Skip to main content

 

 

ตาน้ำ
แม่เพิ่งรู้ว่า ยามลมพายุพัดระหว่างมีบ้านอยู่กลางหุบเขากับที่ราบโล่ง เสียงสายลมจะหวีดดังไม่เหมือนกัน


ค่ำวันนี้ เมื่อแม่เห็นลูกนอนในเปลผ้าฝ้ายหลับสนิทดีแล้ว แน่ใจว่าลูกหลับลึกพอ แม่ก็เดินเข้าบ้านไปเอาผ้าเช็ดตัวเตรียมอาบน้ำ แต่เมื่อเดินออกมา เสียงสายลมจากทิศตะวันออกไกลก็ทำให้แม่แน่ใจได้ทันทีว่ามีพายุแน่ แม้ว่าก่อนหน้านี้แม่จะอุ้มลูกแนบอก ยังชี้ชวนให้ลูกดูพระจันทร์ครึ่งซีกที่รายล้อมด้วยดวงดาวแจ่มใส สำหรับหน้าฝน ยามฟ้าแจ่ม ก็แจ่มเหลือเกิน ท้องฟ้าโปร่งโล่ง สีท้องฟ้ารอบดวงจันทร์นวลตานวลใจ


แต่ก็นั่นแหละ นี่คือหน้าฝน อะไรๆ มันก็ไม่แน่ไม่นอนทั้งนั้น เมื่อแม่ได้ยินเสียงลมหวีดหวือ แม้รู้ดีว่าเสียงนั้นอยู่ไกล แต่อยู่ไกลขนาดนั้นยังดังให้ได้ยินขนาดนี้ แม่ก็วิ่งมาใต้ถุนบ้าน บอกพ่อว่า “พายุมาแน่”


แล้วแม่ก็รีบอุ้มลูกออกจากเปลใต้ถุนบ้าน ลูกยังหลับสนิทไม่ได้ตกใจตื่นเลย แม่เอาผ้าคลุมหัวลูกไว้ก่อนเดินออกจากเรือน


แม่มีความเชื่อเหมือนคนโบราณเชื่อ เพราะแม่ของแม่บอกแม่มาเช่นนี้ ออกจากเรือนชานให้หาผ้าคลุมกระหม่อมลูกไว้ ขวัญลูกยังไม่แข็งนัก จะทำอะไรแม่ก็หวั่นกลัวเสมอว่าลูกจะตกใจหรือผวากับโลกกว้างใบนี้


แม่ก้าวเดินเพียงสองสามก้าว ลมที่ว่าดังหวือๆ ก็มาถึงเร็วเกินคาด ระลอกแรกที่สายลมพัดมาถึงมันแรงเสียจนพ่อที่ยังดูงงๆ ว่าทำไมแม่อุ้มลูกเข้าบ้านด้วยท่าทีรีบร้อนนักต้องหันมางงกับลมแรงแทน ส่วนแม่วิ่งจ้ำอ้าว ปากก็ท่องคาถาที่ยายของลูกสอนมา “เกศาโลมา นะขาปันต๋านะติ...”


มันเป็นคาถาปกป้องดูแลลูกจ้ะ แปลว่าอะไร แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าท่องแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองป้องกันภัยให้ลูก แม่ก็ท่อง


เข้าบ้านได้แม่ก็อุ้มลูกไปบนเตียง กางมุ้งให้ ลูกหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่อง ถึงตอนนี้ลมแรงมาก สังกะสีที่วางปิดตุ่มน้ำใบใหญ่ข้างบ้านปลิวลงพื้นดังโคร้งเคร้ง เสียงลมพัดแรงน่ากลัวมาก มองดูลูกที่หลับไหลไม่รับรู้โลกภายนอกแน่ใจว่าลูกคงไม่ตื่นง่ายๆ แม่ก็เดินออกมา ทีแรกว่าจะไปช่วยพ่อเก็บข้าวของใต้ถุนบ้าน แต่ลมพัดแรงจัดจนแม่ต้องวิ่งคืนเข้าบ้าน ตะโกนถามพ่อไปว่า “เก็บเองได้ไหม” ถามไปอย่างนั้นแหละ เพราะรู้ดีว่า พ่อของลูกคงไม่พูดหรอก อยากช่วยก็มา ไม่ต้องถามมาก ในใจพ่อคงจะตอบอย่างนี้มากกว่า


แม่กลับเข้าไปนอนในมุ้งกับลูก แม่เกรงว่าเสียงฟ้าร้องจะทำให้ลูกตื่นตกใจ แม่นอนชิดลูก กอดลูกไว้เบาๆ เสียงลมตอนนี้ไม่ใช่ดังหวือๆ แล้ว แต่มันดังน่ากลัวมากมันเหมือนจะพัดบ้านไปได้ทั้งหลังจนแม่อดนึกถึงพายุทอร์นาโดในหนัง Twister ไม่ได้ ในหัวจินตนาการไปถึงว่าแม่ควรจะหลบไปอยู่ตรงไหนดีถึงจะปลอดภัย ซุกแอบกับกำแพงบ้านฝั่งไหนที่จะไม่พัง แต่บ้านดินหลังนี้คงพังทั้งหลังแน่ๆ แล้วลมจะพัดแม่กับลูกขึ้นไปอยู่ในวงหมุนของทอร์นาโด แม่คงจะอุ้มลูกไว้แนบอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม่จะอุ้มลูกแน่น แน่นยิ่งกว่าตอนพาลูกวิ่งเข้าบ้านเมื่อตะกี้เสียอีก


อืมม์... ดูแม่จินตนาการซิ คิดไปได้อย่างไร

แม่หัวเราะให้ตัวเอง

ลมหมุน เราสองคนล่องลอยอยู่บนฟ้า ลูกจะไม่มีวันพลัดพรากจากแม่ และลูกจะไม่มีวันเป็นอะไร แม่จะปกป้องด้วยชีวิตแม่ ลูกรัก


ไม่นาน พ่อของลูกวิ่งเข้าบ้าน เข้ามุ้งมาก็มองดูลูกก่อนอันดับแรก พ่อเข้ามานอนอีกข้างหนึ่งของลูก และพ่อกับแม่ก็แย่งกันกอดลูกเช่นเคย เราสองคนเป็นแบบนี้จนแม่เหนื่อยบ่อยๆ เหนื่อยกับการสงสัยว่าทำไมเราสองคนชอบแย่งกันเลี้ยงลูกจัง


ตาน้ำ

นั่นเป็นเพราะแม่กับพ่อรักลูกจ้ะ

เราอาจจะขัดแย้งเรื่องวิธีเลี้ยงลูกในบางครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นพ่อกับแม่ต่างอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกเท่านั้น


พ่อเข้ามานอนพลางพึมพำว่า ของกินในกระจาดที่แขวนไว้กระจัดกระจายหมดแล้ว ช่างมัน

แม่บอกว่า นี่ถ้าแม่ทันได้อาบน้ำก่อนคงจะดีมากๆ แม่คงจะหลับไปเลยพร้อมลูกท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายเช่นนี้ ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว สถานการณ์อย่างนี้เวลาที่มีพ่ออยู่แม่จะสบายใจมาก เพราะรู้ว่าถ้าพ่อไม่กลัวอะไรก็แปลว่าไม่มีอะไรน่ากลัว แม่สิมักจะตื่นตูมอยู่เสมอ


ฝนลงหนักพักใหญ่ เมื่อพายุหายพ่อก็ออกจากมุ้งกลับไปที่ใต้ถุนบ้าน ไม่นานแม่ก็ตามออกไป ฝนซาลงไปมาก แม่พาดผ้าเช็ดตัวกับบ่าเตรียมไปอาบน้ำ ใต้ถุนบ้านที่เราใช้อาศัยอยู่ช่วงกลางวันบัดนี้พื้นดินมีน้ำเจิ่งนอง พ่อเตรียมกับข้าวไว้แล้ว

กินข้าวก่อนสิ”


แม้ลมพัดเทของกระจาย แต่ก็ยังเหลือกับข้าวไว้บางส่วน แม่บอกพ่อว่า แม่จะอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมากิน แม่มองออกไปทางฝั่งทุ่งนา เห็นดวงไฟส่องแสงตรงโน้นตรงนี้ แม่ได้แต่ยิ้ม ภาพนี้เมื่อปีที่แล้วตอนเห็นครั้งแรกแม่ตื่นเต้นมาก มันเป็นภาพชีวิตที่สวยงามจริงๆ ค่ำคืนที่ฉ่ำชื้น ชีวิตดีดดิ้นไปตามฤดูกาลและความผันแปรของธรรมชาติ พวกเขาออกไปหากบกันจ้ะ ลูก ชาวบ้านเรียกการส่องดวงไฟหาสัตว์นี้ว่า ไต้ ถ้าหากบก็เรียกว่าไต้กบ ถ้าหากะปอม (กิ้งก่า) ก็ไต้กระปอม ไต้อึ่ง ไต้เขียด ไต้แมงจินูน โปรตีนชั้นดี ปลอดสารพิษ ของคนอีสาน ตอนแม่ตั้งท้องลูก แม่ก็ได้กินแมงจินูนและอึ่งสำหรับหล่อเลี้ยงสองชีวิตเราเหมือนกัน


ตาน้ำ คืนนี้ แม่กินข้าวท่ามกลางอากาศที่เย็นสดชื่นยิ่งนัก

เดี๋ยวนี้หลังแม่อาบน้ำแม่แทบไม่ทาแป้งแล้ว เพราะแม่กลัวแป้งเปื้อนอก ทำให้เวลาลูกดูดนมลูกอาจจะกินแป้งเข้าไปด้วย ส่วนเครื่องสำอางต่างๆ แม่ก็ไม่ได้ใช้ อันนี้เป็นเพราะว่าครีมของแม่หมด หมดมาสามเดือนก่อนแม่จะคลอดลูกเสียอีก แล้วแม่ก็ไม่มีเวลาไปซื้อ แต่อย่าว่าเพียงแค่จะหาเวลาไปซื้อเลย เพราะนับตั้งแต่แม่คลอดลูก แค่แม่ได้อาบน้ำก่อนนอนนี่ ก็นับเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว เพราะเดือนแรกนั้นมีหลายคืนมากที่แม่หลับไปทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำ แม่เหนื่อยเกินไปและยังอ่อนเพลียเพราะสุขภาพยังไม่เข้าที่ แต่ตอนนี้แม่ทำได้มากกว่านั้นอีกแน่ะ แม่สามารถอาบน้ำได้วันละสองครั้งซึ่งมันหมายถึงว่าความเป็นอยู่ของแม่เริ่มใกล้เคียงวิถีปกติที่แม่เคยเป็นแล้ว เหลืออยู่อีกอย่างที่แม่อยากทำ แต่ยังหาเวลาได้ยากมาก ก็คือ การเขียนหนังสือ แต่แม่ก็พยายามอยู่ อย่างที่แม่กำลังเริ่มต้น ณ เวลานี้ คือเขียนบันทึกถึงลูก

 

ตาน้ำ แม่ว่าตอนนี้แม่คงไม่สวยเอามากๆ แล้วล่ะ เพราะแม่เองก็ไม่ได้ดูกระจกมานานหลายเดือนแล้ว มีบางครั้งเหมือนกันที่แม่เคยคิดว่าหากแม่มีเวลามากขึ้น แม่จะดูแลตัวเองให้มากกว่านี้ แม่ก็ยังอยากสวยอยู่นะ แต่ยังไงลูกก็ต้องมาก่อน


ตาน้ำ ตอนนี้ลูกอายุสองเดือนสามอาทิตย์แล้ว
แม่รู้สึกว่าชีวิตแม่เปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน

 

แม่สร้อย
31
สิงหาคม 52

 

 

บล็อกของ สร้อยแก้ว

สร้อยแก้ว
  นึกไม่ออกแล้วว่าเคยไปร่วมงานวันเด็กครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่พยายามนึก...ลูกก็ยังไม่มี หลานรึ ก็ไม่เคยได้พาไป เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้านงานวันเด็กครั้งสุดท้ายของตัวเองน่าจะเป็นตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.๖ นั่นแหละ เพราะหลังจากนั้น พอขึ้นชั้น ม.๑ ความแก่แดดแก่ลมของฉันก็พลันให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาววัยรุ่นแล้ว ไม่ใช่เด็ก จึงไม่เคยไปวอแวงานวันเด็กอีก ไม่อย่างนั้น เค้าจะหาว่าเด็กจนปีใหม่นี้ฉันมีโอกาสไปนอนมองพระจันทร์กลางทุ่งนา มองฟ้าพร่างดาวเคลื่อนคล้อยข้ามคืนข้ามปีในช่วงปีใหม่ที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ก็เลยได้อยู่ยาวมาเรื่อยจนถึงงานวันเด็กของหมู่บ้าน
สร้อยแก้ว
นั่งดูบอลคู่นี้อย่างไม่ตั้งใจนัก เผอิญว่ากดรีโมทโทรทัศน์มาเจอเข้าพอดี เลยคิดว่าอยากจะเชียร์บอลไทยสักหน่อย ดูเวลาการแข่งขันตอนนั้นก็เข้าสู่นาทีที่เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไทยนำอยู่ 2-1 ดูไปได้ไม่ทันไร ก็มาถึงจังหวะการกระโดดแย่งบอลกันกลางอากาศ นักเตะไทยเป็นฝ่ายกระโดดได้สูงกว่าและโดนลูกบอล แต่เมื่อเท้าแตะถึงพื้น นักเตะไทยวิ่งต่อ ส่วนนักเตะเลบานอนลงไปนอนกับพื้น เอากุมหัว ดิ้นอย่างเจ็บปวดสักพักเมื่อเขาลุกขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือเลือดอาบหน้าและสองมือที่กุมเอาไว้ เลือดออกเยอะมากขนาดที่เห็นแล้วต้องเบะปาก ขณะที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งมาดู นักเตะไทยเดินยิ้ม ยักไหล่ แพทย์สนามก็มาช้าเหลือเกิน เกมรึ…
สร้อยแก้ว
หลังการจากไปของพี่ปุ๋ย (นันทโชติ ชัยรัตน์) วันหนึ่งของต้นฤดูหนาว พี่แป๊ะ ภรรยาพี่ปุ๋ยก็มีดำริจะปลูกบ้านเป็นของตัวเองเสียที โดยพี่แป๊ะได้ซื้อไม้จากบ้านเก่าหลังหนึ่งไว้ ก่อนการเริ่มต้นปลูกบ้าน พี่แป๊ะจึงต้องหาคนมารื้อเอาไม้จากบ้านเก่าก่อน ซึ่งก็ได้น้องนุ่งแรงดีจากลุ่มน้ำมูนและหนุ่มในเมืองอย่างเอก และผู้อาวุโสแต่หัวใจวัยรุ่นอย่างพ่อถาหนึ่งในแกนนำปากมูน แห่งบ้านนาหว้า มาช่วยกันคนละไม้ละมือ
สร้อยแก้ว
(ขอความกรุณาสวมเสื้อขาว, สีฟ้า หรือสีที่ดูเหมาะสม ยกเว้นอย่าสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดง เพราะจะทำให้แตกสามัคคี) ข้อความในวงเล็บนี้ทำเอาฉันอมยิ้มจนเกือบเผลอหัวเราะนี่คือจดหมายเชิญเดินเทิดพระเกียรติของชมรมผู้สูงอายุตำบลหารแก้วที่ประธานชมรมถึงกับควบมอเตอร์ไซค์แถดๆ มาหาพ่อถึงบ้าน
สร้อยแก้ว
 ฉันมีโอกาสไปร่วมงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๑๐ ปีนี้ เลยทำให้อดคิดไม่ได้ว่า รางวัล มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตคนบ้าง ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานดู เขาก็บอกว่ารางวัลคือ สิ่งของหรือเงินที่ได้มาจากความดี ความชอบ หรือความสามารถย้อนทบทวนตอนเด็กๆ รางวัลแรกของฉันมาจากการวิ่งได้ที่ ๓ จากการวิ่งแข่งกันสี่คน (เกือบไป!) โชคดีได้ขึ้นแท่นรับรางวัลกับเขา ยิ้มแก้มแทบปริ และเมื่อถึงบ้านก็รีบเอาสมุดดินสอมาให้พ่อกับแม่ดู
สร้อยแก้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในวันที่เข็นรถเด็กที่มีเด็กหญิงวัยแปดเดือนนั่งยิ้มแฉ่งเดินเล่นยามเย็นนอกเมืองก็โผล่ขึ้นมาในห้วงคำนึงในวันฝนตก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลยสักนิด เธอดูมีความสุขปลอดโปร่งใจดีเหลือเกิน เธอบอกฉันว่า แต่ก่อน เธอมองชีวิตแบบเอ็นจีโอ ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใช้ข้าวของอย่างประหยัด หน้าตาไม่แต่ง เธอเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบนั้น ศรัทธาคนเหล่านั้น แต่วันเวลาก็ทำให้เธอเห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ดีอย่างที่เรามอบความศรัทธาให้ เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงใช้ชีวิตตามแนวคิดอย่างนั้นได้อย่างเชื่อมั่นอยู่ตั้งหลายปี…
สร้อยแก้ว
สำหรับนักเขียน ยามคอมพิวเตอร์มีปัญหานับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะแต่ละวันไม่ว่ายังไงก็ต้องได้ลูบๆ เคาะๆ วันละนิดละหน่อยจนเคยชิน ครั้นเมื่อมันเกิดปัญหาขลุกขลัก แม้จะรู้สึกเซ็งๆ แต่ก็ต้องทนหอบหิ้วมันไปหาช่าง – คนที่เราคิดว่าเขารู้ดีกว่าเราแต่การเลือกช่างก็เหมือนการเลือกหมอรักษาอาการป่วยของเรานั่นแหละ หากยามใดเราไปเจอหมอที่วินิจฉัยโรคเราผิด จากที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแต่กลับบอกว่าเป็นโรคร้ายต้องผ่าตัดไปหลายยก เจ็บกาย เสียเวลา เสียเงิน เพื่อที่จะพบว่า ที่แท้เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ความรู้สึกโกรธและไม่อาจทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ…
สร้อยแก้ว
ชาวบ้านห้วยสะคามตื่นเต้น ใช้ไฟฟรี ประหยัดกันยกใหญ่! อยากให้พาดหัวข่าวแบบนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างจัง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กมากของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งใหญ่หลวงของบ้านเมืองยามนี้ นโยบายอะไรๆ ของรัฐบาลก็ไม่ดีทั้งนั้น ในฐานะที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากเกี่ยวกับนโยบายประชานิยม แต่ว่าพอเข้าใจหัวจิตหัวใจของชาวบ้านตาดำๆ ซึ่งเวลาลงคะแนนเลือกตั้งเสียงของเขาก็มีค่าเท่ากับศาสตราจารย์หรือด๊อกเตอร์ในเมืองไทย เขาก็มองเห็นผลดีผลได้เท่าที่จับต้องได้ ไม่ต้องอ้างเอ่ยว่าเขาซื้อเสียงง่ายหรอก แต่เขาเห็นว่าเขาได้อะไรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ยุคทักษิณ) เขาถึงเลือกและชอบ
สร้อยแก้ว
ภาพจาก http://www.blogth.com/blog/ddimg/uploadimg/20070514/093435918.jpgอาจไม่ต้องถึงขั้นเป็นคอบอล เป็นแค่ผู้นิยมกีฬาฟุตบอลก็คงต้องอยากดูเกมระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับเชลซีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมาว่าจะเป็นอย่างไร เปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก เชลซีเดินหน้าชนะทุกนัดเก็บมาได้เก้าคะแนนเต็ม เป็นการออกสตาร์ทที่สวยงามและทั้งนักเตะทั้งแฟนบอลเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ขณะที่แชมป์เก่าอีกทั้งยังเป็นแชมป์ถ้วยฟุตบอลสโมสรยุโรปซะด้วย กลับเก็บมาได้เพียงสี่คะแนน แพ้บ้าง เสมอบ้าง จนแฟนๆ ชักใจคอไม่ดี แม้ฤดูกาลที่แล้วก็ออกสตาร์ทไม่ดีเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ได้ถ้วย…
สร้อยแก้ว
โขงเจียมคือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามเพราะอยู่ทิศตะวันออกสุดของประเทศ และยังเป็นที่รู้จักอีกในฐานะที่มีแม่น้ำสายสำคัญของอีสานสองสายมาบรรจบคือแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขง จุดที่บรรจบกันนั้นเรียกกันอย่างไพเราะว่า แม่น้ำสองสี โขงสีขุ่น มูลสีคราม (แต่ตอนนี้ขุ่นทั้งคู่ หากอยากเห็นมูลสีครามน่าจะเป็นช่วงหน้าแล้ง) โขงเจียมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่อำเภอนี้เล็กเหมือนหมู่บ้าน ค่ำมาราวสักสองทุ่มก็เงียบแล้ว บางบ้านเข้านอน บางบ้านอาจจะยังนั่งพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน แต่คุยกันอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก สงบดีเหลือเกิน…
สร้อยแก้ว
ฤดูฝน นาพ่อสนเขียวไสวด้วยต้นข้าว ยามเช้าน้ำค้างชุ่มหญ้า ชุ่มพุ่มไม้ ครั้นเมื่อแสงแดดโผล่พ้นจากหมู่เมฆ ท้องนาสีเขียวยิ่งดูกระจ่างตา เหลียวมองรอบๆ แสนสบายตาสบายใจ เอ แล้วดอกอะไรกันหนอสีแดงขาว เป็นพุ่มไม้ใหญ่อยู่หน้าเถียงนาอีกแห่งนั่น ? เห็นแล้วก็อดคว้ากล้องเดินย่ำน้ำค้างบนคันนาไปหาดอกไม้นั้นไม่ได้ ไพจิตรเห็นก็วิ่งตามโดยทันใด เธอไม่ใส่รองเท้า ฉันบอกระวังหนาม ไพจิตรเงยหน้าขึ้นมองไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้ม เธอทำให้ฉันอดคิดถึงครั้งหนึ่งเมื่อเราไปเที่ยวช่องเม็ก ด่านชายแดนลาวด้วยกัน
สร้อยแก้ว
ฉันถ่ายรูปไพจิตรไว้หลายรูปทีเดียว จนอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเธออีกครั้ง ด้วยความที่เธอบริสุทธิ์เหลือเกิน บ้านของไพจิตรอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอและครอบครัวมักชอบไปนอนเถียงนาที่มีวัว ควาย หมู หมา ไก่ เป็นเพื่อน ในหมู่บ้าน บ้านเรือนมักจะปลูกติดๆ กัน อันเป็นธรรมดาของสังคมหมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรือนอาจปลูกไม่ชิดกันมากขนาดนี้ แต่เมื่อลูกหลานสร้างครอบครัวกันขึ้นมาใหม่ เริ่มปลูกบ้านหลังใหม่เพิ่ม ลักษณะหมู่บ้านจึงดูหนาแน่นขึ้น ครอบครัวของพ่อสนซึ่งรักความสันโดษเลยพากันไปนอนเถียงนาที่แสนจะเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย และฉันก็มักไปนอนที่นั่นด้วยบ่อยๆ