Skip to main content

เรื่องที่ผมจะเอามาเล่าสู่กันฟังเป็นความเดือดร้อนแสนสาหัสของน้องสองคนซึ่งได้รับผลกระทบจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน เคอร์ฟิว ในช่วงที่มีการปราบปรามและสลายการชุมนุม   ซึ่งมันเกี่ยวพันกับชีวิตคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆมากขึ้น เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมามีการชุมนุมทางการเมืองถี่ยิบอย่างที่เราทราบกันดี และตั้งแต่ประเทศไทยมีกฎหมายความมั่นคง 3 ฉบับ คือ กฎอัยการศึก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ พรบ.ความมั่นคง   รัฐบาลก็มักประกาศใช้กฎหมายเหล่านี้เพื่อควบคุมและสลายการชุมนุมในหลายพื้นที่เป็นเวลานานๆ จนเกิดผลกระทบกับคนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ จึงขอนำมาวิเคราะห์เผื่อว่าเกิดปัญหากับท่านจะได้รู้แนวทางแก้ไข เนื่องจากไม่ง่ายเลยที่จะหลุดพ้นออกจากปัญหาเมื่อต้องมาเผชิญกับคดีความมั่นคง

เหตุการณ์แรกเกิดจาก น้าสะใภ้ของนักศึกษาได้เขียนเช็คเงินสดไว้ล้วงหน้าให้แก่ลูกค้าและลูกน้องอีกจำนวน 4-6 คนตามธรรมดาของการประกอบธุรกิจ   โดยตัวน้าของเขาเป็นคนเชียงใหม่มีกิจการส่วนใหญ่อยู่ที่นี่แต่ก็มีลูกค้าและเจ้าหนี้อยู่ที่กรุงเทพ รวมถึงลูกน้องส่วนหนึ่งที่ส่งไปเฝ้ากิจการและขนส่งสินค้าที่กรุงเทพฯ   การเขียนเช็คเหล่านี้ก็เป็นธุรกรรมธรรมดาที่นาสะใภ้มักจะทำอยู่แล้วทุกเดือนตามประสาคนทำธุรกิจ โดยไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงขึ้นในเดือนมีนาคมปี 2553  และไม่ทราบว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านั้นจะนำเช็คเงินสดไปขึ้นธนาคารเป็นช่วงเวลาพร้อมๆกัน แต่ก็เดาได้ว่าเป็นช่วงก่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ลูกค้าคงอยากจะนำเงินออกมาเพื่อไปใช้จ่ายหรือแจกจ่ายลูกน้องก่อนจะไปพักผ่อนเหมือนกับคนทั่วไปที่มักจะปิดร้านยาวๆเพื่อให้ทุกคนกลับบ้านหรือไปเที่ยวต่างจังหวัด จึงทำให้ยอดรวมของจำนวนเงินที่เกิดจาการทำธุรกรรมผ่านในช่วงนั้นเกินยอดจำกัด 2,000,000 บาท    

น้าสะใภ้ของนักศึกษาจึงถูกรัฐสั่งอายัดเงินทั้งหมดในทุกธนาคารของน้าสะใภ้ไม่ให้สามารถทำธุรกรรมใดๆได้   จนกว่ายอดเงินที่เกิดการถ่ายเทในวันนั้นจะได้รับการตรวจสอบสอบจากทาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  แล้วว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ชุมนุม จนกระทั่ง ณ ขณะที่เข้ามาปรึกษาก็เป็นเวลากว่าสองปีแล้วทางรัฐบาลก็ยังตรวจสอบไม่เสร็จ ทำให้ธุรกิจของน้าสะใภ้ต้องปิดกิจการลงไปโดยไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไงเนื่องจากได้พยายามชี้แจงอย่างถึงที่สุดแล้วแต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือแก้ไขให้เลย   เพราะน้าสะใภ้ก็ได้หาหลักฐานบิลชำระเงินในการทำธุรกิจกับลูกค้าเหล่านั้น รวมถึงเอาสำเนาการส่งแฟ็กซ์ที่ใช้ทำธุรกิจมารับรองความบริสุทธิ์ และไปขึ้นศาลเพื่อแจ้งความบริสุทธิ์ใจต่อศาลตามการนัดหมายของศาลทุกครั้ง แต่เรื่องก็ยังไม่สิ้นสุด กลายเป็นกิจการของน้าสะใภ้ต้องจบลงแทน โดยไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายให้เลย

อีกกรณีเป็นกลุ่มน้องๆ ที่พ่อแม่ร้องห่มร้องไห้เข้ามาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากน้องๆ โดนรวบจับในวันที่มีการประกาศเคอร์ฟิวตามกฎอัยการศึกในช่วงที่มีการสลายชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนพฤษภาคมปี 2553   สาเหตุที่น้องๆกลุ่มนี้โดนจับกุมก็เพราะพวกน้องๆได้รวมกลุ่มกันประมาณสิบคนมีมอเตอร์ไซค์ห้าคันขับขี่ออกไปรวมกลุ่มกันเป็นประจำเหมือนที่ทำช่วงมาตลอดในทุกช่วงสุดสัปดาห์   แต่คราวนี้ไปเจอด่านของเจ้าหน้าที่ทหารดักไว้ไม่ให้ผ่าน และบอกว่าไม่รู้หรือไงว่านี่เป็นช่วงอัยการศึกห้าออกจากบ้านเวลากลางคืน แถมยังมากันเป็นกลุ่มใหญ่อีก จะไปก่อกวนหรือชุมนุมที่ไหนหรือเปล่า   เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและส่งไปควบคุมตัวที่สถานีตำรวจเพื่อรอสั่งฟ้องและส่งขึ้นศาล พ่อแม่ของน้องๆในตอนแรกที่ทราบเรื่องก็นึกว่าเป็นการตรวจจับแก๊งค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์ของตำรวจที่เคยเห็นข่าวก็จะไปขอประกันตัว   แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ใช่คดีซิ่งมอเตอร์ไซค์ก่อกวนซึ่งเป็นความผิดอาญาทั่วไป แต่กรณีนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎอัยการศึก เป็นความผิดฐานภัยต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรจะต้องถูกควบคุมตัวและไปขอประกันตัวในวันรุ่งขึ้นที่จะมีการนำเรื่องไปฟ้องศาล   ซึ่งเรื่องนี้เมื่อไปถึงอัยการน้องๆทั้งกลุ่มก็ถูกสั่งฟ้องและไปขึ้นศาลอาญาทันทีในวันรุ่งขึ้น  

พ่อแม่ก็พากันไปขอประกันตัวลูกแต่ศาลได้ใช้ดุลยพินิจไม่ให้ประกันตัวเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ของรัฐคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าเป็นช่วงประกาศกฎอัยการศึกมีแนวโน้มว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้จะออกไปสร้างความไม่สงบจึงขอให้ควบคุมตัวไว้ก่อน   ซึ่งเยาวชนกลุ่มนี้ก็ถูกควบคุมตัวไว้ตลอดช่วงปราศอัยการศึก   จนพ่อแม่เข้ามาร้องให้ทางเราช่วยประสานไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย รวมทั้งองค์กรที่ช่วยเหลือด้านสิทธิเด็ก และองค์กรระหว่างประเทศ   รวมถึงทนายความที่กลาเข้ามาช่วยทำคดีให้ซึ่งมีน้อยเหลือเกิน  เรื่องนี้เยาวชนกลุ่มนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎอัยการศึกและถูกจำคุกอยู่ถึง 6 เดือนกว่าจะได้ออกมา   แม้จะมีความพยายามขององค์กรทั้งไทยและระหว่างประเทศแต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย แม้เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเด็กเหล่านี้เป็นเพียงวัยรุ่นที่ออกไปเที่ยวเตร่ แต่ดูเหมือนกลไกทั้งหลายของรัฐจะไม่สนใจ เพียงแต่บังคับใช้กฎหมายไปตามลายลักษณ์อักษรโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายในการป้องกันการก่อการร้ายดังที่อ้างไว้   แต่ที่อันตรายกว่า คือ เมื่อรัฐต้องเลือกระหว่างจับกุมลงโทษไว้ก่อนด้วยเหตุของความมั่นคงแห่งรัฐ กับ การประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคล   รัฐกลับเลือกที่จะลงทัณฑ์กับบุคคลไว้ก่อนโดยมิไดพิจารณาถึงราละเอียดของข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันการลงโทษผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง

วิเคราะห์ปัญหา

1.      รัฐมีอำนาจในการอายัดเงินในบัญชีของเรา หรือตรวจสอบสถานะทางการเงินและธุรกรรมผ่านธนาคารของเราได้หรือไม่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

2.      ใครเป็นผู้มีหน้าที่ในการนำสืบวาเงินนั้นเกี่ยวข้องกับกับการก่อการร้าย ก่อความไม่สงบ หรือหาหลักฐานมายืนยันว่าเงินนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย

3.      หากถูกจับ ถูกควบคุมตัว จะดำเนินการอย่างไรได้บ้างในช่วงที่การประกาศสถานการณ์พิเศษเหล่านั้น

4.      ใครเป็นผู้มีอำนาจในการประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” “สถานการณ์ความไม่สงบ” “ภาวะอัยการศึก” ให้ใช้กฎหมายความมั่นคง จะมีการห้ามหรือตรวจสอบถ่วงดุลก่อนประกาศได้ไหม

5.      หากเราได้รับผลกระทบจากการประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งหลายจะทำอย่างไรได้บ้าง

6.      เราจะขอให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายความมั่นคงเหล่านี้ไม่ให้มาละเมิดสิทธิของเราได้หรือไม่

การนำกฎหมายมาแก้ไข

1.      รัฐมีอำนาจในการอายัดเงินในบัญชี หรือตรวจสอบสถานะทางการเงินและธุรกรรมผ่านธนาคารของผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่งบต่างๆในสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากชุดกฎหมายความมั่นคงเหล่านี้ให้อำนาจไว้

2.      กฎหมายความมั่นคงทั้งสามรวมถึงกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินฯ ได้กำหนดให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้มีหน้าที่ในการนำสืบวาเงินนั้นเกี่ยวข้องกับกับการก่อการร้าย ก่อความไม่สงบ หรือหาหลักฐานมายืนยันว่าเงินนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย

3.      หากประชาชนถูกจับ ถูกควบคุมตัว ในช่วงที่การประกาศสถานการณ์พิเศษเหล่านั้น สามารถขอใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายได้ เช่น การมีทนาย การไม่ถูกปรักปรำโดยคำให้การของตนเอง การร้องให้มีการดำเนินคดีโดยปราศจากอคติ และไม่ถูกปฏิบัติเสมือนเป็นนักโทษจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด   นั่นหมายความว่ามีสิทธิขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อเตรียมตัวต่อสู้คดีด้วย   หากกลไกภายในรัฐไม่อาจอำนวยความยุติธรรมได้อีกต่อไปอาจร้องทุกข์ผ่านกลไกระหว่างประเทศต่อไป

4.      รัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง การรัฐประหาร ก็เป็นผู้มีอำนาจในการประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” “สถานการณ์ความไม่สงบ” “ภาวะอัยการศึก” ให้ใช้กฎหมายความมั่นคง ซึ่งไม่มีกลไกห้ามหรือตรวจสอบถ่วงดุลก่อนประกาศแต่อย่างใด เมื่อประกาศแล้วอำนาจในการสั่งการเจ้าพนักงานจะไปรวมอยู่ที่หัวหน้าศูนย์อำนวยการ เช่น ศอ.ฉ. ศอ.รส. ศอ.อ. เป็นต้น

5.      หากเราได้รับผลกระทบจากการประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งหลายจะสามารถฟ้องต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้ลงโทษเจ้าหน้าที่และชดเชยค่าเสียหายได้แต่เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการกระทำของรัฐเป็นการใช้อำนาจโดยทุจริต มีอคติ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย    ส่วนการฟ้องมิให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหลายต้องฟ้องในศาลปกครองเพื่อยกเลิกรายละเอียดของคำสั่งเป็นบางข้อที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ  

6.      เราจะขอให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายความมั่นคงเหล่านี้ไม่ให้มาละเมิดสิทธิของเราได้โดยการฟ้องในศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองเพื่อยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับ หรือบางมาตรที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ

ช่องทางเรียกร้องสิทธิ

1.      การใช้อำนาจรัฐมีอำนาจในการอายัดเงินในบัญชี ต้องร้องเรียนต่อ ปปง. หรือ ปปช. หากพบว่ามีลักษณะทุจริต เช่น กลั่นแกล้งโดยปราศจากเหตุน่าเชื่อถือ หรือเรียกรับสินบน

2.      หากประชาชนถูกจับ ถูกควบคุมตัว ในช่วงที่การประกาศสถานการณ์พิเศษเหล่านั้น สามารถขอใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายกับเจ้าหน้าที่ปกครองที่จับกุม ตำรวจ อัยการ และศาลอาญาหากใช้กลไกภายในหมดแล้วหรือเป็นที่แน่ชัดว่าจะถูกปฏิเสธการอำนวยความยุติธรรม ก็ให้ร้องเรียนผ่านกลไกระหว่างประเทศ เช่น กระบวนการ 1503, 1235 ของสหประชาชาติ

3.      ผลกระทบจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน ผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้ลงโทษเจ้าหน้าที่และชดเชยค่าเสียหายได้

4.      การฟ้องมิให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหลายต้องฟ้องในศาลปกครองเพื่อยกเลิกรายละเอียดของคำสั่งเป็นบางข้อที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ  

5.      ประชาชนขอให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายความมั่นคงเหล่านี้ได้ผ่านกระบนการนิติบัญญัติ คือ ให้พรรคการเมืองรับเรื่องไปผลักดันให้ออกกฎหมายยกเลิกชุดกฎหมายความมั่นคงเหล่านั้น

6.      หาไม่แล้วประชาชนต้องฟ้องในศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองเพื่อยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับ หรือบางมาตรที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ

 

สรุปแนวทางแก้ไข

ใช้หลักความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาญา ซึ่งต้องใช้หลักสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล  ซึ่งกรณีนี้มีการใช้กฎหมายพิเศษที่มีลักษณะละเมิดสิทธิดังกล่าว และสร้างภาระในการพิสูจน์ให้กับประชาชน จึงต้องมีการฟ้องเพิกถอนการออกคำสั่งอายัดบัญชีของ ปปง. ในศาลยุติธรรมตาม พรบ.การฟอกเงินฯ   แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเนื่องจาก พรบ.ความมั่นคง พรก.ฉุกเฉินฯ ตัดสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลปกครองให้ตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมายทั้งสอง   จึงต้องมีการผลักดันให้มีการแก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของประชาชนอีกต่อไป   หากใช้กลไกภายในหมดแล้วหรือมีการปฏิเสธความยุติธรรมก็ร้องไปยังองค์การระหว่างประเทศได้ เช่น กระบวนการ 1235, 1503

บล็อกของ ทศพล ทรรศนพรรณ

ทศพล ทรรศนพรรณ
คำถามที่สำคัญในเศรษฐกิจการเมืองยุคดิจิทัล ก็คือ บทบาทหน้าที่ของภาครัฐรัฐท่ามกลางการเติบโตของตลาดดิจิทัลที่ภาคเอกชนเป็นผู้ผลักดันและก่อร่างสร้างระบบมาตั้งแต่ต้น  ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในรัฐให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง   อย่างไรก็ดีความเจริญก้าวหน้าของตลาดย่อมเกิดบนพื้น
ทศพล ทรรศนพรรณ
แนวทางในการส่งเสริมสิทธิคนทำงานในยุคดิจิทัลประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือ1. การระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ระหว่าง แพลตฟอร์ม กับ คนทำงาน2. การพัฒนารัฐให้รองรับสิทธิคนทำงานอย่างถ้วนหน้า
ทศพล ทรรศนพรรณ
เนื่องจากการทำงานของคนในแพลตฟอร์มดิจิทัลในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำให้ปริมาณคนที่เข้ามาทำงานมีไม่มากนัก และเป็นช่วงทำการตลาดของเหล่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการดึงคนเข้ามาร่วมงานกับแพลตฟอร์มตนยังผลให้สิทธิประโยชน์เกิดขึ้นมากมายเป็นที่พึงพอใจของผู้เข้าร่วมทำงานกับแพลตฟ
ทศพล ทรรศนพรรณ
รัฐชาติในโลกปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้บุคคลเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ที่อยู่ แหล่งทำมาหากินได้อย่างอิสระ เสรีมาตั้งแต่การสถาปนารัฐสมัยใหม่ขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก   เช่นเดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง ไทย พม่า ลาว หรือกัมพูชา   ก็ล้วนเกิดพรมแดนระหว่างรัฐในลักษณะที
ทศพล ทรรศนพรรณ
นับตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ “สีเสื้อ”   สื่อกลายเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นตัวสะท้อนภาพของคนและสังคมเพื่อขับเน้นประเด็นเคลื่อนไหวทางสังคมให้ปรากฏเป็นขบวนการทางการเมืองที่มีผู้คนเข้าร่วมอย่างมากมายมหาศาล และมีกิจกรรมทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ   ดังนั้นอำนาจในการสื่อสารและการมีส่วนร่วมใ
ทศพล ทรรศนพรรณ
สังคมไทยเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง แตกแยก และปะทะกันอย่างรุนแรงทั้งในด้านความคิด และกำลังประหัตประหารกัน ระหว่างการปะทะกันนั้นระบบรัฐ ระบบยุติธรรม ระบบคุณค่าเกียรติยศ และวัฒนธรรมถูกท้าทายอย่างหนัก จนสูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการรัฐ   ในวันนี้ความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าอาจเบาบางลง พร้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
เศรษฐกิจและการเมืองยุคดิจิทัล ใช้ข้อมูลของประชาชนและผู้บริโภคเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจตลาดการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีเจ้าของข้อมูลทั้งหลายได้รับประกันสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้ตามอำเภอใจไม่ได้ เว้นแต่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กฎหมายยอมรับ หรือได้รับความยินยอมจากเจ
ทศพล ทรรศนพรรณ
หากรัฐไทยต้องการสร้างกรอบทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ มาบังคับกับการวิจัยในพันธุกรรมมนุษย์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวจำต้องมีมาตรการประกันสิทธิเจ้าของข้อมูลพันธุกรรมให้สอดคล้องกับมาตร
ทศพล ทรรศนพรรณ
กองทัพเป็นรากเหง้าที่สำคัญของความขัดแย้งเนื่องจากทหารเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองมานาน โดยการข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล กดดันเพื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี และการยึดอำนาจโดยปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทหารมักอ้างว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ระบบการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควรมีการฉ้อ
ทศพล ทรรศนพรรณ
 ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเรียกร้องมาตลอด คือ การผูกขาด ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของกลุ่มผลประโยชน์ที่ทรงอำนาจ แล้วนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ขบวนการความเป็นธรรมทางสังคมเสนอให้แก้ไข   บทความนี้จะพยายามแสดงให
ทศพล ทรรศนพรรณ
การแสดงออกไม่ว่าจะในสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ย่อมมีขอบเขตการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ดังนั้นรัฐจึงได้ขีดเส้นไว้ไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพจนไปถึงขั้นละเมิดสิทธิของผู้อื่นเอาไว้ในกรอบกฎหมายหลายฉบับ บทความนี้จะพาชาวเน็ตไปสำรวจเส้นพรมแดนที่มิอาจล่วงล้ำให้เห็นพอสังเขป
ทศพล ทรรศนพรรณ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่อดอยากหิวโหยที่นั้นดำเนินการได้โดยตรงด้วยมาตรการความช่วยเหลือด้านอาหารโดยตรง (Food Aid) ซึ่งมีทั้งมาตรการระหว่างประเทศ และมาตรการภายใน   ในบทความนี้จะนำเสนอมาตรการและกรณีศึกษาที่ใช้ในการช่วยเหลือด้านอาหารในสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้น แต่ความแตกต่างจากการสงเ