านหนึ่ง ความไม่มีสสาร (immaterialization) ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็น เรือนหุ้น ความรู้สึกว่าได้ครอบครองสิ่งของมูลค่าที่รับรองผ่านกระดาษและรหัสดิจิทัล แม้ในความเป็นจริงเราจะรู้ว่ามันดำรงอยู่เพราะเป็นสิ่งที่สังคมมนุษย์สร้างขึ้นมา แนวคิดเรื่องทุกสิ่งอย่างคือการประกอบสร้างทางสังคม (socially constructed) ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาวะโคมวิเศษ (Phantasmagoria) ที่หลอกหลอน ล่อลวงเราให้มุ่งหน้าไปสู่โลกที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ไม่ผูกพันกับวัตถุและสถานที่
ว่ากันว่า ศิลปะ NFT และ Crypto currency เชื้อเชิญคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาความมั่งคั่ง "เชื่อ" ในสัญญาที่ความสัมพันธ์ทางการผลิตและครอบครองมูลค่าแบบใหม่นี้ส่งมอบให้ คือความเป็นอิสระจาก geo-political ของผู้ครอบครอง พวกเขาถือครองความมั่งคั่งไปตามที่ต่างๆ ในโลก เป็น degital nomad ที่หยิบเครื่องมือเข้ารหัสมาชื่นชมมูลค่าของรหัสดิจิทัลที่เป็นสินทรัพย์ในอุ้งมือ
ความมั่งคั่งของพวกเขาคือการเป็นพระเจ้าเหนือสินทรัพย์ทางวัตถุที่พร้อมจะลอกคราบมันทิ้ง เพื่อเติบโต เดินทางไปยังถิ่นฐานใหม่ที่โอบอุ้มพวกเขา
"ชัยชนะ" ของ จัสติน ซุน ในรอบนี้ ชวนคิดต่อว่า การ "กิน" กล้วยหอมที่แพงที่สุดจะสะท้อนวิสัยทัศน์ของเขาในโลกการเงิน การลงทุน และเชื้อเชิญคนเข้าหาตลาดการเงินคริปโตมากขึ้นอย่างมั่นใจ
กล้วยหอมที่เขากัดกิน จึงเป็นแท่งลึงค์ (Phallus) ของทุนนิยม ที่เขากำซาบรสชาติของมันอย่างดี
และอาจจะสะท้อนศตวรรษของจีนในโฉมหน้าใหม่
อ้างอิง
บล็อกของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
23 กุมภาพันธ์ 2534 มีรัฐประหารล้มรัฐบาลที่ขึ้นชื่อว่ามีการคอร์รัปชั่นที่เรียกว่า บุฟเฟ่ต์คาบิเน็ท ฝูงชนดีใจ เอาดอกไม้ ซุปไก่สกัด ช่อดอกไม้ไปให้ทหาร เฉลิมฉลอง ดีใจยกใหญ่ ในปีถัดมา เราออกไปบนท้องถนนเพราะเดิมทหาร รสช.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
สมการทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ น่าจะให้สติคนที่ออกไปเสี่ยงชีวิตและก่อความเดือดร้อนให่้คนที่เขาต้องการสันติสุขกลับคืนมา
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ในการเขียนรัฐธรรมนูญในชั้นหลังๆ มีการบันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจน เพื่อป้องกัน "ศรีธนญชัย" และ "เนติบริกร" ผู้ "ใช้" รัฐธรรมนูญสนองความต้องการตามอำเภอใจของพวกตนฝ่ายตน
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ผมเขียนบทบรรณาธิการ วิภาษา ฉบับที่ 34 (1 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2554) เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูผู้ไม่รู้จั
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
มรณกรรมของคุณ ไม้หนึ่ง ก. กุนที ทำให้ผมอดนึกถึงมรณกรรมของเสธ. แดง ไม่ได้
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
มรณกรรมของกวีนาม ไม้หนึ่ง ก.
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เมื่อครั้งยังเด็ก ความบันเทิงหนึ่งของเด็กต่างจังหวัดที่อยู่ในตลาดจะได้ชมก็คือการมาเยือนของนักเล่นกล ที่ผมเรียกอย่างนี้นอกจากจะเพราะชินกับภาษาตลาดแล้ว คำว่านักมายากลดูจะรุ่มร่ามไปไม่น้อย สำหรับผมนักเล่นกลดูจะตรงไปตรงมามากกว่า
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ดำนอก ขาวใน ไม่ว่าดำใน ขาวนอก อวดอ่าดำใน ดำนอก ดำดีคนดี ดีออก ออกดี ถุยส์
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
เหตุการณ์เสียชีวิตบาดเจ็บข้อเรียกร้อง/ปมขัดแย้ง14 ตุลาคม