Skip to main content
แม้ม็อบเสื้อสีๆ จะซาลงไปแล้ว (ซาแต่นามภาพ-รูปธรรม แต่ในความรู้สึกนั้นยังคงไหลแรง) แต่ฉันก็ยังเชื่อว่าคนที่เข้าร่วมแต่ละกลุ่มย่อมมีความคิด มีทัศนคติที่ชัดเจนของตนเอง


อย่างที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่แล้วว่าฉันจะนำความคิดของ ไม้หนึ่ง ก.กุนที มานำเสนอ เพราะเห็นว่าวิธีคิดของเขาน่าสนใจมาก ซึ่งแม้ปัจจุบันฉันจะยังอยู่ขอบปลายชายแดนอีสาน ไม่มีโอกาสได้เจอหรือพูดคุยกับตัวตนจริงๆ ของเขา และบทสัมภาษณ์ที่คัดลอกมาฝากนี้ก็เคยผ่านหน้านิตยสารมาบางส่วนแล้ว แต่ฉันก็ยังอยากให้ใครอีกหลายๆ ที่อาจยังไม่ได้ผ่านตากับความเห็นเหล่านี้ได้ลองอ่านเล่นๆ ดูบ้าง


บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้เคยลงในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6-12 มีนาคม 2552 คอลัมน์ สามก๊กฉบับคนกันเอง โดย เอื้อ อัญชลี ซึ่งมีโอกาสไปทักทาย พูดคุยกับเขาถึงที่ร้านข้าวหน้าเป็ดแถวศาลายา (ไม้หนึ่ง ก.กุนที ขายข้าวหน้าเป็ดและบะหมี่เป็ด รสชาติอร่อยมาก ทั้งไม่พึ่งผงชูรสแต่อย่างใดเลย เป็นร้านอาหารที่ต้องการให้คนกินได้ชิมรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ เขาเป็นคนหนึ่งที่เอาจริงเอาจังกับการทำงานและไม่เคยฟูมฟายกับสถานะกวีอย่างที่จะเห็นกวี- นักเขียน หลายคนโอดครวญเอาว่าสังคมไม่สนใจ ไม่เหลียวแล แต่เขาเลือกประกอบอาชีพพ่อค้าและค้นพบบทกวีจากบนเขียง ตู้กระจก ผ้ากันเปื้อน)

 

.................................



คนที่ฉันรู้จักส่วนใหญ่จะเข้าร่วมกับฝ่ายสีเหลือง เพิ่งจะเจอพี่ไผ่ (ไม้หนึ่ง ก.กุนที) นี่แหละที่ประกาศตนชัดเจนว่าเขาอยู่ข้างสีแดง


"ผมเนี่ยทำงานเขียนมาเกือบยี่สิบปี เพิ่งค้นพบรอยเชื่อมต่อระหว่างที่มาและที่ไปของตัวเอง ซึ่งมาสรุปได้ว่า ปัญญาชนหรือการเป็นนักคิดนักเขียนจะต้องรับใช้ประชาชนอย่างไร ไม่ใช่พอเกิดวิกฤติอะไรแล้วมีคนถามว่าคุณจะเลือกข้างไหน คุณกลับตอบว่าไม่เข้าข้างไหน คุณเป็นเสื้อขาว ก็ในเมื่อคนเราไม่ได้รับปัจจัยที่เท่าเทียมกัน และคุณก็เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสช่วงชิงปัจจัยเยอะกว่า ถึงจุดหนึ่งถ้าคุณสุกงอมจริง มีวุฒิภาวะจริง คุณต้องรู้ว่าจะคืนอะไรให้กับประชาชน ต้องรู้ว่าหน้าที่ของปัญญาชนคืออะไร"


สำหรับพี่ไผ่ เขาไม่ได้สนใจว่าใครจะถูกจ้างหรือถูกหลอกให้มาชุมนุม แต่เขามองจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และเห็นว่าผู้ชุมนุมสีเหลืองส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง ซึ่งได้รับโอกาสจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมมาโดยตลอด และมีกำลังพอที่จะเข้าร่วมชุมนุมด้วยตนเอง ขณะที่กลุ่มสีแดงส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่าง ซึ่งขาดปัจจัยในการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง นอกเสียจากจะมีคนคอยจัดตั้งให้


เขาจึงไม่เห็นด้วยที่นักเขียนหรือศิลปินส่วนใหญ่จะเข้าร่วมกับสีเหลืองฝ่ายเดียว และละเลยที่จะรับรู้ความเป็นอยู่ของกลุ่มสีแดง


แล้วพี่ไผ่ก็เล่าว่าถ้ามีเวลาว่างจากงานในร้าน ตัวเขาจะออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มสีแดงเสมอ

"แต่ไม่ใช่ไปรออ่านบทกวีอย่างเดียวนะ ผมเก็บขยะด้วย"

ฉันถาม "พี่สู้เพื่อใครบางคนหรือเปล่า"

พี่ไผ่ส่ายหน้า "ในกลุ่มแดงเขาใช้คำว่าแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันมีแนวร่วมหลายกลุ่ม เสื้อแดงต่อยปากกันเองก็มีเยอะ มันบ่งบอกถึงความหลากหลาย ความมั่ว แต่มันคือความจริงไง เพราะพื้นฐานของสังคมนี้คือคนที่ด้อยพัฒนา การศึกษาต่ำ ถ่อย หยาบ คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้มีโอกาสจะได้ดูดีอย่างคุณ อย่างผม ไม่มีโอกาสแม้จะเป็นตัวของตัวเองทางการเมือง เขาถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา พวกคุณเลือกที่จะแยกตัวเองออกจากประชาชนนั่งบนภูดูเสือกัดกัน แต่ผมก้าวไปรับใช้ประชาชน


"ประชาธิปไตยที่พวกเขากำลังต่อสู้มันเป็นของจริงหรือ"

"ประชาธิปไตยง่ายๆ ไง สำหรับกลุ่มเสื้อแดง มันคือ วิถีที่ก่อกำเนิดมาจากนโยบายประชานิยม คือการเอาเงินไปให้ชาวบ้านฟรีๆ แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะได้เงินก้อนนี้นะ เพราะมันเป็นส่วนเกินที่ขูดรีดมาจากการเป็นผู้ผลิตของเขา ขณะที่เขากลับได้ค่าแรงต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้น คนที่เห็นถึงสัจจะอันนี้ก็คือ คนที่เห็นมวลชนอย่างชัดเจน

"ทุกคนอาจจะพูดเหมือนกันว่า อยากให้มนุษยชาติมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ แต่การกระทำอยู่ที่ไหนล่ะ ผมเคยคิดนะ อยากให้สนามหลวงมีโรงพักอาศัยสำหรับคนเร่ร่อน แล้วก็มีโรงสำหรับให้ทำงานแลกอาหาร หรือหากใครต้องการจะหารายได้สำหรับใช้จ่ายสักวันหนึ่ง ก็มาทำงานที่นี่ อาจเป็นการปั๊มอิฐดิน ให้คนเร่ร่อนไม่มีทางออกได้มาใช้แรงงานเพื่อแลกกับค่าแรงซึ่งอาจจะไม่แพงนัก แต่เป็นการกำจัดทุกข์ขั้นพื้นฐาน"

 

และอีกข้อความหนึ่ง ซึ่งฉันบังเอิญได้ไปอ่านจากการแสดงความเห็นหลังงานอ่านบทกวี Thai Poet Society Forum (บทกวีของเขาที่ขึ้นไปอ่านชื่อ "สถาปนาสถาบันประชาชน" ฉันได้นำลงไปเมื่อตอนที่แล้ว) ซึ่งมีบางคนเล่าว่าสถานีโทรทัศน์บางแห่งแม้สัมภาษณ์เขาไปแต่ก็ไม่กล้าลงเพราะความเป็นแดงของเขา แต่กระแสเสียงชื่นชมจากเว็บไซต์ของ http://www.thaipoetsociety.com/ ที่มีต่อเขาก็มีไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ และเขาก็ได้เข้ามาตอบโดยใช้นามปากกา "ดอกเข็มแดง" ว่า

 

"ผมในนามของ ไม้หนึ่ง ก.กุนที ได้ทำหน้าที่ของผมอย่างตั้งใจแล้ว
และขออภัยเป็นอย่างยิ่ง หากสิ่งที่ผมทำอันเป็นการสื่อและย้ำถึงสิทธิเสรีภาพในครั้งนี้
ทำให้พวกคุณหลายคนไม่ได้ออกทีวี

และขอย้ำอีกครั้งว่า สิทธิ์และทรัพยากรทั้งหลายที่ผู้จัดงานนี้ได้มีโอกาสบริหารจัดการนั้น
เป็นโอกาสที่พวกคุณมี โดยคนอื่นไม่มี

และคำว่าสิทธิ์นั้นก็มีความเป็นธรรมชาติในตัวของมันเองเช่นกับสรรพสิ่งในโลกนี้
และสิทธิ์นั้นก็มีอิสระในตัวของมันเองโดยชอบธรรม
เพราะฉะนั้นใครผู้หนึ่ง กล่าวว่า "เป็นสิทธิ์ที่ผมให้คุณ" ถือว่าเป็นถ้อยคำที่วิปริตหรือไม่?

และผมไม่ขออภัยในบทกวีที่ผมอ่านในวันนั้นในส่วนที่เพิ่มเติมจากตัวบทในสูจิบัตร
คงไม่ต้องบอกเหตุผลว่าทำไม
เพราะคุณสุลักษณ์ก็ได้อธิบายไว้ในปัจฉิมคาถา โดยอ้างอิงทรรศนะของกวีท่านหนึ่งต่อบทกวีในช่วงที่กล่าวถึง "..กวีที่บันดาลใจอย่างสดใหม่และไม่ได้เตรียมเขียนไว้อ่านจากต้นฉบับ.."
บทไหว้ครูเสรีชนในตอนต้น และบทยืนยันอุดมการณ์มาร์กซ์ในตอนท้ายของผม แม้ไม่ได้เกิดแรงบันดาลใจสดๆ ในขณะอ่าน แต่มันก็คือแรงบันดาลใจสด ๆ ก่อนที่ผมจะเดินทางออกจากบ้าน

ปัญหาของผู้ที่ไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่ผมเพิ่มเติมจากตัวบทนี้ก็คือ "การที่คนผู้นั้นไม่สามารถควบคุมผมได้ ไม่สามารถควบคุมบทกวีที่เติบโตและมีชีวิตอย่างไม่รู้หยุดทุกนาทีชั่วโมงนั่นเอง"

มันเป็นสิ่งที่ตระหนกมากสำหรับผมที่เห็นรูปเงาแห่งการที่จะต้องการควบคุมสิ่งต่าง ๆ ไว้ในมือจากกลุ่มคนที่เที่ยวออกตระเวนกู่ร้องเรียกหาเสรีภาพให้กับที่โน่นที่นี่

ผมอาจบันดาลโทสะให้กับคนหลายใคร?
แต่พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หากผมถูกฟ้อง คงเป็นบทพิสูจน์คนหลายใครว่า อุดมคติที่ผลิตขายออกสู่สังคมก่อนหน้านั้นจริงหรือปลอม
ระหว่างความบาดหมางระหว่างปัจเจก กับ "ความใฝ่ฝันถึงโลกที่เสรีอหิงสาและการใช้แรงงานอย่างเหมาะสม" นั้นใครจะเลือกอะไร

 

สำหรับเรื่องนี้เวทีนี้ลงเสาปูพื้นและเตรียมฉากไว้แล้ว ขาดแต่ตัวละครที่จะโยนชีวิตลงไปจริง ๆ
ผลข้างเคียงจากการงานที่เกิดเป็นแผนการปลุกชีพให้กวีนิพนธ์ครั้งนี้ ท้าทายโคตร !

 

และอีกครั้งหนึ่งที่เขาเข้ามาตอบ

 

ขอบคุณทุกคนที่ใจกว้างกับ ไม้หนึ่ง
หากเป็นเรื่องงานนี้เราคงมีเรื่องคุยกันได้อีกเยอะเพื่อผลักสิ่งที่หลายคนในนี้มุ่งหวังให้คืบไปบนหนทางของกวี และผมก็ยินดีแลกเปลี่ยน

แต่ช่วงนี้พวกคุณก็คงรับรู้กันแล้วเรื่องการออกสู่สนามอีกครั้งของคนแดง ผมจึงยากที่จะดำเนินสมาธิได้ยาวสำหรับเรื่องนี้
และหากพวกคุณอยากเห็น ไม้หนึ่ง ในหน้าที่ของเขาจริง ๆ เชิญที่เวทีหน้าทำเนียบครับ

น่าจะราว ๆ ตี 4 ของทุกเช้าวันใหม่
อ่านเสร็จกลับไปย่างเป็ดเปิดร้านขายข้าวและบะหมี่ปกติ

ครึ่งหนึ่งของตัวบทในวันนั้น ไม้หนึ่ง อ่านบนเวทีเมื่อ ตี 4 กว่า ๆ ของวันนี้อีกครั้งแล้วครับ

ขอขอบคุณในไมตรี

 

 

ในโลกที่เราหาผู้กล้าได้ยากเย็น หาคนจริงได้ยากเย็น หาคนที่เสียสละโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงได้ยากเย็น การปรากฏตัวครั้งนี้ของ ไม้หนึ่ง ก.กุนที ทำให้ฉันคงต้องลงท้ายเหมือนตอนที่แล้วอีกครั้ง - มันอาจเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันที่เราต้องรับรู้ว่า ผู้นำหรือใครคนอื่นๆ กำลังต่อสู้ด้วยผลประโยชน์แอบแฝงแบบไหน ไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หัวขบวนอาจจะเต็มไปด้วยพวกเขี้ยวลากดินหรือนักการเมืองร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม แต่มันไม่สำคัญเท่า --- คนสู้รู้ตัวดีว่ากำลังสู้เพื่ออะไรต่างหาก


ข้าน้อยขอก้มหัวคารวะ

 

 

บล็อกของ สร้อยแก้ว

สร้อยแก้ว
  นึกไม่ออกแล้วว่าเคยไปร่วมงานวันเด็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่พยายามนึก...ลูกก็ยังไม่มี หลานรึ ก็ไม่เคยได้พาไป เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านงานวันเด็กครั้งสุดท้ายของตัวเองน่าจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.๖ นั่นแหละ เพราะหลังจากนั้น พอขึ้นชั้น ม.๑ ความแก่แดดแก่ลมของฉันก็พลันให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาววัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็ก จึงไม่เคยไปวอแวงานวันเด็กอีก ไม่อย่างนั้น เค้าจะหาว่าเด็กจนปีใหม่นี้ฉันมีโอกาสไปนอนมองพระจันทร์กลางทุ่งนา มองฟ้าพร่างดาวเคลื่อนคล้อยข้ามคืนข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เลยได้อยู่ยาวมาเรื่อยจนถึงงานวันเด็กของหมู่บ้าน
สร้อยแก้ว
นั่งดูบอลคู่นี้อย่างไม่ตั้งใจนัก เผอิญว่ากดรีโมทโทรทัศน์มาเจอเข้าพอดี เลยคิดว่าอยากจะเชียร์บอลไทยสักหน่อย ดูเวลาการแข่งขันตอนนั้นก็เข้าสู่นาทีที่เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไทยนำอยู่ 2-1 ดูไปได้ไม่ทันไร ก็มาถึงจังหวะการกระโดดแย่งบอลกันกลางอากาศ นักเตะไทยเป็นฝ่ายกระโดดได้สูงกว่าและโดนลูกบอล แต่เมื่อเท้าแตะถึงพื้น นักเตะไทยวิ่งต่อ ส่วนนักเตะเลบานอนลงไปนอนกับพื้น เอากุมหัว ดิ้นอย่างเจ็บปวดสักพักเมื่อเขาลุกขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือเลือดอาบหน้าและสองมือที่กุมเอาไว้ เลือดออกเยอะมากขนาดที่เห็นแล้วต้องเบะปาก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งมาดู นักเตะไทยเดินยิ้ม ยักไหล่ แพทย์สนามก็มาช้าเหลือเกิน เกมรึ…
สร้อยแก้ว
หลังการจากไปของพี่ปุ๋ย (นันทโชติ ชัยรัตน์) วันหนึ่งของต้นฤดูหนาว พี่แป๊ะ ภรรยาพี่ปุ๋ยก็มีดำริจะปลูกบ้านเป็นของตัวเองเสียที โดยพี่แป๊ะได้ซื้อไม้จากบ้านเก่าหลังหนึ่งไว้ ก่อนการเริ่มต้นปลูกบ้าน พี่แป๊ะจึงต้องหาคนมารื้อเอาไม้จากบ้านเก่าก่อน ซึ่งก็ได้น้องนุ่งแรงดีจากลุ่มน้ำมูนและหนุ่มในเมืองอย่างเอก และผู้อาวุโสแต่หัวใจวัยรุ่นอย่างพ่อถาหนึ่งในแกนนำปากมูน แห่งบ้านนาหว้า มาช่วยกันคนละไม้ละมือ
สร้อยแก้ว
(ขอความกรุณาสวมเสื้อขาว, สีฟ้า หรือสีที่ดูเหมาะสม ยกเว้นอย่าสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดง เพราะจะทำให้แตกสามัคคี) ข้อความในวงเล็บนี้ทำเอาฉันอมยิ้มจนเกือบเผลอหัวเราะนี่คือจดหมายเชิญเดินเทิดพระเกียรติของชมรมผู้สูงอายุตำบลหารแก้วที่ประธานชมรมถึงกับควบมอเตอร์ไซค์แถดๆ มาหาพ่อถึงบ้าน
สร้อยแก้ว
 ฉันมีโอกาสไปร่วมงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๐ ปีนี้ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รางวัล มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตคนบ้าง ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานดู เขาก็บอกว่ารางวัลคือ สิ่งของหรือเงินที่ได้มาจากความดี ความชอบ หรือความสามารถย้อนทบทวนตอนเด็กๆ รางวัลแรกของฉันมาจากการวิ่งได้ที่ ๓ จากการวิ่งแข่งกันสี่คน (เกือบไป!) โชคดีได้ขึ้นแท่นรับรางวัลกับเขา ยิ้มแก้มแทบปริ และเมื่อถึงบ้านก็รีบเอาสมุดดินสอมาให้พ่อกับแม่ดู
สร้อยแก้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในวันที่เข็นรถเด็กที่มีเด็กหญิงวัยแปดเดือนนั่งยิ้มแฉ่งเดินเล่นยามเย็นนอกเมืองก็โผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึงในวันฝนตก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักนิด เธอดูมีความสุขปลอดโปร่งใจดีเหลือเกิน เธอบอกฉันว่า แต่ก่อน เธอมองชีวิตแบบเอ็นจีโอ ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใช้ข้าวของอย่างประหยัด หน้าตาไม่แต่ง เธอเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบนั้น ศรัทธาคนเหล่านั้น แต่วันเวลาก็ทำให้เธอเห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่เรามอบความศรัทธาให้ เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงใช้ชีวิตตามแนวคิดอย่างนั้นได้อย่างเชื่อมั่นอยู่ตั้งหลายปี…
สร้อยแก้ว
สำหรับนักเขียน ยามคอมพิวเตอร์มีปัญหานับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะแต่ละวันไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ลูบๆ เคาะๆ วันละนิดละหน่อยจนเคยชิน ครั้นเมื่อมันเกิดปัญหาขลุกขลัก แม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ต้องทนหอบหิ้วมันไปหาช่าง – คนที่เราคิดว่าเขารู้ดีกว่าเราแต่การเลือกช่างก็เหมือนการเลือกหมอรักษาอาการป่วยของเรานั่นแหละ หากยามใดเราไปเจอหมอที่วินิจฉัยโรคเราผิด จากที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่กลับบอกว่าเป็นโรคร้ายต้องผ่าตัดไปหลายยก เจ็บกาย เสียเวลา เสียเงิน เพื่อที่จะพบว่า ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ความรู้สึกโกรธและไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ…
สร้อยแก้ว
ชาวบ้านห้วยสะคามตื่นเต้น ใช้ไฟฟรี ประหยัดกันยกใหญ่! อยากให้พาดหัวข่าวแบบนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างจัง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กมากของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งใหญ่หลวงของบ้านเมืองยามนี้ นโยบายอะไรๆ ของรัฐบาลก็ไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม แต่ว่าพอเข้าใจหัวจิตหัวใจของชาวบ้านตาดำๆ ซึ่งเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเสียงของเขาก็มีค่าเท่ากับศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ในเมืองไทย เขาก็มองเห็นผลดีผลได้เท่าที่จับต้องได้ ไม่ต้องอ้างเอ่ยว่าเขาซื้อเสียงง่ายหรอก แต่เขาเห็นว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ยุคทักษิณ) เขาถึงเลือกและชอบ
สร้อยแก้ว
ภาพจาก http://www.blogth.com/blog/ddimg/uploadimg/20070514/093435918.jpgอาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคอบอล เป็นแค่ผู้นิยมกีฬาฟุตบอลก็คงต้องอยากดูเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเชลซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมาว่าจะเป็นอย่างไร เปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก เชลซีเดินหน้าชนะทุกนัดเก็บมาได้เก้าคะแนนเต็ม เป็นการออกสตาร์ทที่สวยงามและทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ขณะที่แชมป์เก่าอีกทั้งยังเป็นแชมป์ถ้วยฟุตบอลสโมสรยุโรปซะด้วย กลับเก็บมาได้เพียงสี่คะแนน แพ้บ้าง เสมอบ้าง จนแฟนๆ ชักใจคอไม่ดี แม้ฤดูกาลที่แล้วก็ออกสตาร์ทไม่ดีเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ได้ถ้วย…
สร้อยแก้ว
โขงเจียมคือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามเพราะอยู่ทิศตะวันออกสุดของประเทศ และยังเป็นที่รู้จักอีกในฐานะที่มีแม่น้ำสายสำคัญของอีสานสองสายมาบรรจบคือแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง จุดที่บรรจบกันนั้นเรียกกันอย่างไพเราะว่า แม่น้ำสองสี โขงสีขุ่น มูลสีคราม (แต่ตอนนี้ขุ่นทั้งคู่ หากอยากเห็นมูลสีครามน่าจะเป็นช่วงหน้าแล้ง) โขงเจียมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่อำเภอนี้เล็กเหมือนหมู่บ้าน ค่ำมาราวสักสองทุ่มก็เงียบแล้ว บางบ้านเข้านอน บางบ้านอาจจะยังนั่งพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน แต่คุยกันอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก สงบดีเหลือเกิน…
สร้อยแก้ว
ฤดูฝน นาพ่อสนเขียวไสวด้วยต้นข้าว ยามเช้าน้ำค้างชุ่มหญ้า ชุ่มพุ่มไม้ ครั้นเมื่อแสงแดดโผล่พ้นจากหมู่เมฆ ท้องนาสีเขียวยิ่งดูกระจ่างตา เหลียวมองรอบๆ แสนสบายตาสบายใจ เอ แล้วดอกอะไรกันหนอสีแดงขาว เป็นพุ่มไม้ใหญ่อยู่หน้าเถียงนาอีกแห่งนั่น ? เห็นแล้วก็อดคว้ากล้องเดินย่ำน้ำค้างบนคันนาไปหาดอกไม้นั้นไม่ได้ ไพจิตรเห็นก็วิ่งตามโดยทันใด เธอไม่ใส่รองเท้า ฉันบอกระวังหนาม ไพจิตรเงยหน้าขึ้นมองไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม เธอทำให้ฉันอดคิดถึงครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเที่ยวช่องเม็ก ด่านชายแดนลาวด้วยกัน
สร้อยแก้ว
ฉันถ่ายรูปไพจิตรไว้หลายรูปทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเธออีกครั้ง ด้วยความที่เธอบริสุทธิ์เหลือเกิน บ้านของไพจิตรอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอและครอบครัวมักชอบไปนอนเถียงนาที่มีวัว ควาย หมู หมา ไก่ เป็นเพื่อน ในหมู่บ้าน บ้านเรือนมักจะปลูกติดๆ กัน อันเป็นธรรมดาของสังคมหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรือนอาจปลูกไม่ชิดกันมากขนาดนี้ แต่เมื่อลูกหลานสร้างครอบครัวกันขึ้นมาใหม่ เริ่มปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่ม ลักษณะหมู่บ้านจึงดูหนาแน่นขึ้น ครอบครัวของพ่อสนซึ่งรักความสันโดษเลยพากันไปนอนเถียงนาที่แสนจะเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และฉันก็มักไปนอนที่นั่นด้วยบ่อยๆ